บริษัท ซีลิค คอร์พ จำกัด (มหาชน)
SET · วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร
2.78
0.02 (0.71%)
สรุปสั้น
กำไรที่ลดลงเกิดจากต้นทุนขายที่ปรับตัวสูงขึ้น ถึงแม้จะมีรายได้เติบโต 16.3%YoY จากการเติบโตของธุรกิจ กาวอุตสาหกรรมที่ 15.4% และธุรกิจสติกเกอร์หรือฉลากที่มีกาวในตัวที่ 174% โดยมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาด ต่างประเทศ
สัดส่วนการขายและบริการของธุรกิจกาวอุตสาหกรรมอยู่ที่ 43% และ ธุรกิจสติ๊กเกอร์หรือฉลากที่มีกาวในตัวอยู่ที่ 57% ไม่มี การเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สัดส่วนการขายและบริการตลาดในประเทศ 59% และตลาดต่างประเทศ 41%
ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นมากสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของ ราคาต้นทุนด้านวัตถุดิบที่มีการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี เนื่องจากวัตถุดิบบางรายการมีภาวะขาดแคลน และราคา น้ํามันดิบที่สูงขึ้น
มุมมองผู้บริหาร รายได้จากการขายเติบโตต่อเนื่อง ในปี 2565 มีการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัว โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะมีการปรับตัวดีขึ้น และการทํากิจกรรมทางธุรกิจ สามารถดําเนินได้มากขึ้น
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=8541 out_tok=3542 at=2026-07-26T04:32:36 -->
SELIC กำไรสุทธิ Q3/2566 พุ่ง 221.3% รับธุรกิจสุขภาพโตแกร่ง-มาร์จิ้นดีขึ้น
ยอดขายรวมโต 19.1% YoY จากการขยายช่องทางขายธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ขณะที่กำไรขั้นต้นพุ่ง 51.0% YoY จากสัดส่วนผลิตภัณฑ์ B2C ที่มีมาร์จิ้นสูงขึ้น
บริษัท ซีลิค คอร์พ จำกัด (มหาชน) หรือ SELIC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีรายได้รวม 483.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% จากไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 19.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มช่องทางขายและการผลิตในธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่สามารถเข้าถึงลูกค้าทั้งในและต่างประเทศได้มากขึ้น ขณะที่ธุรกิจกาวอุตสาหกรรมและธุรกิจสติ๊กเกอร์มียอดขายทรงตัวและเติบโตตามลำดับ อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 51.0% YoY มาอยู่ที่ 145.99 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 30.3% ซึ่งสูงขึ้นจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแรงหนุนจากธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพซึ่งเป็นกลุ่ม B2C ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นในธุรกิจกาวอุตสาหกรรมและสติ๊กเกอร์ ส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้น 128.2% YoY และกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 221.3% YoY เป็น 45.36 ล้านบาท
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ SELIC ในไตรมาส 3/2566 เติบโตอย่างก้าวกระโดด มาจาก **การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ประกอบกับการปรับตัวดีขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นในทุกกลุ่มธุรกิจ**
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
1. **ธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Health Products) เป็นเครื่องยนต์หลัก:** ธุรกิจนี้มียอดขายเติบโตถึง 137.7% YoY ในไตรมาส 3/2566 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการขยายช่องทางขายทั้งแบบ Traditional Trade (OTC) และ Modern Trade รวมถึงการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในโรงพยาบาล และการผลักดันการขายไปยังกลุ่มประเทศ AEC เช่น ลาวและเมียนมา นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการขยายตลาดไปยังกัมพูชาในอนาคต ซึ่งธุรกิจกลุ่มนี้มีลักษณะเป็น Business to Consumer (B2C) ทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin - GPM) ที่สูงกว่าธุรกิจ B2B
2. **GPM ที่ดีขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ:** นอกเหนือจาก GPM ที่สูงของธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแล้ว ธุรกิจกาวอุตสาหกรรมและธุรกิจสติ๊กเกอร์ก็สามารถทำ GPM ได้ดีขึ้นเช่นกัน ซึ่งส่งผลให้ GPM รวมของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 26.8% ใน 9 เดือนแรกของปีก่อน เป็น 30.3% ในไตรมาส 3/2566 และ 26.8% ใน 9 เดือนแรกปีนี้ การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง 4.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ยังช่วยสนับสนุนผลกำไรให้ดีขึ้นอีกด้วย
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก:** ฝ่ายบริหารระบุว่าธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจะยังคงเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตในปี 2566 และมีแผนขยายตลาดและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงธุรกิจเพื่อเตรียมรับการเติบโตหลังภาวะเศรษฐกิจถดถอยในตลาดต่างประเทศก็เป็นสัญญาณเชิงบวก อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกาวอุตสาหกรรมและสติ๊กเกอร์ยังคงเผชิญความท้าทายจากการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจถดถอยในบางตลาด ซึ่งอาจส่งผลต่อความผันผวนของยอดขายและ GPM ในระยะสั้น การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาระดับกำไรที่ดีขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความต่อเนื่องของผลประกอบการ
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพุ่ง 221.3% YoY:** แตะ 45.36 ล้านบาทในไตรมาส 3/2566 จาก 14.09 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้รวมเติบโต 19.1% YoY:** อยู่ที่ 483.22 ล้านบาท จาก 405.74 ล้านบาทในปีก่อน
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ก้าวกระโดด:** เพิ่มขึ้นเป็น 30.3% จาก 24.7% ในไตรมาส 3/2565
* **ธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเติบโตโดดเด่น:** ยอดขายเพิ่มขึ้น 137.7% YoY
* **EBITDA เพิ่มขึ้น 128.2% YoY:** อยู่ที่ 86.61 ล้านบาท
* **การบริหารค่าใช้จ่ายมีประสิทธิภาพ:** ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้ลดลง
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3/2566 SELIC มีรายได้จากการขายและบริการรวม 482.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% จากไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 19.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มช่องทางขายและการผลิตในธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่สามารถเข้าถึงลูกค้าทั้งในและต่างประเทศได้มากขึ้น ขณะที่ธุรกิจกาวอุตสาหกรรมมียอดขายทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 21.7% YoY เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของตลาดต่างประเทศ ส่วนธุรกิจสติ๊กเกอร์มียอดขายเพิ่มขึ้น 4.9% QoQ แต่ลดลง 5.1% YoY
ต้นทุนขายในไตรมาสนี้อยู่ที่ 336.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% QoQ และ 9.0% YoY ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 145.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% QoQ และ 51.0% YoY โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 30.3% จาก 24.7% ในไตรมาส 3/2565 ซึ่งเป็นผลมาจากสัดส่วนรายได้จากธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มี GPM สูงขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นในธุรกิจอื่นๆ
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 79.78 ล้านบาท ลดลง 4.4% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 14.9% YoY โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย 27.53 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหาร 52.25 ล้านบาท อัตราค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้จากการขายปรับตัวลดลง ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
EBITDA ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 86.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.6% QoQ และ 128.2% YoY ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 45.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102.5% QoQ และ 221.3% YoY ซึ่งเป็นการเติบโตที่โดดเด่นจากทุกกลุ่มธุรกิจ
สำหรับผลประกอบการในรอบ 9 เดือนแรกปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 1,394.11 ล้านบาท เติบโต 17.7% YoY และกำไรขั้นต้น 372.42 ล้านบาท เติบโต 40.7% YoY โดยมี GPM อยู่ที่ 26.8% EBITDA เติบโต 81.8% YoY และกำไรสุทธิ 77.96 ล้านบาท เติบโต 117.1% YoY
## โอกาส
* **การเติบโตของธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ:** การขยายช่องทางขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการเพิ่มประเภทสินค้าเข้าสู่กลุ่มโรงพยาบาล เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้และกำไรที่สูงขึ้น
* **การขยายตลาดต่างประเทศ:** แม้จะมีความท้าทาย แต่การมีคำสั่งซื้อจากบางประเทศหลักที่กลับเข้ามาในช่วงปลายไตรมาส และการปรับปรุงธุรกิจเพื่อเตรียมรับการเติบโตหลังภาวะเศรษฐกิจถดถอย เป็นสัญญาณบวกสำหรับตลาดส่งออกในไตรมาส 4/2566 และปีถัดไป
* **การลงทุนเพื่อการเติบโต:** บริษัทมองหาโอกาสในการร่วมทุนหรือซื้อกิจการเพื่อผลักดันการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเน้นธุรกิจที่ต่อยอดจากธุรกิจหลัก หรือธุรกิจด้านการแพทย์และเทคโนโลยี
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์รักษ์โลก:** การเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับเทรนด์ความยั่งยืนและตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:** ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในตลาดต่างประเทศส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่มกาวอุตสาหกรรมและสติ๊กเกอร์
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน:** ปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยน อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและกำไร
* **การแข่งขันในตลาด:** การแข่งขันที่รุนแรงในแต่ละกลุ่มธุรกิจอาจส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดและอัตรากำไร
* **การพึ่งพิงตลาดต่างประเทศ:** แม้จะมีสัดส่วนลูกค้าในประเทศที่พอเหมาะ แต่การส่งออกยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา โดยเฉพาะในกลุ่มกาวอุตสาหกรรม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มยอดขายธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ:** การเติบโตต่อเนื่องจากการขยายช่องทางและผลิตภัณฑ์ใหม่
* **สัญญาณการฟื้นตัวของตลาดส่งออก:** โดยเฉพาะในกลุ่มกาวอุตสาหกรรมและสติ๊กเกอร์
* **ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน:** ท่ามกลางความผันผวนของราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน
* **ความคืบหน้าของการลงทุนใหม่:** การร่วมทุนหรือการซื้อกิจการที่อาจเกิดขึ้น
* **ผลตอบรับจากตลาดใหม่:** เช่น กัมพูชา และการขยายสู่กลุ่มโรงพยาบาล
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
**ธุรกิจกาวอุตสาหกรรม:** มียอดขาย 133.75 ล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 21.7% YoY ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Solvent และ Water Based ที่ยอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ Hot Melt มียอดขายเพิ่มขึ้น 26.6% QoQ และ 8.9% YoY จากการเติบโตทั้งในประเทศและสัญญาณบวกจากตลาดต่างประเทศที่เริ่มกลับมาในช่วงปลายไตรมาส อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจนี้อยู่ที่ 25.4% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน
**ธุรกิจสติ๊กเกอร์หรือฉลากกาวในตัว:** มียอดขาย 204.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% QoQ แต่ลดลง 5.1% YoY ตลาดในประเทศยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ฟิล์มที่เติบโต 13.9% QoQ และ 8.9% YoY ขณะที่ผลิตภัณฑ์กระดาษเติบโตได้ดีในประเทศแต่ลดลง YoY ความต้องการของตลาดต่างประเทศยังคงมีความผันผวน สัดส่วนการขายในประเทศอยู่ที่ 66% และต่างประเทศ 34%
**Utilization, Order Book, ราคาวัตถุดิบ:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization หรือ Order Book โดยตรง แต่กล่าวถึงสัญญาณบวกจากคำสั่งซื้อของบางประเทศหลักที่กลับเข้ามาในช่วงปลายไตรมาสสำหรับธุรกิจกาวอุตสาหกรรม ส่วนราคาวัตถุดิบไม่ได้มีการกล่าวถึงเป็นพิเศษ แต่การที่ GPM ปรับตัวดีขึ้นในภาพรวมอาจบ่งชี้ถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี หรือการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้
**การส่งออก:** สัดส่วนการขายต่างประเทศในไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 27% ของรายได้รวม โดยธุรกิจกาวอุตสาหกรรมมีสัดส่วนต่างประเทศ 42% และธุรกิจสติ๊กเกอร์มีสัดส่วนต่างประเทศ 34% ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในทั้งสองธุรกิจ
**ค่าเงิน:** ไม่ได้มีการกล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรงในเอกสาร
**สินค้าคงคลัง:** ไม่ได้มีการกล่าวถึงระดับสินค้าคงคลังโดยตรง แต่สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 7.4% จากปี 2565 ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือของธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่กำลังขยายตัว
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 3/2566 สินทรัพย์รวมของบริษัทอยู่ที่ 2,987.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4% จากสิ้นปี 2565 โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือของธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่กำลังขยายตัว รวมถึงการลงทุนในเครื่องจักรใหม่ของธุรกิจสติ๊กเกอร์
หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,683.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.8% จากสิ้นปี 2565 ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้า ในขณะที่เงินกู้ยืมลดลง
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,303.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากสิ้นปี 2565 โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากกำไรสะสมที่เพิ่มมากขึ้น
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ประมาณ 1.29 เท่า (1,683.61 / 1,303.64) ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน
กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน, การลงทุน, และการจัดหาเงิน ไม่ได้มีการระบุรายละเอียดในเอกสาร MD&A ฉบับนี้
## สรุปท้าย
SELIC โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3/2566 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 221.3% YoY เป็น 45.36 ล้านบาท จากการขับเคลื่อนหลักของธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 137.7% YoY ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ธุรกิจกาวอุตสาหกรรมและสติ๊กเกอร์จะยังเผชิญความท้าทายจากการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจโลก แต่สัญญาณบวกจากคำสั่งซื้อที่กลับมาในช่วงปลายไตรมาส และแผนการขยายตลาดอย่างต่อเนื่องของธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ รวมถึงโอกาสจากการลงทุนใหม่ๆ ทำให้บริษัทมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและราคาวัตถุดิบที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะสั้น
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SELIC ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
513.00
ล้านบาท
↓ 7.6% YoY
กำไรขั้นต้น
177.78
ล้านบาท
↑ 2.1% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
34.66
%
กำไรสุทธิ
44.48
ล้านบาท
↑ 32.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
8.67
%
D/E Ratio
0.95
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
513
↓ -7.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
178
↑ + 2.1%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
44
↑ + 32.9%
YoY
D/E Ratio
0.95
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SELIC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.95
ROE (%)
12.62
ROA (%)
9.17
Book Value/หุ้น
1.91
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SELIC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-264
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+13
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SELIC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-264.12
+73.11%
|
-152.57
+94.46%
|
-78.46
-46.56%
|
-146.81
-1.44%
|
-148.96
-171.65%
|
207.91
+40.10%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
13.42
-81.26%
|
71.61
+917.19%
|
7.04
-101.41%
|
-500.30
+1,356.05%
|
-34.36
+198.52%
|
-11.51
-98.57%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
195.78
-478.54%
|
-51.72
-136.09%
|
143.32
-67.50%
|
440.96
+1,674.49%
|
24.85
-115.37%
|
-161.73
-128.82%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-33.80
-81.41%
|
-181.84
-355.57%
|
71.15
-139.00%
|
-182.44
+54.93%
|
-117.76
-436.65%
|
34.98
-136.41%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
297.25
+130.96%
|
128.70
-29.57%
|
182.73
+80.56%
|
101.20
-32.39%
|
149.69
+30.49%
|
114.71
-45.58%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
325.89
+9.63%
|
297.25
+130.96%
|
128.70
-30.25%
|
184.52
+82.33%
|
101.20
-32.39%
|
149.69
+30.49%
|