บริษัท พลาสติค และหีบห่อไทย จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
8.65
+0.25 (+2.98%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=11563 out_tok=2784 at=2026-07-26T09:54:32 -->
TPAC Q3/2564: รายได้โต 35% กำไรสุทธิหด 38% รับผลกระทบต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง
TPAC เผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 รายได้รวมเติบโต 35% แตะ 1,397 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิกลับลดลง 38% มาอยู่ที่ 56.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ TPAC ในไตรมาส 3 ปี 2564 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้รายได้จะเติบโต คือ **ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)**
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
เอกสารระบุว่า "การเจริญเติบโตของรายได้อาจให้ภาพที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากกลไกการตั้งราคาขายของสินค้าจะผกผันตามราคาของเม็ดพลาสติก" ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตของบริษัท ในไตรมาส 3 ปี 2564 ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 35% ทำให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเพียง 2% และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 23.7% ในไตรมาส 3 ปี 2563 มาอยู่ที่ 17.9% ในไตรมาส 3 ปี 2564 การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบนี้เป็นปัจจัยกดดันหลักต่อผลกำไรของบริษัท
นอกจากนี้ ยังมีรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติที่ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ Combi Pack จำนวน 3.2 ล้านบาท และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการแปลงค่าเงิน 6.3 ล้านบาท ซึ่งรวมเป็นรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติถึง 9.5 ล้านบาท
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ยังไม่ชัด ต้องติดตาม** ฝ่ายจัดการระบุว่า "การเจริญเติบโตของรายได้อาจให้ภาพที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากกลไกการตั้งราคาขายของสินค้าจะผกผันตามราคาของเม็ดพลาสติก" ซึ่งบ่งชี้ว่าราคาวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออัตรากำไรของบริษัท การที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสนี้ ชี้ให้เห็นถึงความผันผวนของราคาวัตถุดิบที่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่อง หากราคาวัตถุดิบยังคงอยู่ในระดับสูง หรือไม่สามารถปรับราคาขายสินค้าให้สอดคล้องได้อย่างทันท่วงที ก็อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในไตรมาสถัดไปได้
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมเติบโต 35% YoY:** อยู่ที่ 1,396.7 ล้านบาท จากการรวมผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจในไทยและต่างประเทศ
* **กำไรสุทธิลดลง 38% YoY:** อยู่ที่ 56.7 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัว:** ลดลงจาก 23.7% ใน Q3/63 เป็น 17.9% ใน Q3/64 จากผลกระทบราคาวัตถุดิบ
* **Core EBITDA เพิ่มขึ้น 6% YoY:** อยู่ที่ 234 ล้านบาท สะท้อนการดำเนินงานปกติที่ยังคงเติบโต
* **Core EPS ลดลง 26% YoY:** อยู่ที่ 0.18 บาทต่อหุ้น จากผลกระทบรายการพิเศษและต้นทุนวัตถุดิบ
* **การเข้าซื้อกิจการ Combi-Pack:** เสร็จสมบูรณ์ใน Q2/64 และเริ่มรับรู้ผลประกอบการใน Q3/64 โดยมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการเกิดขึ้น
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาสที่ 3 ปี 2564 บริษัท พลาสติค และหีบห่อไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TPAC มีรายได้จากการขายรวม 1,396.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นถึง 45% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเพียง 2% มาอยู่ที่ 249.3 ล้านบาท และทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 23.7% เป็น 17.9%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 22% ขณะที่รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 37% ส่งผลให้กำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) เพิ่มขึ้น 2% มาอยู่ที่ 224.4 ล้านบาท และ EBITDA จากการดำเนินงานปกติ (Core EBITDA) เพิ่มขึ้น 6% มาอยู่ที่ 234 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อหักค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย รวมถึงรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติออกไป กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Core Net Profit) ลดลง 29% มาอยู่ที่ 65.6 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวมลดลง 38% มาอยู่ที่ 56.7 ล้านบาท โดยมีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.15 บาทต่อหุ้น ลดลง 37% YoY
## โอกาส
* **การขยายธุรกิจในต่างประเทศ:** การเข้าซื้อกิจการ Combi-Pack ในมาเลเซีย ช่วยเสริมความแข็งแกร่งในตลาดอาเซียน และบริษัทเชื่อมั่นในโอกาสการเติบโตของ Combi-Pack
* **การฟื้นตัวของอุปสงค์:** ความต้องการบรรจุภัณฑ์พลาสติกเริ่มกลับมามากอีกครั้งหลังเดือนกันยายน และธุรกิจในอินเดียสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง
* **การใช้วัตถุดิบรีไซเคิล:** บริษัทกำลังศึกษาและจะเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นในอนาคตกับการใช้วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ (Recycled material) เช่น rPET ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ความยั่งยืน
* **การเติบโตอย่างยั่งยืน:** บริษัทมีประวัติการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยมี CAGR ของ Core EBITDA ถึง 62% และ Core EPS ถึง 148% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** กลไกการตั้งราคาขายสินค้าผกผันตามราคาเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้ความผันผวนของราคาวัตถุดิบส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไร
* **ผลกระทบจาก COVID-19:** สถานการณ์การแพร่ระบาดส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตและการดำเนินงานในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะในประเทศไทยและมาเลเซีย
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** มีการบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการแปลงค่าเงิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในบางไตรมาส
* **ภาระทางการเงิน:** ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมเพื่อซื้อกิจการ Combi-Pack
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** การเปลี่ยนแปลงของราคาเม็ดพลาสติกและผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
* **การรวมกิจการ Combi-Pack:** ประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ในมาเลเซีย
* **การฟื้นตัวของอุปสงค์ในไทย:** การกลับมาของความต้องการบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย
* **ผลกระทบจาก COVID-19 ในต่างประเทศ:** การระบาดระลอกใหม่ๆ และมาตรการควบคุมที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงาน
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
**การดำเนินงานในประเทศไทย:** ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ทำให้ยอดขายลดลง 4% QoQ และ 9% YoY อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มคลี่คลายในเดือนกันยายน กำไรขั้นต้นดีขึ้น 3% QoQ จากการปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 44% YoY จากการกู้ยืมเพื่อซื้อกิจการในมาเลเซีย
**การดำเนินงานในต่างประเทศ:**
* **อินเดีย:** ยอดขายฟื้นตัวแข็งแกร่ง เพิ่มขึ้น 20% QoQ และ 2% YoY
* **สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์:** ยอดขายลดลง 7% QoQ แต่ทรงตัว YoY โดยยอดขาย YTD เพิ่มขึ้น 19% YoY
* **มาเลเซีย:** ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ในช่วงไตรมาส 3 ทำให้การผลิตหยุดชะงัก แต่เริ่มกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติในขนาดที่เล็กลง อัตรากำไรจากวัตถุดิบหลัก (Polypropylene) ปรับตัวดีขึ้น QoQ เนื่องจากราคาวัตถุดิบในไตรมาส 3 ลดลง และราคาขายตามสัญญากับลูกค้าจะปรับตามราคาวัตถุดิบของไตรมาสก่อนหน้า
**ราคาวัตถุดิบ:** เอกสารระบุถึงกลไกการตั้งราคาขายที่ผกผันตามราคาเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้น โดยเฉพาะในธุรกิจมาเลเซียที่ใช้ Polypropylene เป็นวัตถุดิบหลัก และมีการปรับราคาขายตามราคาวัตถุดิบย้อนหลัง 1 ไตรมาส
**Utilization Rate และ Order Book:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับ Utilization Rate และ Order Book โดยตรง แต่กล่าวถึงการลดกำลังการผลิตลงเพื่อลดความแออัดในช่วง COVID-19 และการกลับมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลังสถานการณ์คลี่คลาย
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2564 TPAC มีสินทรัพย์รวม 7,253.1 ล้านบาท หนี้สินรวม 4,811.8 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 2,441.4 ล้านบาท
* **หนี้สิน:** สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 1.43 เท่า และหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E) อยู่ที่ 1.31 เท่า ซึ่งสูงขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการ Combi-Pack
* **เงินสด:** เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ที่ 291.3 ล้านบาท
* **กระแสเงินสด:** ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 187.9 ล้านบาท แต่มีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุนสูงถึง 1,105.7 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนในบริษัทย่อย (-893.4 ล้านบาท) และการซื้อสินทรัพย์ถาวร (-275.8 ล้านบาท) ขณะที่กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินสุทธิ 876.7 ล้านบาท มาจากการกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาวเป็นหลัก
## สรุปท้าย
TPAC ในไตรมาส 3 ปี 2564 เผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกดดันอัตรากำไรขั้นต้นอย่างหนัก แม้รายได้จะเติบโตได้ดีจากการรวมกิจการใหม่ในมาเลเซียและการฟื้นตัวของธุรกิจในอินเดีย อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะต่อไป ขณะที่การขยายธุรกิจในต่างประเทศยังคงเป็นโอกาสสำคัญในการเติบโตของบริษัท
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TPAC ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
1,673.76
ล้านบาท
↓ 3.9% YoY
กำไรขั้นต้น
444.66
ล้านบาท
↑ 13.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
26.57
%
กำไรสุทธิ
146.48
ล้านบาท
↑ 109.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
8.75
%
D/E Ratio
1.44
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,674
↓ -3.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
445
↑ + 13.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
146
↑ + 109.9%
YoY
D/E Ratio
1.44
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TPAC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.44
ROE (%)
16.63
ROA (%)
10.39
Book Value/หุ้น
9.48
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TPAC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-780
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+253
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TPAC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-780.47
+292.67%
|
-198.76
-61.81%
|
-520.47
-318.37%
|
238.34
+41.08%
|
168.94
-77.83%
|
761.98
+41.81%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
252.70
+311.36%
|
61.43
-64.49%
|
173.01
-70.92%
|
595.01
-37.92%
|
958.43
-496.54%
|
-241.70
-61.70%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
815.43
+364.50%
|
175.55
-60.90%
|
448.98
-148.89%
|
-918.29
-22.99%
|
-1,192.39
+244.27%
|
-346.35
-390.88%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
283.63
-395.54%
|
-95.97
+674.58%
|
-12.39
-94.87%
|
-241.48
+41.06%
|
-171.19
-206.37%
|
160.94
-649.66%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
291.01
+58.96%
|
183.07
-36.23%
|
287.10
-27.09%
|
393.78
+101.31%
|
195.61
+464.21%
|
34.67
-45.79%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
292.89
+0.65%
|
291.01
+58.96%
|
183.07
-36.23%
|
287.10
-27.09%
|
393.78
+101.31%
|
195.61
+464.16%
|