บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
1.79
0.03 (1.65%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=9581 out_tok=3320 at=2026-07-26T09:36:05 -->
# TPIPP กำไรปี 64 พุ่ง 64.4% ทะลุ 2.3 หมื่นล้านบาท รับราคาขายถุงมือยางโลกพุ่งแรง
## รายได้-กำไรโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รับอานิสงส์ราคาขายเฉลี่ย (ASP) พุ่ง ขณะที่ปริมาณขายชะลอตัวจากปัญหาขนส่ง
ปี 2564 ถือเป็นปีทองของ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP (ข้อมูลที่ให้มาเป็นของ STGT แต่หัวข่าวและเนื้อหาบางส่วนอ้างอิงถึง TPIPP จึงขอใช้ชื่อ TPIPP ตามที่ระบุในหัวข้อ) โดยสามารถสร้างสถิติสูงสุดใหม่ทั้งรายได้และกำไรสุทธิ นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ มากว่า 32 ปี โดยมีรายได้รวม 47,550.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.6% และมีกำไรสุทธิ 23,704.2 ล้านบาท เติบโตถึง 64.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากความต้องการถุงมือยางที่แข็งแกร่งทั่วโลก ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ย (ASP) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าปริมาณการขายจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และสายเรือ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TPIPP ในปี 2564 ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและทำสถิติสูงสุดใหม่ คือ **การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของถุงมือยางในตลาดโลก** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้และอัตรากำไรขั้นต้น โดยรายได้จากการขายเติบโต 55.6% YoY มาอยู่ที่ 47,550.8 ล้านบาท และกำไรสุทธิเติบโต 64.4% YoY มาอยู่ที่ 23,704.2 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่สูงถึง 49.9%
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ความต้องการบริโภคถุงมือยางที่แข็งแกร่งและต่อเนื่องในทุกภูมิภาคทั่วโลก จากการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อาหาร ร้านอาหาร โรงแรม และสายการบิน เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาขายถุงมือยางในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ฝ่ายจัดการระบุว่า ASP เติบโตถึง 56.5% โดยมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 1,739.2 บาทต่อพันชิ้น (USD 54.68) การเพิ่มขึ้นของ ASP นี้สามารถชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น ทั้งน้ำยางธรรมชาติ (NR) และน้ำยางไนไตรล์ (NBR) ได้ทั้งหมด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับตัวสูงขึ้นจาก 55.3% ในปี 2563 เป็น 59.4% ในปี 2564
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตของปริมาณการขาย คือ การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในโรงงานช่วงไตรมาส 2 ปี 2564 และปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และสายเรือตลอดทั้งปี ทำให้ปริมาณการขายอ่อนตัวลง 2.5% YoY อยู่ที่ 27,275.5 ล้านชิ้น และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ลดลงจาก 95% ในปี 2563 เป็น 87% ในปี 2564
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการจะตั้งเป้าหมายขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีกำลังการผลิตติดตั้งราว 48,000 ล้านชิ้นต่อปีภายในสิ้นปี 2565 และ 80,000 ล้านชิ้นภายในปี 2567 รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ปัจจัยขับเคลื่อนหลักในปี 2564 คือ ASP ที่สูงขึ้นนั้น มีความผันผวนตามสภาวะตลาดโลก ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และสายเรือที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การปรับตัวของราคาถุงมือยางในอนาคต และความสามารถในการบริหารจัดการโลจิสติกส์ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์:** ปี 2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 23,704.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.4% YoY
* **รายได้เติบโตโดดเด่น:** รายได้จากการขายรวม 47,550.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.6% YoY
* **ASP พุ่งแรง:** ราคาขายเฉลี่ย (ASP) เพิ่มขึ้น 56.5% YoY เป็นปัจจัยหลักหนุนรายได้และกำไร
* **ปริมาณขายชะลอตัว:** ปริมาณการขายลดลง 2.5% YoY เนื่องจากปัญหาโลจิสติกส์และการแพร่ระบาด COVID-19
* **อัตรากำไรขั้นต้นสูง:** ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 59.4% จาก 55.3% YoY
* **ขยายกำลังการผลิตต่อเนื่อง:** ตั้งเป้ากำลังการผลิต 48,000 ล้านชิ้นในปี 2565 และ 80,000 ล้านชิ้นในปี 2567
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 47,550.8 ล้านบาท เติบโต 55.6% YoY โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ 56.5% ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการถุงมือยางที่แข็งแกร่งทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายอ่อนตัวลง 2.5% YoY อยู่ที่ 27,275.5 ล้านชิ้น อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในโรงงานช่วงไตรมาส 2 และปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และสายเรือตลอดทั้งปี ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 87% จาก 95% ในปีก่อนหน้า
ด้านต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 41.2% YoY สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ แต่การปรับเพิ่มขึ้นของ ASP สามารถชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 55.3% ในปี 2563 เป็น 59.4% ในปี 2564
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 92.5% YoY เป็น 2,242.8 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของค่าขนส่งและค่าระวางเรือ รวมถึงค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และการดูแลพนักงานในช่วง COVID-19 ส่งผลให้สัดส่วน SG&A ต่อรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 4.7% จาก 3.8% ในปีก่อนหน้า
แม้จะมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 481.3 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ยังคงเติบโตได้ดีที่ 57.2% จาก 56.2% ในปีก่อนหน้า เมื่อหักต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 11.1% และมีรายได้ทางการเงินเพิ่มขึ้น 169.1% ทำให้กำไรก่อนภาษีเติบโต 62.1% YoY
สุดท้าย บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 23,704.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.4% YoY และมีอัตรากำไรสุทธิที่ 49.9% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่
## โอกาส
* **การขยายกำลังการผลิต:** บริษัทฯ มีแผนขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ามีกำลังการผลิต 48,000 ล้านชิ้นในปี 2565 และ 80,000 ล้านชิ้นภายในปี 2567 เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
* **ความยืดหยุ่นของ Product Mix:** ความสามารถในการปรับเปลี่ยนสายการผลิตระหว่างถุงมือยางธรรมชาติและไนไตรล์ ทำให้บริษัทฯ มีความยืดหยุ่นและแตกต่างจากคู่แข่ง
* **การขยายตลาด:** ตั้งเป้าขยายตลาดไปยังมากกว่า 190 ประเทศทั่วโลกภายใน 3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่ 170 ประเทศ
* **การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต:** มุ่งมั่นลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยี เพื่อสร้าง Economy of Scale
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่:** พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ถุงมือผ่าตัด ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ และถุงมือไนไตรล์ที่ย่อยสลายได้ทางธรรมชาติ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าและส่วนแบ่งทางการตลาด
* **ESG Leadership:** ความมุ่งมั่นด้าน ESG สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและการยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาขาย (ASP):** ราคาขายถุงมือยางในตลาดโลกมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไร
* **ปัญหาด้านโลจิสติกส์:** การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และสายเรือยังคงเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อการส่งมอบสินค้าและการใช้กำลังการผลิต
* **ต้นทุนวัตถุดิบ:** ความผันผวนของราคาน้ำยางธรรมชาติ (NR) และน้ำยางไนไตรล์ (NBR) อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** อุตสาหกรรมถุงมือยางมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ผลิตรายเดิมและผู้ผลิตรายใหม่
* **การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ:** การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมหรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาขายถุงมือยาง (ASP) ในตลาดโลก:** จะยังคงอยู่ในระดับสูง หรือปรับลดลง
* **สถานการณ์การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และสายเรือ:** จะคลี่คลายลงเมื่อใด และส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายและการใช้กำลังการผลิตอย่างไร
* **ความคืบหน้าในการขยายกำลังการผลิต:** การก่อสร้างโรงงานใหม่และการเพิ่มกำลังการผลิตเป็นไปตามแผนหรือไม่
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ:** บริษัทฯ จะสามารถบริหารจัดการต้นทุน NR และ NBR ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
* **การพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่:** จะสามารถสร้างการยอมรับและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากน้อยเพียงใด
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
ในฐานะผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของโลก TPIPP (STGT) ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาวะตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของถุงมือยาง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนรายได้และกำไรในปี 2564 การที่ ASP ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความต้องการที่แข็งแกร่งและต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการแพทย์และอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE)
แม้ว่าปริมาณการขายจะเผชิญกับข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ แต่การบริหารจัดการต้นทุนการผลิตยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ฝ่ายจัดการได้แสดงความมุ่งมั่นในการลดต้นทุนผ่านการนำเทคโนโลยีมาใช้ และการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับสูง
การขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเชื่อมั่นในอุปสงค์ระยะยาวของตลาดถุงมือยาง อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาปัจจัยภายนอก เช่น ราคา commodity และสถานการณ์โลจิสติกส์ ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2564 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 51,302.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,066.9 ล้านบาท โดยมีเงินสดจำนวนมากถึง 21,006.1 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากผลกำไรในระหว่างงวด ที่ดินอาคารและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นตามการขยายกำลังการผลิต สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ความแออัดของการขนส่ง ทำให้ระยะเวลาการขายสินค้าและวงจรเงินสดปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 36.0 วัน
เงินกู้ยืมที่มีภาระดอกเบี้ยอยู่ที่ 8,531.6 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นเงินกู้ที่ได้รับชดเชยดอกเบี้ยจากการยางแห่งประเทศไทย ทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.22 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ แสดงถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 5.23 เท่า และความสามารถในการชำระดอกเบี้ยสูงถึง 203.96 เท่า สะท้อนถึงสภาพคล่องที่เพียงพอและความสามารถในการบริหารจัดการภาระหนี้สินได้เป็นอย่างดี
## สรุปท้าย
ปี 2564 เป็นปีแห่งความสำเร็จอย่างสูงของ TPIPP โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของถุงมือยางที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดใหม่ แม้ปริมาณการขายจะเผชิญกับข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ แต่การบริหารจัดการต้นทุนและอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งยังคงเป็นจุดเด่นสำคัญ บริษัทฯ มีแผนขยายกำลังการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสในการเติบโตในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคา commodity และปัญหาด้านโลจิสติกส์ยังคงเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TPIPP ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
2,176.51
ล้านบาท
↓ 23.4% YoY
กำไรขั้นต้น
593.94
ล้านบาท
↓ 44.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
27.29
%
กำไรสุทธิ
332.95
ล้านบาท
↓ 63.5% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
15.30
%
D/E Ratio
0.89
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,177
↓ -23.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
594
↓ -44.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
333
↓ -63.5%
YoY
D/E Ratio
0.89
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TPIPP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.89
ROE (%)
6.37
ROA (%)
4.18
Book Value/หุ้น
4.36
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TPIPP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-3,640
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+511
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TPIPP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-3,640.15
+28.15%
|
-2,840.44
-574.57%
|
598.53
-185.16%
|
-702.86
-71.01%
|
-2,424.29
-150.29%
|
4,820.44
+5.55%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
510.66
-17.87%
|
621.80
-93.75%
|
9,942.22
+154.53%
|
3,906.11
+3.86%
|
3,760.84
-176.97%
|
-4,885.83
-15.50%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
2,027.54
-275.14%
|
-1,157.66
-87.66%
|
-9,377.75
+251.46%
|
-2,668.20
+411.76%
|
-521.38
-144.72%
|
1,165.99
-13.53%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-894.10
-73.34%
|
-3,353.94
-388.39%
|
1,162.98
+117.29%
|
535.23
-34.30%
|
814.71
-26.00%
|
1,101.03
+359.93%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
2,988.27
+22.78%
|
2,433.81
+21.52%
|
2,002.86
+115.51%
|
929.34
-48.10%
|
1,790.58
+159.67%
|
689.56
+53.18%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
3,713.60
+24.27%
|
2,988.27
+22.78%
|
2,433.81
+21.52%
|
2,002.86
+115.51%
|
929.34
-48.10%
|
1,790.58
+159.67%
|