บริษัท พลาสติค และหีบห่อไทย จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
8.65
+0.25 (+2.98%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=14392 out_tok=2782 at=2026-07-26T10:20:15 -->
# TPAC กำไร Q2/65 หดตัว 43% จาก Core EPS เหตุต้นทุนพุ่ง-ค่าใช้จ่ายการเงินสูงขึ้น
## รายได้รวมโต 57% จากการซื้อกิจการ แต่กำไรปกติหดตัวแรง ฝ่ายบริหารเร่งส่งผ่านต้นทุน-จับตาการฟื้นตัวในจีน
บริษัท พลาสติค และหีบห่อไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TPAC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 มีรายได้จากการขายรวม 1,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของปริมาณยอดขายและการเข้าซื้อกิจการ Skypet Polymer อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Core EPS) กลับลดลง 43% มาอยู่ที่ 0.16 บาทต่อหุ้น จาก 0.18 บาทต่อหุ้นในปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ที่ลดลง ประกอบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากค่าเสื่อมราคาและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Core EPS) ของ TPAC ในไตรมาส 2 ปี 2565 ปรับตัวลดลง 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 0.16 บาทต่อหุ้น (จาก 0.18 บาท) แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโตถึง 57% เป็น 1,790 ล้านบาท เกิดจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ 1) กำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษี และค่าเสื่อมราคาจากการดำเนินงานปกติ (Core EBITDA) ที่ลดลง 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีก่อน) และ 2) ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้นประมาณ 12 ล้านบาท และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นประมาณ 9 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการ Skypet Polymer
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การลดลงของ Core EBITDA เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้จะมีการรวมผลประกอบการของ Skypet Polymers เข้ามาแล้ว เกิดจากผลการดำเนินงานที่ลดลงของธุรกิจในประเทศไทยและมาเลเซีย โดยธุรกิจในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการปิดล็อกดาวน์ในเซี่ยงไฮ้ ส่งผลให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์สำหรับหมากฝรั่งและลูกอมลดลง ขณะที่ธุรกิจในมาเลเซียเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น นอกจากนี้ การเข้าซื้อกิจการ Skypet Polymer ยังส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น ทั้งค่าเสื่อมราคาและต้นทุนทางการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันกำไรสุทธิ
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสที่จะเห็นการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสต่อๆ ไป โดยฝ่ายบริหารคาดว่าราคาเม็ดพลาสติกมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ มีความมั่นใจว่าจะได้เห็นการเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นในมาเลเซียจากการเพิ่มขึ้นของลูกค้ารายใหม่และเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าที่ทำได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของธุรกิจในประเทศไทยจากการเปิดเมืองของเซี่ยงไฮ้ และการเติบโตของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในอินเดีย ซึ่งเป็นผลจากการรวม Skypet Polymers จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมเติบโต 57% YoY:** มาจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นและการรวมผลประกอบการของ Skypet Polymer ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565
* **Core EPS ลดลง 43% YoY:** แม้รายได้โต แต่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติลดลง เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น และต้นทุนทางการเงินจากการเข้าซื้อกิจการ
* **ธุรกิจในไทยและมาเลเซียเผชิญแรงกดดัน:** ยอดขายในไทยลดลงจากผลกระทบในเซี่ยงไฮ้ ขณะที่มาเลเซียได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่สูงขึ้น
* **การลงทุนในอินเดียยังคงแข็งแกร่ง:** TPAC India มี Utilization Rate สูงกว่า 85% และมีระบบส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบที่ดี
* **การขยายกำลังการผลิตในอินเดียคืบหน้า:** โรงงานใหม่ 2 แห่งคาดแล้วเสร็จ Q3-Q4/65 รองรับกลุ่มอาหารและยา
* **หนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E) อยู่ที่ 1.32x:** ยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสม แม้จะเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมเพื่อซื้อกิจการ
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2565 TPAC มีรายได้จากการขายรวม 1,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของปริมาณยอดขายและการเข้าซื้อกิจการ Skypet Polymer อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นลดลง 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้จะเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 14.1% ลดลงจาก 18.7% ในปีก่อนหน้า กำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษี และค่าเสื่อมราคาจากการดำเนินงานปกติ (Core EBITDA) อยู่ที่ 235 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ลดลง 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Core Net Profit) ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 55 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรต่อหุ้นจากการดำเนินงานปกติ (Core EPS) ลดลง 43% มาอยู่ที่ 0.16 บาทต่อหุ้น
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการบริโภค:** การเปิดเมืองของเซี่ยงไฮ้จะช่วยกระตุ้นความต้องการสินค้าในกลุ่มบรรจุภัณฑ์หมากฝรั่งและลูกอม
* **การเติบโตในตลาดอินเดีย:** การรวมกิจการ Skypet Polymers จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้น
* **การขยายกำลังการผลิต:** โรงงานใหม่ 2 แห่งในอินเดียที่กำลังก่อสร้างจะช่วยรองรับการเติบโตในอนาคต
* **การมุ่งสู่ดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ:** การนำระบบ CRM และ ERP มาใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
* **ความยั่งยืน:** การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัสดุรีไซเคิลและบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและเทรนด์โลก
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** การเพิ่มขึ้นของราคาเม็ดพลาสติกส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร
* **การแข่งขันด้านราคา:** ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้าอาจมีข้อจำกัด
* **ปัจจัยภายนอก:** การปิดล็อกดาวน์ในจีนส่งผลกระทบต่อยอดขายในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์
* **ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น:** การเข้าซื้อกิจการทำให้มีภาระต้นทุนทางการเงินและค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น
* **ความล่าช้าในการก่อสร้าง:** โรงงานใหม่ในอินเดียประสบปัญหาความล่าช้าจากสภาพอากาศและปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาเม็ดพลาสติก:** การปรับตัวลงของราคาวัตถุดิบจะส่งผลดีต่ออัตรากำไรขั้นต้น
* **การฟื้นตัวของยอดขายในประเทศไทย:** การเปิดเมืองของเซี่ยงไฮ้จะส่งผลต่อความต้องการสินค้าอย่างไร
* **ผลประกอบการของ Skypet Polymers:** การส่งมอบอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROCE) ตามที่คาดหวังหรือไม่
* **ความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานในอินเดีย:** การแล้วเสร็จตามกำหนดและผลกระทบต่อกำลังการผลิต
* **การนำระบบดิจิทัลมาใช้:** ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการลงทุนในระบบ CRM และ ERP
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate:** ธุรกิจในอินเดียมี Utilization Rate สูงกว่า 85% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี บ่งชี้ถึงการบริหารจัดการกำลังการผลิตที่มีประสิทธิภาพ
* **ราคาวัตถุดิบ:** ฝ่ายบริหารระบุว่ากลไกการตั้งราคาขายผันผวนตามราคาเม็ดพลาสติก และมีการบริหารจัดการเพื่อส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าอย่างใกล้ชิด
* **การส่งออก:** ข้อมูลไม่ได้ระบุสัดส่วนการส่งออกโดยตรง แต่ระบุการดำเนินงานในหลายประเทศ (ไทย, อินเดีย, UAE, มาเลเซีย) ซึ่งบ่งชี้ถึงการกระจายฐานลูกค้าในภูมิภาค
* **ค่าเงิน:** ไม่มีการกล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรงในเอกสาร
* **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 21% จาก 579 ล้านบาท เป็น 699 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/65 ซึ่งอาจสะท้อนการเตรียมวัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จรูปเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 สินทรัพย์รวมของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 7,723 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากสิ้นปี 2564 โดยมีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เช่น ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ ค่าความนิยม และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน คิดเป็น 63% ของสินทรัพย์ทั้งหมด การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์หลักมาจากการเข้าซื้อธุรกิจ Skypet Polymers และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร หนี้สินรวมอยู่ที่ 5,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% โดยมีเงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมเพื่อซื้อกิจการ Skypet Polymer และเพื่อการดำเนินงานปกติ อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net D/E) อยู่ที่ 1.32 เท่า ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสม
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสำหรับ 6 เดือนแรกปี 2565 อยู่ที่ 86 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยมีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุนหลักจากการซื้อธุรกิจ Skypet Polymer และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมเพื่อเข้าซื้อกิจการ
## สรุปท้าย
TPAC ในไตรมาส 2 ปี 2565 เผชิญกับแรงกดดันด้านอัตรากำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ แม้รายได้รวมจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการเข้าซื้อกิจการใหม่ ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารมีความมั่นใจในการส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าและการฟื้นตัวของอัตรากำไรในไตรมาสถัดไป โดยมีโอกาสจากการเติบโตในตลาดอินเดีย การขยายกำลังการผลิต และการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล แต่ยังคงต้องจับตาความผันผวนของราคาวัตถุดิบและผลกระทบจากปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TPAC ไตรมาส 2/2565
รายได้รวม
1,673.76
ล้านบาท
↓ 3.9% YoY
กำไรขั้นต้น
444.66
ล้านบาท
↑ 13.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
26.57
%
กำไรสุทธิ
146.48
ล้านบาท
↑ 109.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
8.75
%
D/E Ratio
1.44
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,674
↓ -3.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
445
↑ + 13.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
146
↑ + 109.9%
YoY
D/E Ratio
1.44
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TPAC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.44
ROE (%)
16.63
ROA (%)
10.39
Book Value/หุ้น
9.48
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TPAC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-780
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+253
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TPAC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-780.47
+292.67%
|
-198.76
-61.81%
|
-520.47
-318.37%
|
238.34
+41.08%
|
168.94
-77.83%
|
761.98
+41.81%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
252.70
+311.36%
|
61.43
-64.49%
|
173.01
-70.92%
|
595.01
-37.92%
|
958.43
-496.54%
|
-241.70
-61.70%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
815.43
+364.50%
|
175.55
-60.90%
|
448.98
-148.89%
|
-918.29
-22.99%
|
-1,192.39
+244.27%
|
-346.35
-390.88%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
283.63
-395.54%
|
-95.97
+674.58%
|
-12.39
-94.87%
|
-241.48
+41.06%
|
-171.19
-206.37%
|
160.94
-649.66%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
291.01
+58.96%
|
183.07
-36.23%
|
287.10
-27.09%
|
393.78
+101.31%
|
195.61
+464.21%
|
34.67
-45.79%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
292.89
+0.65%
|
291.01
+58.96%
|
183.07
-36.23%
|
287.10
-27.09%
|
393.78
+101.31%
|
195.61
+464.16%
|