บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SET · เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
10.10
0.10 (0.98%)
สรุปสั้น
กำไรที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการปรับตัวดีขึ้นของอุปทานของสินค้าไอที ทําให้บริษัทฯสามารถมี สินค้าขายมากขึ้น รวมถึงความต้องการสินค้าในกลุ่มคอมเมอร์เชียลมีมากขึ้น
โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าระบบเครือข่าย (Network) และคอมพิวเตอร์แบบพกพาสําหรับองค์กร เนื่องจากสถานะการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 เริ่มดีขึ้น ทําให้มีการลงทุนใน โครงการต่างๆมากขึ้นทั้งในภาครัฐและในภาคเอกชน รวมถึงการเติบโตของยอดขายในกลุ่มสินค้าเกมมิ่งในไตรมาสนี้
บริษัทฯ ยังสามารถรักษามีอัตรากําไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่ดี และยังคงให้ความสําคัญต่อการควบคุม ค่าใช้จ่ายทั้งด้านการจัดจําหน่ายและการบริหาร โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการให้ธุรกิจดําเนินไปได้อย่างรวดเร็ว จึง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและสร้างโอกาสการเจริญเติบโตของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4138 out_tok=3116 at=2026-07-26T08:07:17 -->
# SYNEX Q1/2566 กำไรสุทธิทรุด 39% รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ต้นทุนดอกเบี้ยพุ่ง
## รายได้หด 8% สวนทางสินค้าคอมเมอร์เชียลเติบโตเด่น ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยลบเศรษฐกิจ-บาทผันผวน
บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 มีรายได้จากการขายและให้บริการ 9,150.92 ล้านบาท ลดลง 8.11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 135.55 ล้านบาท ลดลงถึง 39.03% โดยมีปัจจัยหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อกำลังซื้อ ต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: เทคโนโลยี
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรของ SYNEX ในไตรมาส 1/2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก **(1) การลดลงของกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ที่หดตัวถึง 16.66%** แม้ต้นทุนจากการดำเนินงานจะลดลงตามยอดขาย แต่การอ่อนตัวของราคาและมาร์จินสินค้าไอทีในปีก่อนหน้า ประกอบกับการอ่อนค่าของเงินบาทที่ส่งผลต่อต้นทุนสินค้าใน Q1/2565 เป็นปัจจัยที่ทำให้ฐานเปรียบเทียบสูง และ **(2) การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่เพิ่มขึ้น 10.10%** โดยมีสาเหตุหลักจากการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพื่อรองรับการให้ Credit-term กับลูกค้าที่ยาวนานขึ้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
**ด้านกำไรขั้นต้น:** ฝ่ายจัดการระบุว่าในไตรมาส 1/2565 ปัญหาการขาดแคลนสินค้าไอทีทำให้ราคาสินค้าสูงและมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าปกติ ประกอบกับการอ่อนค่าของเงินบาทในปีก่อนหน้าทำให้ต้นทุนสินค้าปรับตัวสูงขึ้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2566 ที่สภาวะตลาดสินค้าไอทีคลี่คลายลง ราคาและมาร์จินจึงปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงเมื่อเทียบกับฐานที่สูงของปีก่อนหน้า
**ด้านค่าใช้จ่ายขายและบริหาร:** การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่มาจากการตั้งสำรอง ECL จำนวน 45.18 ล้านบาท ซึ่งเป็นการตั้งสำรองเพื่อรองรับการให้ Credit-term ที่ยาวนานขึ้นแก่ลูกค้า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคอมเมอร์เชียล เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่องในบางส่วน แต่ต้องติดตาม:** การลดลงของกำไรขั้นต้นอาจมีลักษณะ **ครั้งคราว** เนื่องจากเป็นผลจากการเปรียบเทียบกับฐานที่สูงผิดปกติของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม สภาวะตลาดที่ซบเซาในกลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์อาจส่งผลต่อมาร์จินในระยะสั้น ส่วนการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายขายและบริหารจากการตั้งสำรอง ECL เพื่อขยาย Credit-term ให้ลูกค้า **มีโอกาสต่อเนื่อง** หากบริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการขยายตลาดในกลุ่มสินค้าคอมเมอร์เชียลและต้องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งต้องจับตาดูว่าการตั้งสำรองนี้จะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิในระยะยาวมากน้อยเพียงใด
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมลดลง 8.11% YoY:** อยู่ที่ 9,150.92 ล้านบาท โดยกลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์หดตัว 23% ขณะที่กลุ่มเครื่องมือสื่อสารเติบโต 4% จากแบรนด์ HONOR และกลุ่มคอมเมอร์เชียลเติบโตโดดเด่น 30%
* **กำไรสุทธิทรุด 39.03% YoY:** อยู่ที่ 135.55 ล้านบาท
* **อัตรากำไรขั้นต้นลดลง:** จาก 4.59% ใน Q1/65 เป็น 4.17% ใน Q1/66 สาเหตุหลักจากฐานปีก่อนหน้าสูงจากการขาดแคลนสินค้าและบาทอ่อนค่า
* **ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 10.10% YoY:** ส่วนใหญ่มาจากการตั้งสำรอง ECL 45.18 ล้านบาท เพื่อรองรับการให้ Credit-term ที่ยาวขึ้น
* **ต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น:** จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ
* **กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง:** จากความผันผวนของค่าเงินบาท
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 9,150.92 ล้านบาท ลดลง 807.96 ล้านบาท หรือ 8.11% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2565 ที่ทำได้ 9,958.88 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ทั้งภาวะเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของเงินบาท ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์ที่รายได้ลดลง 23% อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าคอมเมอร์เชียลยังคงเติบโตได้ดีถึง 30% และกลุ่มเครื่องมือสื่อสารเติบโตเล็กน้อย 4% จากการเข้ามาของแบรนด์ HONOR
ต้นทุนจากการดำเนินงานลดลง 7.70% มาอยู่ที่ 8,769.76 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ลดลงจาก 4.59% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 4.17% ในไตรมาสนี้ สาเหตุหลักมาจากฐานกำไรขั้นต้นที่สูงในไตรมาส 1/2565 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากปัญหาขาดแคลนสินค้าไอทีทำให้ราคาปรับสูงขึ้น และผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินบาทที่ทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 10.10% เป็น 266.66 ล้านบาท คิดเป็น 2.91% ของรายได้รวม โดยมีสาเหตุหลักมาจากการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) จำนวน 45.18 ล้านบาท เพื่อรองรับการให้ Credit-term ที่ยาวขึ้นแก่ลูกค้าในกลุ่มคอมเมอร์เชียล
ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1 ปี 2566 อยู่ที่ 135.55 ล้านบาท ลดลง 86.75 ล้านบาท หรือ 39.03% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยกดดันเพิ่มเติมจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลงจากความผันผวนของค่าเงินบาท
## โอกาส
* **การเติบโตของกลุ่มสินค้าคอมเมอร์เชียล:** การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึง 30% ในกลุ่มสินค้าคอมเมอร์เชียล สะท้อนถึงความสำเร็จของกลยุทธ์บริษัทฯ ในการขยายส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มนี้ และช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงสินค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
* **การเข้ามาของแบรนด์ HONOR:** การเติบโตเล็กน้อยในกลุ่มเครื่องมือสื่อสารได้รับแรงหนุนจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวของโทรศัพท์แบรนด์ HONOR ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าในอนาคต
* **การบริหารจัดการความเสี่ยง:** บริษัทฯ มีการประเมินความเสี่ยงและติดตามสถานการณ์ดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกในการรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการ
## ความเสี่ยง
* **สภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ:** ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ การอ่อนค่าของเงินบาท และสภาวะเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์
* **การแข่งขันและการให้ Credit-term:** การแข่งขันที่รุนแรงในตลาด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าคอมเมอร์เชียล ทำให้บริษัทฯ ต้องขยายระยะเวลาการให้ Credit-term แก่ลูกค้า ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อกระแสเงินสดและกำไรในระยะสั้น
* **ต้นทุนทางการเงิน:** การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อกำไรสุทธิ
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** ความผันผวนของค่าเงินบาทส่งผลกระทบต่อกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทฯ ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการเติบโตของกลุ่มสินค้าคอมเมอร์เชียล:** จะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตที่แข็งแกร่งนี้ได้ต่อเนื่องหรือไม่
* **ผลกระทบจากการตั้งสำรอง ECL:** การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจากการตั้งสำรอง ECL จะส่งผลต่อกำไรสุทธิในไตรมาสถัดไปอย่างไร
* **สภาวะตลาดสินค้าคอนซูเมอร์:** การฟื้นตัวของกำลังซื้อและแนวโน้มยอดขายในกลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน:** ประสิทธิภาพของเครื่องมือทางการเงินที่ใช้ในการป้องกันความเสี่ยง
* **การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่:** แผนการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เทคโนโลยี)
ในไตรมาส 1/2566 ตลาดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและไอทีได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกและในประเทศ โดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของเงินบาทที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค SYNEX มีรายได้รวม 9,150.92 ล้านบาท ลดลง 8.11% YoY โดยกลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์ซึ่งเป็นกลุ่มหลักได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก รายได้ลดลง 23% สวนทางกับกลุ่มสินค้าคอมเมอร์เชียลที่ยังคงเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญถึง 30% จากความพยายามในการชิงส่วนแบ่งการตลาดและกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในปี 2566 ขณะที่กลุ่มเครื่องมือสื่อสารเติบโตเล็กน้อย 4% จากการเข้ามาของแบรนด์ HONOR ที่บริษัทฯ เป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว การเติบโตที่กระจายตัวนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงสินค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 4.59% ใน Q1/65 เป็น 4.17% ใน Q1/66 สาเหตุหลักมาจากฐานเปรียบเทียบของปีก่อนที่สูงผิดปกติจากการขาดแคลนสินค้าไอทีทำให้ราคาปรับสูงขึ้น และผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินบาทที่ทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น เมื่อเทียบกับ Q1/66 ที่สภาวะตลาดคลี่คลายลง
ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 10.10% โดยมีสาเหตุหลักจากการตั้งสำรอง ECL 45.18 ล้านบาท เพื่อรองรับการให้ Credit-term ที่ยาวขึ้นแก่ลูกค้าในกลุ่มคอมเมอร์เชียล ซึ่งเป็นการปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
กำไรสุทธิลดลง 39.03% YoY เป็น 135.55 ล้านบาท จากปัจจัยลบด้านยอดขายและกำไรขั้นต้นที่ลดลง, ต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลงจากความผันผวนของค่าเงินบาท
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง แต่มีการกล่าวถึงการควบคุมสินทรัพย์หมุนเวียนที่ใช้ในการดำเนินงานทั้งในส่วนของสินค้าคงเหลือ ลูกหนี้การค้า รวมถึงเจ้าหนี้การค้าให้อยู่ในระดับเหมาะสม และการใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ ในการป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งบ่งชี้ถึงความพยายามในการบริหารจัดการสภาพคล่องและภาระทางการเงิน
## สรุปท้าย
SYNEX ในไตรมาส 1/2566 เผชิญแรงกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเมื่อเทียบกับฐานสูงของปีก่อนหน้า ประกอบกับต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท ทำให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่โดดเด่นของกลุ่มสินค้าคอมเมอร์เชียลและการเข้ามาของแบรนด์ HONOR เป็นสัญญาณบวกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสในการเติบโตในอนาคต ขณะที่การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเงินและการให้ Credit-term ที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SYNEX ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
12,462.85
ล้านบาท
↑ 7.7% YoY
กำไรขั้นต้น
442.45
ล้านบาท
↓ 5.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
3.55
%
กำไรสุทธิ
193.27
ล้านบาท
↑ 31.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
1.55
%
D/E Ratio
2.42
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
12,463
↑ + 7.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
442
↓ -5.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
193
↑ + 31.6%
YoY
D/E Ratio
2.42
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SYNEX
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.42
ROE (%)
16.62
ROA (%)
6.93
Book Value/หุ้น
5.95
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SYNEX
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-1,813
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-99
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SYNEX
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-1,812.65
+19.36%
|
-1,518.61
+16.93%
|
-1,298.76
-362.92%
|
493.97
-142.73%
|
-1,156.07
-132.99%
|
3,504.58
+3,372.29%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-98.76
-163.01%
|
156.73
+218.10%
|
49.27
-94.49%
|
893.78
+720.73%
|
108.90
-55.63%
|
245.44
-175.03%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
1,571.86
+37.31%
|
1,144.73
+8.14%
|
1,058.57
-236.13%
|
-777.60
-164.44%
|
1,206.74
-132.16%
|
-3,751.94
-2,844.25%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-190.61
-12.42%
|
-217.63
+13.75%
|
-191.32
-33.01%
|
-285.59
+39.16%
|
-205.23
+10,265.15%
|
-1.98
-97.82%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
77.89
-43.25%
|
137.25
-54.89%
|
304.24
+31.06%
|
232.13
+41.47%
|
164.09
-1.19%
|
166.06
-35.35%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
90.00
+15.55%
|
77.89
-43.25%
|
137.25
-54.85%
|
303.98
+30.95%
|
232.13
+41.47%
|
164.09
-1.19%
|