บริษัท ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.74
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
กำไรที่ลดลงสาเหตุหลักเกิดจาก รายได้รวม 103 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 46 จาก งวดเดียวกันปีก่อนที่ 191 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการชะลอการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องและการแข่งขัน
ในขณะที่มีค่าใข้จ่าย เพิ่มขึ้นจากการกลับรายการ สํารองค่าปรับงานล่าช้าของโครงการหนึ่งในไตรมาส 2 ปี 2563 มีกลับรายการหนี้สูญของโครงการหนึ่งที่สามารถเก็บเงินได้
โดยรวมไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัท และบริษัทย่อยมีกําไรสุทธิ 3 ล้านบาท เปรียบเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2563 ที่กําไร 6 ล้านบาท โดยผลการดําเนินการหลักจาก บริษัทในประเทศไทย และเนื่องจากเหตุความไม่สงบทางการเมืองในประเทศพม่า ทําให้ต้องปิดโรงงานที่พม่าชั่วคราว
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4116 out_tok=2390 at=2026-07-26T11:36:24 -->
# UEC พลิกขาดทุนหนัก Q2/2565 รับต้นทุนพุ่ง-ค่าใช้จ่ายผลิตพุ่ง
## รายได้โต 19% แต่ต้นทุนพุ่ง 37% ฉุดกำไรสุทธิ UEC พลิกขาดทุน 15 ล้านบาท
บริษัท ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ UEC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 พลิกขาดทุนสุทธิ 15 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 3 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะเติบโต 19% มาอยู่ที่ 123 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นตามปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
เลนส์ sector สำหรับหาหัวใจ: มองหาหัวใจจาก utilization, order book, ASP, ราคาวัตถุดิบ, GPM, อัตราแลกเปลี่ยน, หรือคำสั่งซื้อครั้งใหญ่
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ UEC ในไตรมาส 2 ปี 2565 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน คือ **การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีการผลิต** แม้ว่ารายได้ตามสัญญาจะเติบโตขึ้น 16% และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นได้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวลงอย่างมากจาก 29% ในปีก่อน เหลือเพียง 12% ในไตรมาสนี้
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
**ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น 44%** (จาก 72 ล้านบาท เป็น 104 ล้านบาท) เป็นผลโดยตรงจากปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นตามการกลับมาของโครงการใหม่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสอดคล้องกับรายได้ตามสัญญาที่เพิ่มขึ้น 16% อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนนี้สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ ทำให้ GPM ลดลงอย่างมาก
นอกจากนี้ **ค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 117%** (จาก 6 ล้านบาท เป็น 13 ล้านบาท) ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กดดันผลประกอบการ แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารโดยรวมจะลดลง 5% แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้
สำหรับบริษัทย่อยในเมียนมา (UEM) ยังคงมีผลขาดทุน 3 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย รวมถึงค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าแรง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการรวมของกลุ่มบริษัทฯ
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** จากข้อมูลที่ปรากฏในเอกสาร การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตที่สูงกว่ารายได้อาจเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นชั่วคราวจากการที่ปริมาณงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นของการกลับมาของโครงการใหม่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวด้านต้นทุนให้สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม **ค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** เป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นภาระต่อเนื่องหรือไม่ หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการเตรียมการเพื่อรองรับโครงการในอนาคต ฝ่ายจัดการไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มของค่าใช้จ่ายส่วนนี้ในระยะยาว
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมเติบโต 19% YoY** แตะ 123 ล้านบาท จาก 103 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากรายได้ตามสัญญาที่เพิ่มขึ้น 16% เป็น 118 ล้านบาท
* **พลิกขาดทุนสุทธิ 15 ล้านบาท** จากกำไร 3 ล้านบาทในปีก่อน
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวรุนแรง** เหลือ 12% จาก 29% ในปีก่อน
* **ต้นทุนการผลิตพุ่ง 44%** เป็น 104 ล้านบาท ตามปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายช่วงไม่มีการผลิตเพิ่มขึ้น 117%** เป็น 13 ล้านบาท จาก 6 ล้านบาทในปีก่อน
* **บริษัทย่อยในเมียนมา (UEM) ขาดทุน 3 ล้านบาท** จากค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายดำเนินงาน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2565 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 123 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 103 ล้านบาท การเพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่มาจากรายได้ตามสัญญาที่ทำกับลูกค้า ซึ่งมีจำนวน 118 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จาก 102 ล้านบาทในปีก่อน ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตของรายได้คือการที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเริ่มมีโครงการใหม่เกิดขึ้น ส่งผลให้ปริมาณงานของบริษัทเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวมของบริษัทและบริษัทย่อยเพิ่มขึ้นถึง 37% เป็น 138 ล้านบาท จาก 101 ล้านบาทในปีก่อน โดยต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 44% เป็น 104 ล้านบาท ตามปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 117% เป็น 13 ล้านบาท จาก 6 ล้านบาทในปีก่อน แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะลดลง 5% แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมากจาก 29% ในปีก่อน เหลือเพียง 12% ในไตรมาสนี้
ด้วยปัจจัยดังกล่าว ทำให้บริษัทและบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสุทธิ 15 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2565 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 3 ล้านบาท
## โอกาส
* **การกลับมาของโครงการใหม่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง:** เป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลให้ปริมาณงานและรายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น
* **กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน:** การมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 4 ล้านบาทในไตรมาสนี้ ช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้บางส่วน
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น:** การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการเติบโตของรายได้ เป็นความเสี่ยงสำคัญที่กดดันอัตรากำไร
* **ค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีการผลิตที่สูงขึ้น:** การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของค่าใช้จ่ายส่วนนี้ อาจเป็นภาระต่อเนื่องหากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
* **ความไม่แน่นอนในเมียนมา:** ธุรกิจในเมียนมายังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายภาครัฐ ซึ่งส่งผลให้บริษัทย่อยในเมียนมายังคงมีผลขาดทุน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มต้นทุนการผลิต:** จะสามารถบริหารจัดการให้สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีการผลิต:** จะลดลงหรือคงที่ในระดับสูงต่อไป
* **การฟื้นตัวของ GPM:** จะสามารถกลับสู่ระดับใกล้เคียงปีก่อนได้หรือไม่
* **สถานการณ์ในเมียนมา:** นโยบายภาครัฐและผลกระทบต่อธุรกิจของ UEM
* **การกลับมาของโครงการขนาดใหญ่:** จะมีคำสั่งซื้อใหม่ๆ เข้ามาสนับสนุนรายได้และ GPM ในอนาคตหรือไม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
ในฐานะผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม UEC ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณงานและต้นทุนวัตถุดิบ การที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเริ่มมีโครงการใหม่เกิดขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อ **utilization** ของโรงงานและ **order book** ของบริษัท อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต 44% บ่งชี้ว่า **ราคาวัตถุดิบ** หรือต้นทุนแรงงานอาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรืออาจเกิดจากประสิทธิภาพการผลิตที่ยังไม่เต็มที่ในช่วงแรกของการเพิ่มปริมาณงาน
อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงจาก 29% เหลือ 12% เป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งปกติแล้ว GPM ที่ต่ำกว่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรโดยรวมอย่างรุนแรง การที่ฝ่ายจัดการระบุว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น "สืบเนื่องจากปริมาณงานเพิ่มขึ้น" อาจหมายถึงการที่บริษัทต้องเร่งการผลิตเพื่อตอบสนองคำสั่งซื้อที่เข้ามา ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยอาจยังไม่คงที่
การมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 4 ล้านบาท เป็นปัจจัยบวกเล็กน้อย แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ การบริหารจัดการ **ค่าเงิน** จึงยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามเช่นกัน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัทในไตรมาส 2 ปี 2565
## สรุปท้าย
UEC ในไตรมาส 2 ปี 2565 เผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกดดันให้อัตรากำไรขั้นต้นหดตัวลงอย่างรุนแรง จนทำให้บริษัทพลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 15 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จะเติบโตตามการกลับมาของโครงการใหม่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีการผลิตจะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูผลประกอบการในระยะต่อไป นักลงทุนควรจับตาแนวโน้ม GPM และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอย่างใกล้ชิด รวมถึงสถานการณ์ในเมียนมา ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อผลประกอบการรวมของกลุ่มบริษัทฯ
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ UEC ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
149.43
ล้านบาท
↓ 36.2% YoY
กำไรขั้นต้น
25.09
ล้านบาท
↓ 57% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
16.79
%
กำไรสุทธิ
-17.01
ล้านบาท
↓ 33.5% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-11.38
%
D/E Ratio
0.21
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
149
↓ -36.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
25
↓ -57%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-17
↓ -33.5%
YoY
D/E Ratio
0.21
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — UEC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.21
ROE (%)
-6.09
ROA (%)
-6.43
Book Value/หุ้น
1.82
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — UEC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+44
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-59
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — UEC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
44.36
-2,578.21%
|
-1.79
-103.39%
|
52.74
-151.26%
|
-102.88
-193.96%
|
109.49
-15.46%
|
129.52
-206.64%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-59.01
-247.60%
|
39.98
-82.49%
|
228.32
-4,769.12%
|
-4.89
+192.81%
|
-1.67
-427.45%
|
0.51
-99.76%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
18.93
-67.87%
|
58.91
+209.89%
|
19.01
-136.52%
|
-52.06
-9.57%
|
-57.57
+96.82%
|
-29.25
+10,346.43%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
10.17
-91.09%
|
114.20
-62.51%
|
304.63
-287.57%
|
-162.41
-409.47%
|
52.48
-47.93%
|
100.78
+7.41%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
363.92
+10.65%
|
328.89
-15.03%
|
387.05
-29.56%
|
549.47
+8.93%
|
504.43
+24.96%
|
403.66
+30.28%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
473.07
+29.99%
|
363.92
+10.65%
|
328.89
-15.03%
|
387.05
-29.56%
|
549.47
+8.93%
|
504.43
+24.96%
|