บริษัท ซันไทยอุตสาหกรรมถุงมือยาง จำกัด (มหาชน)
SET · ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์
0.10
+0.02 (+25.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3981 out_tok=2981 at=2026-07-26T06:39:35 -->
# STHAI พลิกขาดทุน Q3/2565 รับแรงกดดันราคาขายเฉลี่ยดิ่ง 65%
## รายได้-กำไรทรุดหนักตามราคาขายเฉลี่ยดิ่ง 65% หลังโควิดคลี่คลาย-อุปทานล้นตลาด
บริษัท ซันไทยอุตสาหกรรมถุงมือยาง จำกัด (มหาชน) หรือ STHAI รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 พลิกขาดทุนสุทธิ 14.36 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 67.06 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายที่ลดลงถึง 65.42% คิดเป็น 232.98 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปริมาณการขายก็ลดลงเช่นกัน สะท้อนภาพอุตสาหกรรมถุงมือยางที่เผชิญแรงกดดันหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายและมีอุปทานในตลาดเพิ่มขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุปโภคบริโภค
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ STHAI ในไตรมาส 3 ปี 2565 คือ **การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของราคาขายเฉลี่ย (ASP) ถึง 65.42%** ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และนำไปสู่การพลิกขาดทุนจากการดำเนินงาน โดยกำไรขั้นต้นติดลบถึง 12.38 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ทำได้ถึง 99.29 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า การลดลงของราคาขายเฉลี่ย (ASP) เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1. **การคลี่คลายของสถานการณ์โรคโควิด-19:** เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น ความต้องการใช้ถุงมือยางทางการแพทย์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับมาตรการป้องกันโรคก็ลดลงตามไปด้วย
2. **อุปทาน (Supply) ในตลาดที่เพิ่มขึ้น:** การที่ผู้ผลิตรายอื่นเพิ่มกำลังการผลิต ประกอบกับการที่ STHAI เองก็มีการปรับลดราคาขายลง ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงอย่างมาก
นอกจากนี้ ปริมาณการขาย (ชิ้น) ยังลดลงถึง 57.38% ซึ่งสอดคล้องกับราคาขายที่ลดลง ทำให้รายได้จากการขายรวมลดลงถึง 65.42% การลดลงของรายได้นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรขั้นต้นที่ติดลบ แม้ว่าต้นทุนขายจะลดลงตามปริมาณการผลิต แต่ก็ไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปได้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารยังคงมีอยู่ ทำให้บริษัทพลิกขาดทุนในที่สุด
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว**
จากข้อมูลที่ฝ่ายจัดการระบุ การเปลี่ยนแปลงนี้มีลักษณะเป็นผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คือ การคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19 และการปรับตัวของอุปทานในตลาด ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นหลังช่วงที่ความต้องการถุงมือยางพุ่งสูงในช่วงการระบาดของโรค
อย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มราคาขายเฉลี่ยในอนาคต หรือแผนการปรับตัวของบริษัทเพื่อรับมือกับสภาวะราคาที่ลดลงนี้ ทำให้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้ว สภาวะราคาที่สูงผิดปกติในช่วงโควิด-19 นั้นไม่น่าจะยั่งยืน และการกลับสู่สภาวะปกติพร้อมกับอุปทานที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้ราคาปรับลดลง ซึ่งอาจเป็นวัฏจักรของอุตสาหกรรม
## Highlight สำคัญ
* **พลิกขาดทุนสุทธิ 14.36 ล้านบาท** ในไตรมาส 3/2565 เทียบกับกำไร 67.06 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายลดลง 65.42%** เหลือ 123.17 ล้านบาท จาก 356.14 ล้านบาทในปีก่อน
* **ราคาขายเฉลี่ย (ASP) ลดลง 65.42%** เป็นปัจจัยหลักที่กดดันรายได้
* **ปริมาณการขาย (ชิ้น) ลดลง 57.38%** สอดคล้องกับราคาขายที่ลดลง
* **กำไรขั้นต้นติดลบ 12.38 ล้านบาท** จากเดิมที่เคยมีกำไร 99.29 ล้านบาท
* **มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 8.86 ล้านบาท** ช่วยลดผลขาดทุนก่อนภาษี
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท ซันไทยอุตสาหกรรมถุงมือยาง จำกัด (มหาชน) หรือ STHAI รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี **ขาดทุนสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่เท่ากับ 14.36 ล้านบาท** ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ **กำไร 67.06 ล้านบาท** คิดเป็นการเปลี่ยนแปลงติดลบถึง 121.41%
**รายได้จากการขาย** ในไตรมาส 3 ปี 2565 อยู่ที่ **123.17 ล้านบาท** ลดลงถึง 232.98 ล้านบาท หรือ 65.42% เมื่อเทียบกับ 356.14 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2564
**ต้นทุนขาย** ลดลง 121.30 ล้านบาท หรือ 47.23% มาอยู่ที่ 135.55 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณการขายที่ลดลง
ส่งผลให้ **กำไร (ขาดทุน) ขั้นต้น** พลิกจากกำไร 99.29 ล้านบาทในปีก่อน เป็น **ขาดทุน 12.38 ล้านบาท** ในไตรมาสนี้
**ค่าใช้จ่ายในการขาย** ลดลง 2.09 ล้านบาท หรือ 44.96% มาอยู่ที่ 2.56 ล้านบาท ส่วน **ค่าใช้จ่ายในการบริหาร** ลดลง 1.65 ล้านบาท หรือ 10.48% มาอยู่ที่ 14.09 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทมี **กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน** เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 7.45 ล้านบาท หรือ 528.21% มาอยู่ที่ 8.86 ล้านบาท ซึ่งช่วยบรรเทาผลขาดทุนก่อนภาษีได้บางส่วน
**กำไร (ขาดทุน) ก่อนภาษี เงินได้** อยู่ที่ **ขาดทุน 18.87 ล้านบาท** เทียบกับปีก่อนที่ทำได้กำไร 82.93 ล้านบาท
**ค่าใช้จ่ายภาษี เงินได้** กลับมาเป็นบวก 3.24 ล้านบาท จากที่เคยเป็นค่าใช้จ่าย 17.12 ล้านบาท
โดยสรุป **กำไร (ขาดทุน) สำหรับงวด** พลิกจากกำไร 65.81 ล้านบาท เป็น **ขาดทุน 15.64 ล้านบาท** (รวมส่วนของส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม)
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของตลาดในระยะยาว:** แม้ปัจจุบันจะเผชิญแรงกดดันด้านราคา แต่ความต้องการใช้ถุงมือยางในภาคอุตสาหกรรมและทางการแพทย์ยังคงมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** หากบริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นได้เมื่อราคาขายเริ่มทรงตัวหรือฟื้นตัว
* **การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน:** การมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยประคองผลประกอบการ
## ความเสี่ยง
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรมสูง:** การที่อุปทานในตลาดเพิ่มขึ้นจากการขยายกำลังการผลิตของผู้ผลิตรายอื่น ทำให้การแข่งขันด้านราคายังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุถึงราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่โดยทั่วไปอุตสาหกรรมถุงมือยางพึ่งพายางพาราเป็นหลัก ซึ่งราคาอาจมีความผันผวนตามปัจจัยตลาดโลก
* **ความไม่แน่นอนของอุปสงค์:** การคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้ถุงมือยางลดลงจากช่วงพีค ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณการขายในอนาคต
* **ผลกระทบจากบริษัทย่อย:** บริษัท NRE ซึ่งเป็นบริษัทย่อย มีผลกระทบต่อผลประกอบการในงวดนี้จากค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาขายเฉลี่ย (ASP):** จะสามารถทรงตัวหรือฟื้นตัวได้หรือไม่ในไตรมาสถัดไป
* **ปริมาณการขาย:** จะสามารถเพิ่มขึ้นได้หรือไม่เมื่อเทียบกับไตรมาสปัจจุบัน
* **ต้นทุนวัตถุดิบ:** การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบหลัก เช่น ยางพารา
* **แผนการปรับตัวของบริษัท:** กลยุทธ์ในการรับมือกับสภาวะราคาขายที่ลดลง และการบริหารจัดการต้นทุน
* **ผลประกอบการของบริษัทย่อย NRE:** จะมีผลกระทบต่อภาพรวมมากน้อยเพียงใด
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุปโภคบริโภค)
ในไตรมาส 3 ปี 2565 บริษัท STHAI เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดถุงมือยาง ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบคือ **ราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ลดลงถึง 65.42%** ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไปหลังการระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง ประกอบกับการที่อุปทานในตลาดเพิ่มสูงขึ้นจากการขยายกำลังการผลิตของผู้ผลิตรายอื่น ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง
**ปริมาณการขาย (Volume)** ก็ปรับตัวลดลงถึง 57.38% ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์ที่ลดลงจากช่วงที่ความต้องการถุงมือยางพุ่งสูงในช่วงการระบาดของโรค การลดลงทั้งราคาและปริมาณส่งผลให้ **รายได้จากการขาย** หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 65.42%
ผลกระทบที่ตามมาคือ **อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)** ที่พลิกจากบวก 27.87% ในปีก่อน เป็น **ติดลบ 10.05%** ในไตรมาสนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้นทุนขายต่อหน่วยนั้นสูงกว่าราคาขายต่อหน่วย ทำให้บริษัทขาดทุนจากการดำเนินงานในระดับต้นทุนขาย
แม้ว่าบริษัทจะมี **กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน** เพิ่มขึ้นถึง 528.21% เป็น 8.86 ล้านบาท และ **รายได้อื่นๆ** เพิ่มขึ้น 91.47% เป็น 1.55 ล้านบาท รวมถึง **ต้นทุนทางการเงิน** ที่ลดลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลขาดทุนขั้นต้นที่เกิดขึ้นได้ ทำให้บริษัทบันทึก **ขาดทุนสุทธิ** ในไตรมาสนี้
การดำเนินงานของบริษัทย่อย NRE ก็มีผลกระทบต่อผลประกอบการรวม โดยมีผลขาดทุน 2.23 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัทในไตรมาส 3 ปี 2565 โดยตรง มีเพียงข้อมูลผลประกอบการเท่านั้น
## สรุปท้าย
STHAI พลิกขาดทุนสุทธิ 14.36 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2565 โดยมีหัวใจสำคัญมาจากราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ลดลงถึง 65.42% หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายและอุปทานในตลาดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้จากการขายหดตัว 65.42% และกำไรขั้นต้นติดลบ แม้จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาช่วยบรรเทาผลขาดทุน แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการพลิกกลับมามีกำไร ความเสี่ยงหลักอยู่ที่การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและความไม่แน่นอนของอุปสงค์ในระยะสั้น นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาขายเฉลี่ยและปริมาณการขาย รวมถึงแผนการปรับตัวของบริษัทเพื่อรับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ STHAI ไตรมาส 3/2565
รายได้รวม
84.35
ล้านบาท
↓ 63.4% YoY
กำไรขั้นต้น
23.69
ล้านบาท
↓ 39% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
28.09
%
กำไรสุทธิ
-42.66
ล้านบาท
↓ 324.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-50.57
%
D/E Ratio
0.07
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
84
↓ -63.4%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
24
↓ -39%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-43
↓ -324.6%
YoY
D/E Ratio
0.07
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — STHAI
| รายการ | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 | 2562 | 2561 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| รายได้รวม | — |
84.35
|
— |
230.52
-41.88%
|
396.66
|
0.00
-100.00%
|
764.51
|
| กำไรขั้นต้น | — |
23.69
|
— |
38.87
-37.39%
|
62.09
+273.44%
|
16.63
-69.57%
|
54.63
+123.87%
|
| ค่าใช้จ่ายรวม | — |
21.60
|
— |
17.71
-15.61%
|
20.99
+221.81%
|
-17.23
-126.59%
|
64.79
|
| กำไรสุทธิ | — |
-42.66
|
— |
18.99
-87.67%
|
153.99
|
0.00
+100.00%
|
-2.66
|
| กำไรต่อหุ้น | — |
0.00
|
— |
0.00
-90.00%
|
0.01
|
0.00
|
0.00
|
| กำไร(ขาดทุน)อื่นๆ | — |
-9.90
|
— |
-6.78
-340.43%
|
2.82
|
0.00
-100.00%
|
1.79
|
| ROE(%) | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ROA(%) | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| หนี้สิน/ส่วนผู้ถือหุ้น | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| P/E | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| P/BV | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| BV | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| YIELD(%) | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ราคาหุ้น | — |
0.00
|
— |
0.10
|
0.10
|
0.10
|
0.10
|
| อัตรากำไรขั้นต้น(%) | — |
28.09
|
— |
16.86
+7.73%
|
15.65
|
— |
7.15
|
| อัตราค่าใช้จ่าย(%) | — |
25.61
|
— |
7.68
+45.18%
|
5.29
|
— |
8.48
|
| อัตรากำไรสุทธิ(%) | — |
-50.57
|
— |
8.24
-78.77%
|
38.82
|
— |
-0.35
|
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.07
ROE (%)
0.00
ROA (%)
0.00
Book Value/หุ้น
0.00
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — STHAI
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+21
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-4
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — STHAI
| รายการ | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 | 2562 | 2561 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
21.11
|
— |
-478.65
-207.07%
|
447.03
+2,354.86%
|
18.21
-54.41%
|
39.94
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-3.61
|
— |
24.44
-147.31%
|
-51.66
+251.43%
|
-14.70
-58.19%
|
-35.16
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
0.15
|
— |
160.17
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
17.81
|
— |
-294.04
-174.11%
|
396.74
+11,203.13%
|
3.51
+47.48%
|
2.38
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
269.45
-50.01%
|
— |
472.28
+525.21%
|
75.54
+62.42%
|
46.51
-13.63%
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
268.21
-0.46%
|
— |
540.69
+14.49%
|
472.28
+844.18%
|
50.02
+7.55%
|
46.51
+5.38%
|