บริษัท ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.74
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
กำไรที่ลดลงสาเหตุหลักเกิดจาก รายได้รวม 103 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 46 จาก งวดเดียวกันปีก่อนที่ 191 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการชะลอการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องและการแข่งขัน
ในขณะที่มีค่าใข้จ่าย เพิ่มขึ้นจากการกลับรายการ สํารองค่าปรับงานล่าช้าของโครงการหนึ่งในไตรมาส 2 ปี 2563 มีกลับรายการหนี้สูญของโครงการหนึ่งที่สามารถเก็บเงินได้
โดยรวมไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัท และบริษัทย่อยมีกําไรสุทธิ 3 ล้านบาท เปรียบเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2563 ที่กําไร 6 ล้านบาท โดยผลการดําเนินการหลักจาก บริษัทในประเทศไทย และเนื่องจากเหตุความไม่สงบทางการเมืองในประเทศพม่า ทําให้ต้องปิดโรงงานที่พม่าชั่วคราว
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4361 out_tok=2150 at=2026-07-26T12:22:52 -->
# UEC Q3/2564 กำไรสุทธิหด 84% รายได้วูบ 54% รับผลกระทบปิดโรงงานพม่า
## รายได้-กำไรทรุดหนักจากปิดโรงงานพม่า ขณะที่ GPM พุ่งสูงขึ้นผิดปกติจากการปรับปรุงบัญชี
บริษัท ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ UEC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีรายได้รวม 87 ล้านบาท ลดลง 54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2 ล้านบาท ลดลงถึง 84% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปิดโรงงานในประเทศเมียนมา และการเปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายโรงงานที่ไม่มีการผลิต
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ UEC ในไตรมาส 3 ปี 2564 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 84% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาจาก **รายได้จากการดำเนินงานที่ลดลงอย่างรุนแรงถึง 56%** ประกอบกับการ **ปิดโรงงานในประเทศเมียนมา (UEM)** ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมรายได้รวมของบริษัทและบริษัทย่อย แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจาก 17% เป็น 31% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากรายได้ที่หายไปได้
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
**รายได้จากการดำเนินงานที่ลดลง** เป็นผลโดยตรงจากการที่บริษัทย่อยในเมียนมา (UEM) ยังคงหยุดการดำเนินงานเนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้าลดลงถึง 104 ล้านบาท หรือ 56% จาก 186 ล้านบาทในปีก่อน เหลือเพียง 82 ล้านบาทในไตรมาสนี้
ในส่วนของ **อัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น** นั้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกบัญชี โดยค่าเสื่อมราคา ค่าไฟฟ้า และค่ารักษาความปลอดภัยของโรงงานที่ 2 ซึ่งปิดการใช้งาน ได้ถูกบันทึกเป็น "ค่าใช้จ่ายโรงงานในช่วงที่ไม่มีการผลิต" แทนที่จะเป็น "ต้นทุนขาย" เหมือนในปีก่อน การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ต้นทุนขายลดลงอย่างมาก ทำให้ GPM ดูสูงขึ้น แต่ฝ่ายจัดการระบุว่า **ไม่มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานสุทธิของบริษัท**
นอกจากนี้ ยังมี **กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน** ที่เพิ่มขึ้นจาก 3 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาท ซึ่งช่วยหนุนผลประกอบการอยู่บ้าง แต่ไม่มากพอที่จะพลิกสถานการณ์
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** โดยมีปัจจัยกดดันหลักคือสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมา ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าการเปิดโรงงานใหม่ยังไม่ได้ตัดสินใจและขึ้นอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบัน หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย การหยุดดำเนินงานของบริษัทย่อยในเมียนมาจะยังคงส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มบริษัทอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายโรงงานที่ไม่มีการผลิตนั้น เป็นการปรับปรุงทางบัญชีที่ส่งผลต่อ GPM ในเชิงตัวเลข แต่ไม่มีผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวม ซึ่งอาจจะทำให้ GPM ในงวดถัดไปยังคงอยู่ในระดับสูงหากไม่มีการกลับมาผลิตในโรงงานดังกล่าว
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมลดลง 54%:** อยู่ที่ 87 ล้านบาท จาก 189 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2563
* **กำไรสุทธิลดลง 84%:** อยู่ที่ 2 ล้านบาท จาก 12 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2563
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) พุ่ง:** จาก 17% เป็น 31% เนื่องจากผลจากการปรับปรุงวิธีการบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายโรงงานที่ไม่มีการผลิต
* **บริษัทย่อยในเมียนมา (UEM) ยังคงหยุดดำเนินงาน:** จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง
* **รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้าลดลง 56%:** เหลือ 82 ล้านบาท จาก 186 ล้านบาท
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 87 ล้านบาท ลดลง 54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 189 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากสัญญาที่ทำกับลูกค้า 82 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 5 ล้านบาท ต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 86 ล้านบาท ลดลง 52% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการลดลงของต้นทุนขายและให้บริการ 57 ล้านบาท (ลดลง 63%) และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 22 ล้านบาท (ลดลง 3%) รวมถึงมีค่าใช้จ่ายโรงงานในช่วงที่ไม่มีการผลิต 7 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดอยู่ที่ 2 ล้านบาท ลดลง 84% เมื่อเทียบกับ 12 ล้านบาทในปีก่อน
สำหรับงวด 9 เดือนแรกปี 2564 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 379 ล้านบาท ลดลง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มี 627 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับ 34 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
## โอกาส
* **กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกเพิ่มขึ้น:** แม้รายได้รวมจะลดลง แต่กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2564 อยู่ที่ 44 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 34 ล้านบาทในปีก่อน แสดงถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น
* **กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน:** การมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนช่วยหนุนผลประกอบการในบางช่วง
## ความเสี่ยง
* **สถานการณ์การเมืองในเมียนมา:** ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทย่อยในเมียนมาต้องหยุดการดำเนินงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้รวมของกลุ่มบริษัท
* **การพึ่งพารายได้จากลูกค้า:** การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า สะท้อนถึงความเปราะบางของรายได้จากการดำเนินงานปกติ
* **การเปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกบัญชี:** แม้จะส่งผลดีต่อ GPM ในเชิงตัวเลข แต่การที่ฝ่ายจัดการระบุว่าไม่มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานสุทธิ อาจทำให้การตีความ GPM ที่สูงขึ้นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **สถานการณ์การเมืองในเมียนมา:** ความคืบหน้าและการตัดสินใจเกี่ยวกับการกลับมาเปิดโรงงาน UEM
* **แนวโน้มรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า:** การฟื้นตัวหรือทรงตัวของรายได้จากการดำเนินงานหลัก
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ แม้ในภาวะรายได้ลดลง
* **ผลกระทบจากการปรับปรุงบัญชี:** การเปลี่ยนแปลง GPM ที่เกิดจากการปรับปรุงบัญชี จะส่งผลต่อการวิเคราะห์อัตรากำไรในอนาคตอย่างไร
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** ไม่มีการระบุข้อมูล utilization ของโรงงานที่ยังดำเนินการอยู่
* **Order Book:** ไม่มีการระบุข้อมูล order book ในเอกสาร
* **ราคาวัตถุดิบ:** ไม่มีการระบุข้อมูลราคาวัตถุดิบ
* **GPM:** ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 17% เป็น 31% ในไตรมาส 3 ปี 2564 ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงวิธีการบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายโรงงานที่ไม่มีการผลิต
* **ส่งออก:** ไม่มีการระบุข้อมูลการส่งออกโดยตรง แต่การหยุดดำเนินงานของโรงงานในเมียนมาส่งผลกระทบต่อภาพรวม
* **ค่าเงิน:** มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 5 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2564 เทียบกับ 3 ล้านบาทในปีก่อน
* **สินค้าคงคลัง:** ไม่มีการระบุข้อมูลสินค้าคงคลัง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสด
## สรุปท้าย
UEC ในไตรมาส 3 ปี 2564 เผชิญกับแรงกดดันด้านรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลงอย่างรุนแรงถึง 56% อันเป็นผลมาจากการปิดโรงงานในเมียนมา แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะดูดีขึ้นอย่างมากจากการปรับปรุงวิธีการบันทึกบัญชี แต่ก็ไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไป ทำให้กำไรสุทธิลดลงถึง 84% อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ช่วยประคองผลประกอบการในภาพรวม 9 เดือนแรกให้กำไรสุทธิยังคงเติบโตได้เล็กน้อย นักลงทุนควรจับตาสถานการณ์การเมืองในเมียนมาและแนวโน้มรายได้จากการดำเนินงานหลักอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ UEC ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
149.43
ล้านบาท
↓ 36.2% YoY
กำไรขั้นต้น
25.09
ล้านบาท
↓ 57% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
16.79
%
กำไรสุทธิ
-17.01
ล้านบาท
↓ 33.5% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-11.38
%
D/E Ratio
0.21
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
149
↓ -36.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
25
↓ -57%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-17
↓ -33.5%
YoY
D/E Ratio
0.21
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — UEC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.21
ROE (%)
-6.09
ROA (%)
-6.43
Book Value/หุ้น
1.82
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — UEC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+44
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-59
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — UEC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
44.36
-2,578.21%
|
-1.79
-103.39%
|
52.74
-151.26%
|
-102.88
-193.96%
|
109.49
-15.46%
|
129.52
-206.64%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-59.01
-247.60%
|
39.98
-82.49%
|
228.32
-4,769.12%
|
-4.89
+192.81%
|
-1.67
-427.45%
|
0.51
-99.76%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
18.93
-67.87%
|
58.91
+209.89%
|
19.01
-136.52%
|
-52.06
-9.57%
|
-57.57
+96.82%
|
-29.25
+10,346.43%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
10.17
-91.09%
|
114.20
-62.51%
|
304.63
-287.57%
|
-162.41
-409.47%
|
52.48
-47.93%
|
100.78
+7.41%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
363.92
+10.65%
|
328.89
-15.03%
|
387.05
-29.56%
|
549.47
+8.93%
|
504.43
+24.96%
|
403.66
+30.28%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
473.07
+29.99%
|
363.92
+10.65%
|
328.89
-15.03%
|
387.05
-29.56%
|
549.47
+8.93%
|
504.43
+24.96%
|