บริษัท พลาสติค และหีบห่อไทย จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
8.65
+0.25 (+2.98%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=14621 out_tok=2967 at=2026-07-27T13:39:37 -->
# TPAC กำไรสุทธิ Q2/64 หดตัว YoY รับต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง-การเมืองอินเดียกระทบ
## รายได้รวมโต 23% แต่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติลดลง 36% YoY เหตุต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง-การเมืองอินเดียกระทบ
บริษัท พลาสติค และหีบห่อไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TPAC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 มีรายได้จากการขายรวม 1,138.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 56.3 ล้านบาท ลดลง 36% YoY ขณะที่กำไรต่อหุ้นจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 0.17 บาท ลดลง 36% YoY โดยภาพรวมผลประกอบการได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศอินเดีย
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติของ TPAC ในไตรมาส 2 ปี 2564 ปรับตัวลดลง 36% YoY มาอยู่ที่ 56.3 ล้านบาท (เทียบกับ 88.1 ล้านบาทในปีก่อน) เกิดจาก **การปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาวัตถุดิบหลัก** โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก PET, PP และ HDPE ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้ลดลงจาก 24.8% ใน Q2/63 มาอยู่ที่ 18.7% ใน Q2/64 ประกอบกับ **สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกที่สองในประเทศอินเดีย** ที่ส่งผลให้ยอดขายในอินเดียลดลง 18% QoQ และกระทบต่อการดำเนินงานของธุรกิจในต่างประเทศโดยรวม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น:** ฝ่ายจัดการระบุว่า ราคาวัตถุดิบหลัก เช่น PP และ HDPE ในกลุ่มธุรกิจประเทศไทย ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ในช่วงเดือนเมษายน 2564 และราคาเม็ดพลาสติก PET ในประเทศอินเดียก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยปกติการกำหนดราคาขายจะอ้างอิงราคาวัตถุดิบของไตรมาสก่อนหน้า ทำให้ส่วนต่างราคาวัตถุดิบ (Spread) หดตัวลงอย่างมากเมื่อราคาวัตถุดิบยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2/64
* **ผลกระทบจากโควิด-19 ในอินเดีย:** การระบาดระลอกที่สองในอินเดียส่งผลให้ TPAC India ต้องลดกำลังการผลิตลง ทำให้ยอดขายในไตรมาส 2/64 น้อยกว่าไตรมาสก่อนหน้า 18% ซึ่งกระทบต่อผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจต่างประเทศโดยรวม แม้ว่าธุรกิจในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะยังคงแข็งแกร่งก็ตาม
* **ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น:** ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในกลุ่มธุรกิจประเทศไทยเพิ่มขึ้น 12% QoQ จากค่าใช้จ่ายในการเข้าซื้อกิจการที่มาเลเซีย (Combi-Pack) และค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้นจากการกู้เงินเพื่อเข้าซื้อกิจการดังกล่าว
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่าราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่การกำหนดราคาขายที่อ้างอิงราคาวัตถุดิบย้อนหลังอาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้ในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โควิด-19 ในอินเดียและการควบคุมการระบาดทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ การเข้าซื้อกิจการ Combi-Pack ในมาเลเซีย ซึ่งเสร็จสิ้นในเดือนมิถุนายน 2564 จะเริ่มส่งผลต่อรายได้และต้นทุนในไตรมาสถัดไป ซึ่งต้องรอดูผลการดำเนินงานจริง
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมเติบโต 23% YoY** แตะ 1,138.1 ล้านบาท
* **กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติลดลง 36% YoY** เหลือ 56.3 ล้านบาท
* **อัตรากำไรขั้นต้นหดตัวลง 6.5%** จาก 24.8% ใน Q2/63 เป็น 18.7% ใน Q2/64
* **ธุรกิจในอินเดียได้รับผลกระทบจากโควิด-19** ทำให้ยอดขายลดลงและส่วนต่างราคาวัตถุดิบ PET ลดลง
* **ต้นทุนวัตถุดิบหลัก (PP, HDPE) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในประเทศไทย
* **เข้าซื้อกิจการ Combi-Pack ในมาเลเซียเสร็จสิ้น** ในวันที่ 1 มิถุนายน 2564
## ภาพรวมผลประกอบการ
TPAC รายงานรายได้จากการขายรวมในไตรมาส 2 ปี 2564 อยู่ที่ 1,138.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (Q2/63) ซึ่งอยู่ที่ 925.6 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นลดลง 8% YoY มาอยู่ที่ 212.4 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 24.8% ใน Q2/63 เป็น 18.7% ใน Q2/64 กำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) อยู่ที่ 185.7 ล้านบาท ลดลง 14% YoY และกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 56.3 ล้านบาท ลดลง 36% YoY
เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มธุรกิจ:
* **กลุ่มธุรกิจในประเทศไทย:** รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 1% YoY เป็น 459.3 ล้านบาท แต่กำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษี และค่าเสื่อมราคาจากการดำเนินงานปกติ (Core EBITDA) ลดลง 53% YoY เป็น 47.5 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการ
* **กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ:** รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 44% YoY เป็น 678.8 ล้านบาท และ Core EBITDA เพิ่มขึ้น 26% YoY เป็น 144.2 ล้านบาท แม้ว่าธุรกิจในอินเดียจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ธุรกิจในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังคงเติบโตได้ดี
## โอกาส
* **การเข้าซื้อกิจการ Combi-Pack ในมาเลเซีย:** การเข้าซื้อกิจการนี้จะช่วยขยายฐานธุรกิจเข้าสู่ตลาดมาเลเซียและเสริมความแข็งแกร่งในตลาดอาเซียน
* **การขยายโรงงานในอินเดีย:** การก่อสร้างโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ยาและอาหารในอินเดียคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2565 ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต
* **การเช่าโรงงานแห่งที่ 2 ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์:** ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและรองรับการเติบโตในภูมิภาคตะวันออกกลาง
* **การมุ่งเน้นธุรกิจที่หลากหลายและไม่แปรผันตามฤดูกาล:** เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาเม็ดพลาสติกมีแนวโน้มผันผวนตามราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร
* **สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19:** โดยเฉพาะในประเทศอินเดียที่ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตและยอดขาย
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** การดำเนินงานในต่างประเทศทำให้บริษัทมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
* **การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทางการเงิน:** จากการกู้ยืมเพื่อเข้าซื้อกิจการ อาจส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** การเปลี่ยนแปลงของราคาเม็ดพลาสติก PET, PP, HDPE และผลกระทบต่อส่วนต่างราคาวัตถุดิบ (Spread)
* **ผลการดำเนินงานของ Combi-Pack ในมาเลเซีย:** หลังจากเข้าซื้อกิจการแล้ว จะสามารถสร้างรายได้และกำไรได้ตามเป้าหมายหรือไม่
* **สถานการณ์โควิด-19 ในอินเดีย:** การควบคุมการระบาดและผลกระทบต่อการดำเนินงานของ TPAC India
* **การขยายกำลังการผลิตในอินเดีย:** ความคืบหน้าและการแล้วเสร็จของโรงงานใหม่
* **การบริหารจัดการหนี้สิน:** โดยเฉพาะสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ระดับ 1.34 เท่า
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** ไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่มีการกล่าวถึงโรงงานใน UAE ที่ถูกใช้งานเต็มพื้นที่และกำลังการผลิต
* **Order Book:** ไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง
* **ราคาวัตถุดิบ:** มีการกล่าวถึงราคาวัตถุดิบหลัก เช่น PET, PP, HDPE ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน 2564 ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนขายและอัตรากำไรขั้นต้น
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลงจาก 24.8% ใน Q2/63 เป็น 18.7% ใน Q2/64 โดยกลุ่มธุรกิจในประเทศไทย GPM ลดลงจาก 23.8% เป็น 12.7% และกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ GPM ลดลงจาก 26.5% เป็น 23.2%
* **ส่งออก:** รายได้จากการขายของกลุ่มธุรกิจต่างประเทศเพิ่มขึ้น 44% YoY เป็น 678.8 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 59.6% ของรายได้รวม
* **ค่าเงิน:** มีการระบุอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในการแปลงค่างบการเงินสำหรับสกุลเงิน INR, AED, MYR แต่ไม่ได้ระบุผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนต่อผลประกอบการโดยตรง
* **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 2/64 อยู่ที่ 552.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 520.8 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1/64
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2564 TPAC มีสินทรัพย์รวม 6,796.3 ล้านบาท หนี้สินรวม 4,601.3 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 2,195.1 ล้านบาท สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 1.53 เท่า และสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E) อยู่ที่ 1.34 เท่า ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 0.82 เท่าในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการกู้ยืมเพื่อเข้าซื้อกิจการ Combi-Pack
ในส่วนของกระแสเงินสด สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทมีเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 315.6 ล้านบาท แต่มีเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุนสูงถึง 987.9 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนในบริษัทย่อย (-883.9 ล้านบาท) และการซื้อสินทรัพย์ถาวร (-167.6 ล้านบาท) ขณะที่กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงินอยู่ที่ 841.4 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร
## สรุปท้าย
หัวใจหลักของผลประกอบการ TPAC ในไตรมาส 2 ปี 2564 คือแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ในประเทศอินเดีย ทำให้กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโตได้ดีจากการขยายธุรกิจในต่างประเทศและการเข้าซื้อกิจการใหม่ในมาเลเซีย แต่การบริหารจัดการต้นทุนและติดตามแนวโน้มราคาวัตถุดิบจะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูกำไรในระยะถัดไป ขณะที่การลงทุนเพื่อขยายธุรกิจและการเข้าซื้อกิจการใหม่ยังคงเป็นโอกาสในการเติบโตในอนาคต แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงด้านภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TPAC ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
1,673.76
ล้านบาท
↓ 3.9% YoY
กำไรขั้นต้น
444.66
ล้านบาท
↑ 13.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
26.57
%
กำไรสุทธิ
146.48
ล้านบาท
↑ 109.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
8.75
%
D/E Ratio
1.44
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,674
↓ -3.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
445
↑ + 13.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
146
↑ + 109.9%
YoY
D/E Ratio
1.44
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TPAC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.44
ROE (%)
16.63
ROA (%)
10.39
Book Value/หุ้น
9.48
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TPAC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-780
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+253
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TPAC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-780.47
+292.67%
|
-198.76
-61.81%
|
-520.47
-318.37%
|
238.34
+41.08%
|
168.94
-77.83%
|
761.98
+41.81%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
252.70
+311.36%
|
61.43
-64.49%
|
173.01
-70.92%
|
595.01
-37.92%
|
958.43
-496.54%
|
-241.70
-61.70%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
815.43
+364.50%
|
175.55
-60.90%
|
448.98
-148.89%
|
-918.29
-22.99%
|
-1,192.39
+244.27%
|
-346.35
-390.88%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
283.63
-395.54%
|
-95.97
+674.58%
|
-12.39
-94.87%
|
-241.48
+41.06%
|
-171.19
-206.37%
|
160.94
-649.66%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
291.01
+58.96%
|
183.07
-36.23%
|
287.10
-27.09%
|
393.78
+101.31%
|
195.61
+464.21%
|
34.67
-45.79%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
292.89
+0.65%
|
291.01
+58.96%
|
183.07
-36.23%
|
287.10
-27.09%
|
393.78
+101.31%
|
195.61
+464.16%
|