บริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.47
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3680 out_tok=2094 at=2026-07-26T09:10:30 -->
# TMI กำไร Q2/2565 พุ่ง 659% รับรายได้โต-คุมค่าใช้จ่ายได้ดี
## รายได้จากการขายรวมเพิ่ม 16% หนุนกำไรสุทธิก้าวกระโดด ขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายบริหารจัดการได้ดี
บริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TMI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 7.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 658.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 0.94 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายรวม 135.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.17% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มรายการสินค้าใหม่และการจัดโปรโมชั่นที่ได้รับการตอบรับดี รวมถึงรายได้จากการขายไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ TMI ในไตรมาส 2 ปี 2565 เติบโตอย่างก้าวกระโดด คือการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายรวม ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักคือการที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่เพิ่มขึ้นถึง 658.91% หรือ 6.199 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากรายได้จากการขายรวมที่เติบโต 16.17% หรือ 18.84 ล้านบาท และการลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริหาร
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
รายได้จากการขายรวมที่เพิ่มขึ้นมาจาก 2 ส่วนหลัก คือ การเพิ่มรายการสินค้าใหม่และการจัดโปรโมชั่นการตลาดที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดี นอกจากนี้ รายได้จากการขายไฟฟ้าก็ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่าต้นทุนขายรวมจะเพิ่มขึ้น 14.73% ตามยอดขายที่เพิ่มขึ้นและราคาต้นทุนสินค้าที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงสัดส่วนต้นทุนขายไฟฟ้าที่มากขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นของรายได้ก็ยังสูงกว่าต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนต่างกำไรขั้นต้นยังคงเติบโตได้
ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการบริหารกลับลดลง 9.14% เนื่องจากหนี้สงสัยจะสูญลดลง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อกำไรสุทธิ แม้ว่าต้นทุนทางการเงินจะเพิ่มขึ้น 44.09% จากดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้ แต่ผลกระทบโดยรวมยังคงทำให้กำไรสุทธิเติบโตได้อย่างโดดเด่น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร การเติบโตของรายได้จากการขายที่มาจากการเพิ่มรายการสินค้าใหม่และการจัดโปรโมชั่นการตลาด รวมถึงการตอบรับที่ดี เป็นปัจจัยที่ **มีโอกาสต่อเนื่อง** หากบริษัทสามารถรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของราคาต้นทุนสินค้าและต้นทุนทางการเงินยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพุ่ง 659%**: กำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในไตรมาส 2 ปี 2565 อยู่ที่ 7.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 0.94 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายรวมเติบโต 16%**: ทำได้ 135.39 ล้านบาท เทียบกับ 116.55 ล้านบาทในปีก่อน
* **ปัจจัยหนุนรายได้**: มาจากการเพิ่มรายการสินค้าใหม่ การจัดโปรโมชั่นการตลาดที่ประสบความสำเร็จ และรายได้จากการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
* **ต้นทุนขายรวมเพิ่มตามยอดขาย**: เพิ่มขึ้น 14.73% เป็น 89.52 ล้านบาท จากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นและสัดส่วนต้นทุนขายไฟฟ้าที่มากขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายบริหารลดลง**: ลดลง 9.14% เป็น 17.28 ล้านบาท เนื่องจากหนี้สงสัยจะสูญลดลง
* **ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น**: เพิ่มขึ้น 44.09% เป็น 3.44 ล้านบาท จากดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2565 บริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 135.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.17% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 116.55 ล้านบาท ต้นทุนขายรวมอยู่ที่ 89.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.73% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.93% เป็น 17.83 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 9.14% เป็น 17.28 ล้านบาท ทำให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 44.09% เป็น 3.44 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึง 658.91% เป็น 7.14 ล้านบาท
## โอกาส
* **การตอบรับที่ดีต่อสินค้าใหม่และโปรโมชั่น**: แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายผ่านกลยุทธ์ทางการตลาดที่เข้าถึงผู้บริโภค
* **การเติบโตของรายได้จากการขายไฟฟ้า**: แม้จะเล็กน้อย แต่เป็นการเพิ่มแหล่งรายได้ที่มั่นคง
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ**: การลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริหารช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
## ความเสี่ยง
* **ราคาต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น**: อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นหากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด
* **ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น**: การเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้เป็นภาระต้นทุนที่ต้องบริหารจัดการ
* **ความผันผวนของราคาพลังงาน**: อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ความต่อเนื่องของยอดขายสินค้าใหม่และโปรโมชั่น**: จะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้หรือไม่
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ**: จะมีทิศทางอย่างไร และส่งผลกระทบต่อ GPM มากน้อยเพียงใด
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน**: ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับสูงขึ้น
* **การเติบโตของรายได้จากการขายไฟฟ้า**: ศักยภาพในการเพิ่มสัดส่วนรายได้ในอนาคต
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
ในไตรมาส 2 ปี 2565 TMI แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของรายได้จากการขายที่มาจากกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการเปิดตัวสินค้าใหม่และการจัดโปรโมชั่นที่ได้รับการตอบรับที่ดี ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสำหรับกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยการสร้างความต้องการและรักษาความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายไฟฟ้าแม้จะเล็กน้อย แต่ก็สะท้อนถึงการกระจายแหล่งรายได้
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายรวมที่สูงกว่าการเติบโตของรายได้เล็กน้อย (14.73% vs 16.17%) เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะเมื่อมีการระบุว่าราคาต้นทุนสินค้าได้ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น หรือต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น การบริหารจัดการต้นทุนขายให้มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM)
ในด้านค่าใช้จ่าย การลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริหารเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนกำไร แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินจากดอกเบี้ยจ่ายหุ้นกู้เป็นสิ่งที่ต้องจับตา เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิในระยะยาว โดยเฉพาะหากบริษัทมีการกู้ยืมเพิ่มขึ้นในอนาคต
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัทในไตรมาส 2 ปี 2565
## สรุปท้าย
TMI โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 ที่น่าประทับใจ โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 659% จากการเติบโตของรายได้จากการขายที่แข็งแกร่งจากการเปิดตัวสินค้าใหม่และโปรโมชั่นที่ประสบความสำเร็จ ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ต้นทุนขายและต้นทุนทางการเงินจะปรับสูงขึ้น แต่การเติบโตของรายได้ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาวัตถุดิบและต้นทุนทางการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความสามารถในการรักษาอัตรากำไรและความต่อเนื่องของผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TMI ไตรมาส 2/2565
รายได้รวม
121.44
ล้านบาท
↓ 15.9% YoY
กำไรขั้นต้น
44.52
ล้านบาท
↑ 2.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
36.66
%
กำไรสุทธิ
2.34
ล้านบาท
↓ 15.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
1.93
%
D/E Ratio
1.90
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
121
↓ -15.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
45
↑ + 2.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
2
↓ -15.7%
YoY
D/E Ratio
1.90
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TMI
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.90
ROE (%)
9.56
ROA (%)
6.68
Book Value/หุ้น
0.39
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TMI
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-36
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+5
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TMI
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-36.26
+21.23%
|
-29.91
-62.54%
|
-79.84
-390.64%
|
27.47
-161.62%
|
-44.58
-209.64%
|
40.66
-23.69%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
4.60
-54.05%
|
10.01
-69.70%
|
33.04
-70.08%
|
110.41
+12,590.80%
|
0.87
-103.24%
|
-26.89
-39.44%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-6.17
-105.53%
|
111.65
+112.71%
|
52.49
-139.37%
|
-133.31
-848.51%
|
17.81
-254.60%
|
-11.52
+105.71%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-37.82
-141.23%
|
91.74
+1,512.30%
|
5.69
+24.78%
|
4.56
-117.61%
|
-25.89
-1,250.67%
|
2.25
-31.40%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
7.15
-87.97%
|
59.45
+424.71%
|
11.33
-5.03%
|
11.93
+15.83%
|
10.30
+27.95%
|
8.05
+68.76%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
20.92
+192.59%
|
7.15
-87.97%
|
59.45
+424.71%
|
11.33
-5.03%
|
11.93
+15.83%
|
10.30
+27.95%
|