บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
SNNP Oppday Q2/2568: ฝ่าความท้าทาย สร้างฐานธุรกิจ มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
P/E 10.76 YIELD 8.76 ราคา 7.15 (0.00%)
SNNP Oppday Q2/2568: ฝ่าความท้าทาย สร้างฐานธุรกิจ มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
สรุปผลการประชุม Oppday ไตรมาส 2 ปี 2568 ของ บริษัท ศรีนานพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) (SNNP) โดยเน้นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับผลกระทบทางธุรกิจ โอกาส ความเสี่ยง แนวทางการแก้ไขปัญหา แนวโน้มในอนาคต และช่วงถาม-ตอบ
1. ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview)
ผลกระทบเชิงลบ: ธุรกิจเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายประการ เช่น ภาวะธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาลงทั้งในและต่างประเทศ นโยบายการค้าที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นในประเทศไทย สภาพอากาศแปรปรวน และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง
ผลกระทบเชิงบวก: ยอดขายในประเทศยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าสแน็คที่มีการเติบโตอย่างชัดเจน แม้ยังไม่ถึงฤดูกาลขายที่ชัดเจน นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนและรักษาระดับ Gross Profit Margin ให้อยู่ในระดับที่วางไว้ได้
ตัวเลขทางการเงิน:
ยอดขายรวม 6 เดือนแรกลดลงประมาณ 2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (Year-on-Year)
ยอดขายกลุ่มสแน็คเติบโต 4% ในขณะที่เครื่องดื่มลดลง 9%
ยอดขายในประเทศเติบโต 4% ในขณะที่ต่างประเทศลดลง 22% แต่มีสัญญาณค่อยๆ ฟื้นตัว
2. โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities)
การเติบโตของตลาดสแน็ค: ตลาดสแน็คยังมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มขนมขึ้นรูปและคัสตาร์ดเค้ก
ความเป็นผู้นำตลาด: สินค้าแบรนด์หลักของ SNNP เช่น เบนโตะ ยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดสูง (เกิน 78%) และมีโอกาสเติบโตได้อีก
สินค้าใหม่: บริษัทมีสินค้าใหม่ใน Pipeline ที่จะทยอยออกสู่ตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการและกระตุ้นยอดขาย
ตลาดเครื่องดื่ม: ตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโต แม้ว่า SNNP จะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศในช่วงครึ่งปีแรก แต่บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
3. ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges)
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ: ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
การแข่งขันที่รุนแรง: ตลาดเครื่องดื่มมีการแข่งขันสูงจากผู้เล่นรายใหญ่หลายราย
ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้: สภาพอากาศแปรปรวนและสถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอนอาจส่งผลกระทบต่อยอดขาย
4. วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation)
Cost Efficiency Management: บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
การปรับกลยุทธ์ทางการตลาด: บริษัทปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเน้นการสร้างแบรนด์และการสื่อสารที่เข้าถึงผู้บริโภค
การพัฒนาสินค้าใหม่: บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
Localize Strategy: การปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับท้องถิ่นในตลาดต่างประเทศ
5. แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends)
การเติบโตอย่างยั่งยืน: SNNP มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับทั้งผลกำไรและผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
การขยายธุรกิจในต่างประเทศ: SNNP ยังคงมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาด CLMV และเอเชีย
การลงทุนในเทคโนโลยี: SNNP สนใจที่จะลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและลดต้นทุน
6. ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session) [เริ่ม Q&A นาทีที่ 29:49]
Q: บริษัทมีแผนการขยายตลาดต่างประเทศในช่วงที่เหลือของปีนี้อย่างไรบ้าง?
A: บริษัทพยายามเพิ่มสัดส่วนการขายและ Portfolio ในตลาดต่างประเทศ โดยใช้ Localize Strategy ในการขยายสินค้าในแต่ละประเทศ และ Transform ตัวเองจากการเป็นผู้ส่งออกอย่างเดียว ไปเป็นการหา Partner และ Distributor เพื่อร่วมกันขยายตลาดให้มากขึ้น โดยตลาดหลักที่ยังโฟกัสอยู่คือ CLMV และเอเชีย
Q: แผนการออกสินค้าใหม่ในช่วงไตรมาส 3-4 ปีนี้ จะมากน้อยแค่ไหน?
A: การออกสินค้าใหม่ในครึ่งปีหลังไม่น่าจะเยอะมาก เพราะจะดูสภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก เนื่องจากการออกสินค้าใหม่จะได้ยอดขาย Short Term แต่จะมี Investment คือค่าการตลาดค่าโฆษณา และถ้าสภาพเศรษฐกิจไม่ดีผู้บริโภคอาจจะไม่มีเงิน การออกสินค้าใหม่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยง ดังนั้นจึงพยายามออกสินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์เดิม ยังคง Continue หรือ Sustain Strategy เหมือนเดิม แต่อาจจะมี Product ที่ทำ Consumer Test แล้วได้รับความสนใจค่อนข้างดี และอยู่ในขั้นทดลองของโรงงาน ซึ่งน่าจะได้เห็นประมาณปลายปีนี้
Q: แนวโน้มและกลยุทธ์ Performance ในครึ่งปีหลัง จะเป็นอย่างไร?
A: ครึ่งปีแรกในประเทศโตประมาณ 4% ครึ่งปีหลังมองที่ Single Digit Medium Single Digit แน่นอน เพราะต้องระมัดระวังเรื่องการลงทุน แต่ถ้าโชคดี High Season ของปลายปี Market เติบโต ก็น่าจะเจริญเติบโตตามสภาพตลาด จะไม่ใช้ Resource เยอะเกินไปในการผลักดันตัวเลขยอดขาย ซึ่งครึ่งปีหลังจะเป็นครึ่งปีที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น คงจะไม่ใช้งบการตลาดมากเกินไป และดูสภาวะเศรษฐกิจ
A: (ต่อ) ต่างประเทศเน้นเรื่องของความมั่นคง ในแง่ของการทำตลาดต่างประเทศ โดยแบ่งลูกค้าเป็น 3 โซน และทำทุกอย่างเหมือนเดิม เพียงแต่ปีนี้พยายามขับเคลื่อนหาลูกค้ารายใหม่เข้ามามากขึ้น จึงเน้นที่จะไปออกงานแสดง Show เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะได้มีโอกาสในการ Contact ลูกค้าใหม่ ซึ่งก็ได้ผลดี และจะพยายาม Follow ลูกค้ารายใหม่ๆ ที่ผ่านเข้ามาในงาน
A: (ต่อ) ลูกค้าเก่าที่มีอยู่แล้วพยายามที่จะผลักดันตัวเลขให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด เพียงแต่ว่าจะไม่ฝืนตลาด อย่างเช่นตลาดเวียดนามที่เป็นตลาดหลัก ปีนี้คงโตขึ้นประมาณ 2 Digit แต่ก็คงไม่ได้เขียดผลักดัน หรือว่าที่จะไปเพิ่มงบประมาณมากนัก เพื่อที่จะให้ตัวเลขมันโตสูงๆ เพราะเนื่องจากว่าเราก็ดูสภาพตลาดเหมือนกัน
A: (ต่อ) ในตลาดเวียดนามจะเน้นการกระจายสินค้า โดยใช้รถ ซึ่งมี 2 ส่วนก็คือเป็นรถที่เป็น Mobile กับรถที่เป็น Big Blue ซึ่ง Big Blue นี่ก็คือหน่วยมอเตอร์ไซค์ เน้นที่เพิ่มเดิมแล้วก็เน้นที่จะทำ 2 หน่วยนี้ให้มีสภาพมากขึ้น เพราะ 2 หน่วยนี้จะเป็นแกนหลักในการที่จะผลักดันให้สินค้าเรานี้ มีการกระจายที่ดี
Q: จากสถานการณ์กัมพูชามีผลกระทบกับโรงงานที่กัมพูชาและยอดขายในแถบชายแดนมากน้อยแค่ไหน และมีแผนการรับมืออย่างไร?
A: ยอดขายรวมทั้งปีถ้ามองเทียบ Total Portfolio ประมาณเกือบ 3% สถานการณ์ปัญหาชายแดนตอนนี้เริ่มส่งผลกระทบแล้ว ยอดขายจากกัมพูชาสำหรับไตรมาสนี้ก็ลดลงอย่างชัดเจน แต่ว่าด้วย Total Revenue Site เองก็อาจจะไม่ได้มีผลกระทบอย่างเป็นสาระสำคัญมากสำหรับบริษัท
A: (ต่อ) สินค้าจากไทยส่งเข้าไปไม่ได้เลย และมีหลายคนลองส่งสินค้าจากไทยผ่านเข้าทางตลาดลาว ก็มีปัญหาเพราะว่าค่าโลจิสติกส์หลายๆ อย่างแพงมาก เพราะเนื่องจากว่าทางลาวจากลาวไปเขมร เมื่อก่อนนี้มันไม่ค่อยจะมีสินค้าเข้าไปเท่าไหร่ ทิ้งทำให้พวก Facility ต่างๆ มันมีน้อย ดังนั้นการที่เราจะไป Go Up ตรงนั้นก็เลยไม่ได้ผลดีเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทางศรีนาภรณ์ทำคือเราใช้ฐานโรงงานที่เวียดนามส่งสินค้าเข้าไป เพียงแต่ว่าเราต้องเปลี่ยน Packaging ใหม่ทั้งหมด
Q: อยากจะขออนุญาตอัปเดตแผนในการบริหารจัดการและก็ผลของ C4 ว่าปัจจุบันนี้ความคืบหน้าและก็แผนการที่ทางผู้บริหารวางไว้นี้เป็นอย่างไรบ้าง?
A: ดูจากงบการเงินครึ่งปีแรก เมื่อเปรียบเทียบกับครึ่งปีแรกปีแล้ว ผลการขาดทุน C4 ลงไปจาก 60 ล้านเหลือ 30 ล้าน ก็แปลว่าการขาดทุนลดลง เราวางแผนว่าจะ Break Even ประมาณธันวาคม แนวโน้มของการ Progre ss มันค่อนข้างดีขึ้น จากการเปลี่ยนทีมผู้บริหาร จากการเปลี่ยนสัดส่วนของ Warehouse จากการเปลี่ยนหลายๆ อย่างซึ่งอาจใช้เวลาในการอธิบายค่อนข้างนานมาก
Q: ภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น มีผลกระทบต่อความสามารถในการจ่ายเงินปันผลหรือเปล่า?
A: ไม่มีผลกระทบ เพราะว่าตัวดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเกิดจากการ Leverage ในมุมของการใช้ Working Cap และโครงสร้างการใช้เงินทุนที่เหมาะสม และบอร์ดเองก็อนุมัติกำไรสำหรับการจ่ายเงินปันผลครึ่งปีแรกเรียบร้อยแล้ว อัตราการจ่ายก็อยู่ที่ประมาณ 77-78% ของกำไรสุทธิเทียบกับนโยบายที่เคยเรียนไว้ก็คือประมาณ 60%
Q: หลังจากเปลี่ยน Presenter ใหม่ในกลุ่มเจเล่ ไม่ว่าจะเป็นเจเล่บิวตี้เจเล่ชิววี่ หลังจากนี้จะมีแผนสำหรับกลุ่มเบนโตะบ้างหรือไม่?
A: ถ้าขณะคงไม่มีการเปลี่ยน Presenter เพราะโฆษณาอันปัจจุบันของ Snack ไม่ได้ใช้ Presenter อยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนแคมเปญหรือเปล่าเราจะไปดูจากการทำ Consumer Research ว่าหนังโฆษณา ณ ปัจจุบัน Consumer ยังชอบหรือเปล่า ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความรู้สึกว่า Consumer มีความรู้สึกว่าหนังนานเบื่อไม่กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยขณะนั้นเราก็จะพิจารณา แต่เราจะไม่เปลี่ยนตามกระแสในสิ่งที่ไม่โลก
Q:ใน Potential Country ที่เคยแชร์ไว้ เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ อยากรบกวนช่วย Update Progre ss หรือว่า Potential ประเทศพวกนี้ครับ ว่าเรายังมองเหมือนเดิมไหม หรือมีอะไร Update หรืออะไรที่เปลี่ยนแปลงในเชิง Positive และ Negative?
A: ฟิลิปปินส์ค่อยๆ มาเริ่มเรื่องมา ว่าว่าตอนนี้เราเริ่ม อย่างที่ Q1 ที่แล้วพบว่าเราเริ่มตกลงเซเว่น แล้วก็เข้าไปเอาสินค้าไปเสนอเซเว่นใหม่ แล้วก็เริ่มที่จะเอาเข้าสินค้าในคิวนี้ ก็ทำให้ทุกอย่างที่จะเป็นไปตามที่เรากำหนดไว้ ไม่ได้มีอะไรใหม่ครับ อย่างมาเลย์ก็เหมือนเดิม เหมือนกัน ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ ก็ยังเหมือนเดิมครับ ก็คือว่าเราเริ่มสินค้าเข้าไปแล้วเริ่มกระจายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะมีเติมงนิดนึงก็คือมาเลย์เราเริ่มจะขยายเข้าไปที่ตางบูรณ์ในกับกองสารวัตรมากขึ้นก็คิดว่าจะได้ผลในปีหน้า ที่จะมีตัวเลขกลับมา
สรุป
SNNP เผชิญกับความท้าทายรอบด้านในปี 2568 แต่ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการบริหารจัดการต้นทุน การปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ และการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้ บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในต่างประเทศและการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม