บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
HANN: บล.กรุงศรีฯ มองกำไรโตเฉลี่ย 22% หนุนราคาเป้าหมาย 1.10 บาท
P/E 17.48 YIELD 0.00 ราคา 0.91 (0.00%)
text-primary ไฮไลท์สำคัญ:
บล.กรุงศรี ประเมินมูลค่าพื้นฐาน HANN ที่ 1.10 บาท/หุ้น โดยวิธี DCF WACC 9.6% คาดกำไรสุทธิปี 2568-2572 เติบโตเฉลี่ย +22%CAGR จากความสามารถในการรักษาโรคซับซ้อน และการขยายตลาดลูกค้าต่างชาติ
text-primary ประเมินมูลค่าพื้นฐาน:
บล.กรุงศรี ประเมินมูลค่าพื้นฐาน HANN ปี 2568 ที่ 1.10 บาท/หุ้น ด้วยวิธี DCF (Discounted Cash Flow) โดยมี WACC (Weighted Average Cost of Capital) ที่ 9.6% และ Long-Term Growth Rate ที่ 3% คิดเป็น Implied PE (Price to Earnings Ratio) ปี 2568 ที่ 20 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับ +1.0SD PE ของโรงพยาบาลขนาดกลางในต่างจังหวัด 5 แห่ง (AHC, EKH, RPH, RJH, WPH)
HANN มีข้อได้เปรียบจากการให้บริการเป็นเครือข่ายโรงพยาบาล 3 แห่ง ในทำเลที่มีโอกาสเติบโตจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ อีกทั้งมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ครอบคลุมทั้งลูกค้าทั่วไปและสิทธิโครงการรัฐ (สัดส่วนรายได้ 26%) และมีศักยภาพในการรักษาโรคซับซ้อนเฉพาะทาง การเพิ่มเตียงฟอกไตและการขยายศักยภาพห้องผ่าตัดจะช่วยต่อยอดการเติบโตทั้งการใช้บริการและ Intensity ค่ารักษาตามความซับซ้อนของโรค
text-primary ข้อสังเกต:
HANN เป็นโรงพยาบาลเอกชนระดับกลางที่มีเครือข่าย 3 แห่ง ในจังหวัดมุกดาหารและยโสธร มีจำนวนเตียงรวม 148 เตียง ให้บริการทางการแพทย์ครอบคลุมกว่า 16 ศูนย์การแพทย์ มีทีมสหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและแพทย์ที่เชี่ยวชาญโรคเฉพาะทาง เช่น โรคไต มะเร็ง สูติ-นรีเวช กุมารเวช ระบบทางเดินปัสสาวะ หัวใจและหลอดเลือด
ทำเลที่ตั้งของโรงพยาบาลในเครือทั้ง 3 แห่ง และชื่อเสียงในการรักษาเป็นที่ยอมรับทำให้มีลูกค้าชาวลาวและกัมพูชาเข้ามาใช้บริการ และมีโอกาสขยายตลาดทั้ง 2 ประเทศเพิ่มเติม
text-primary สรุป:
บล.กรุงศรี คาดการณ์กำไรสุทธิของ HANN ในปี 2568-2572 จะเติบโตเฉลี่ย +22%CAGR เนื่องจากคาดว่ารายได้จะเติบโตตามการใช้บริการและค่ารักษาเฉลี่ย โดยมีปัจจัยบวกจากการขยายศักยภาพการให้บริการของโรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์ การขยายกำลังห้องผ่าตัดสำหรับเคสโรคซับซ้อนเฉพาะทาง และการขยายศูนย์ไตเทียมจาก 16 เตียงเป็น 24 เตียง รวมทั้งคาดว่าจะมี Economies of scale จากจำนวนการใช้บริการที่เพิ่มขึ้น และการบริหารค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ทำให้คาดว่า EBITDA margin จะดีขึ้นจาก 14.3% ในปี 2568 เป็น 17.4% ในปี 2572