บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล 1969 จำกัด (มหาชน)
SET · เงินทุนและหลักทรัพย์
1.81
0.01 (0.55%)
สรุปสั้น
กำไรสุทธิที่ลดลง สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ย จํานวน 565.12 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามการลดลงของเงินให้สินเชื่อ
โดยในรอบนี้ เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับสุทธิ เท่ากับ 6,051.67 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2563 ที่ 11,484.56 ล้านบาท
และ การลดลงของกําไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนจํานวน 38.11 ล้านบาท
ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของเงินลงทุนและการวัดมูลค่าตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 โดยมีมูลค่า
ลดลงจํานวน 38.42 ล้านบาท รวมถึงมีการลดลงของผลขาดทุนจากการขายเงินลงทุนจํานวน 0.31 ล้านบาท
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=10000 out_tok=2697 at=2026-07-26T03:10:31 -->
# SCAP พลิกกำไร Q3 รับแรงหนุนท่องเที่ยวฟื้น-เปิด “คาร์นิวัลเมจิก”
## รายได้-กำไรฟื้นตัวชัดเจน หลังคลายล็อกดาวน์ ดันยอดขายบัตร-อาหารพุ่ง ขณะที่ต้นทุนการเงินลดลง
บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล 1969 จำกัด (มหาชน) หรือ SCAP รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 107.80 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 214.24 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากการกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบของธุรกิจในเครือ ทั้งซาฟารีเวิลด์ ภูเก็ตแฟนตาซี และการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการของ “คาร์นิวัลเมจิก” ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมาก
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ SCAP พลิกจากขาดทุนกลับมามีกำไรในไตรมาส 3/2565 คือ **การกลับมาของรายได้จากการดำเนินงานที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด** โดยเฉพาะรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมและรายได้จากการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 และการกลับมาของนักท่องเที่ยว ประกอบกับการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบของธุรกิจในเครือ รวมถึงการเปิดตัวโครงการใหม่ "คาร์นิวัลเมจิก" นอกจากนี้ การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนทางการเงินก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนกำไร
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การกลับมาของรายได้มาจากหลายปัจจัยประการแรก การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้สามารถเปิดให้บริการ "ซาฟารีเวิลด์" ได้ 6 วันต่อสัปดาห์ และ "ภูเก็ตแฟนตาซี" ได้ 2 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าหลักอย่างอินเดียและอาหรับ ประการที่สอง การกลับมาเปิดภาคการศึกษาปกติของนักเรียน ทำให้นักเรียนกลับมาท่องเที่ยวทัศนศึกษาเป็นกลุ่มมากขึ้น ประการที่สาม การเปิดให้บริการ "คาร์นิวัลเมจิก" อย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2565 ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่คาดหวังจะเป็นแลนด์มาร์กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานรวมในไตรมาส 3/2565 เพิ่มขึ้นถึง 3,013.19% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ในส่วนของต้นทุนทางการเงินที่ลดลงอย่างมากถึง 45.09% เกิดจากการที่ในไตรมาส 3/2564 โครงการคาร์นิวัลเมจิกได้หยุดก่อสร้างชั่วคราว ทำให้รับรู้ต้นทุนโครงการเข้าเป็นต้นทุนทางการเงิน แต่ในไตรมาส 3/2565 โครงการได้เปิดให้บริการแล้ว จึงไม่มีการรับรู้ต้นทุนส่วนนี้เข้ามาอีก
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยฝ่ายจัดการคาดว่าหากสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยกลับมาคึกคักเช่นเดิมก่อนเกิดการแพร่ระบาด และนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น รัสเซีย จีน สามารถเดินทางกลับมาท่องเที่ยวได้อย่างเสรี จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อรายได้ของกลุ่มบริษัทต่อไปในอนาคต การเปิดตัว "คาร์นิวัลเมจิก" ซึ่งเป็นธีมปาร์คขนาดใหญ่ คาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มผลประกอบการในอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องของรายได้จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การท่องเที่ยวโลกและการเดินทางระหว่างประเทศเป็นสำคัญ
## Highlight สำคัญ
* **พลิกกำไรสุทธิ:** SCAP กลับมามีกำไรสุทธิ 107.80 ล้านบาทในไตรมาส 3/2565 จากที่ขาดทุนสุทธิ 214.24 ล้านบาทในไตรมาส 3/2564
* **รายได้พุ่ง 3,013.19%:** รายได้จากการดำเนินงานรวม 328.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
* **ต้นทุนทางการเงินลดลง 45.09%:** การรับรู้ต้นทุนโครงการคาร์นิวัลเมจิกที่ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมาก
* **เปิดตัว "คาร์นิวัลเมจิก":** โครงการธีมปาร์คแห่งใหม่เริ่มเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการ คาดหวังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในอนาคต
* **หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น:** หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 11.86% เป็น 6,996.24 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืมเพื่อใช้ในการก่อสร้างโครงการคาร์นิวัลเมจิก
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3/2565 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 328.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,013.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งมีรายได้เพียง 10.54 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการกลับมาเปิดให้บริการของธุรกิจในเครือและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้กำไรขั้นต้นพลิกจากขาดทุน 47.78 ล้านบาท มาเป็นกำไร 163.99 ล้านบาท แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นตามการดำเนินงาน แต่ด้วยต้นทุนทางการเงินที่ลดลงอย่างมาก ทำให้บริษัทฯ สามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 107.80 ล้านบาท
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 614.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 125.53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และสามารถลดการขาดทุนสุทธิลงเหลือ 398.22 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 685.01 ล้านบาทในปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว:** การผ่อนคลายมาตรการเดินทางระหว่างประเทศ และการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าหลัก จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้
* **"คาร์นิวัลเมจิก" แลนด์มาร์กใหม่:** การเปิดให้บริการเต็มรูปแบบของธีมปาร์คแห่งใหม่ คาดหวังว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
* **การกลับมาของกรุ๊ปนักเรียน:** การยกเลิกการเรียนออนไลน์ ทำให้นักเรียนกลับมาท่องเที่ยวทัศนศึกษาเป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นรายได้ที่สำคัญ
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของสถานการณ์โควิด-19:** การกลับมาระบาดอีกครั้ง หรือการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว:** การแข่งขันที่สูงขึ้นในธุรกิจสวนสนุกและแหล่งท่องเที่ยว อาจส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดและราคา
* **ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก:** ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว
* **การบริหารโครงสร้างหนี้:** อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ค่อนข้างสูง (3.45 เท่า) อาจเป็นความเสี่ยงหากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ:** การฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดหลัก เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย
* **ผลประกอบการของ "คาร์นิวัลเมจิก":** ประสิทธิภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ของโครงการใหม่
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** การควบคุมค่าใช้จ่ายในการขาย บริหาร และต้นทุนอื่นๆ ให้สอดคล้องกับรายได้
* **การบริหารจัดการหนี้สิน:** ความคืบหน้าในการบริหารโครงสร้างเงินทุน และการลดอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
* **การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเดินทางระหว่างประเทศ:** การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
* **รายได้จากการดำเนินงาน:** รายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชม 224.79 ล้านบาท, รายได้อาหารและเครื่องดื่ม 50.47 ล้านบาท, รายได้อื่น 62.87 ล้านบาท
* **ต้นทุนขายและบริการ:** เพิ่มขึ้น 248.79% เป็น 125.32 ล้านบาท สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ:** เพิ่มขึ้น 1,166.67% เป็น 19.76 ล้านบาท จากการเปิดให้บริการมากขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหาร:** เพิ่มขึ้น 107.69% เป็น 205.18 ล้านบาท จากจำนวนวันและพนักงานที่เพิ่มขึ้น
* **ต้นทุนทางการเงิน:** ลดลง 45.09% เป็น 47.83 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีการรับรู้ต้นทุนโครงการคาร์นิวัลเมจิก
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** 9,025.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.96% จากสิ้นปี 2564 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและเงินสดฯ ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากการรับรู้โครงการคาร์นิวัลเมจิกเป็นทรัพย์สินถาวร
* **หนี้สินรวม:** 6,996.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.86% จากสิ้นปี 2564 โดยส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการก่อสร้างโครงการคาร์นิวัลเมจิก และเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** 2,029.40 ล้านบาท ลดลง 16.40% จากสิ้นปี 2564 เนื่องจากผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิสำหรับงวด 9 เดือน
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น:** 3.45 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 2.40 เท่า ณ สิ้นปี 2564
* **กระแสเงินสด:** กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 71.13 ล้านบาท, ใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 238.32 ล้านบาท, ได้มาในกิจกรรมจัดหาเงิน 187.02 ล้านบาท ส่งผลให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดปลายงวดเพิ่มขึ้นเป็น 36.34 ล้านบาท
## สรุปท้าย
SCAP พลิกเกมกลับมามีกำไรในไตรมาส 3/2565 ได้อย่างน่าประทับใจ จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบของธุรกิจในเครือ รวมถึงการเปิดตัวโครงการใหม่ "คาร์นิวัลเมจิก" ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนรายได้ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าฐานะทางการเงินจะยังคงมีหนี้สินในระดับสูง แต่แนวโน้มการดำเนินงานที่สดใสขึ้น ประกอบกับโอกาสจากการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง ทำให้ SCAP เป็นหุ้นที่น่าจับตาในระยะต่อไป โดยต้องติดตามความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและหนี้สิน รวมถึงการตอบรับของตลาดต่อโครงการใหม่เป็นสำคัญ
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SCAP ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
1,536.85
ล้านบาท
↓ 14.6% YoY
กำไรขั้นต้น
1,323.31
ล้านบาท
↓ 17.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
86.11
%
กำไรสุทธิ
219.24
ล้านบาท
↑ 17.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
14.27
%
D/E Ratio
1.55
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
1,537
↓ -14.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
1,323
↓ -17.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
219
↑ + 17.9%
YoY
D/E Ratio
1.55
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SCAP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.55
ROE (%)
8.17
ROA (%)
6.49
Book Value/หุ้น
1.73
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SCAP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-4,402
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-154
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SCAP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2562 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-4,402.11
-252.65%
|
2,883.82
-78.56%
|
13,451.84
+2,825.90%
|
459.75
-81.07%
|
2,428.68
|
— |
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-154.35
-2,504.21%
|
6.42
-108.51%
|
-75.42
-104.73%
|
1,593.68
|
0.00
|
— |
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
6,387.31
-398.12%
|
-2,142.55
-83.60%
|
-13,064.83
+284.90%
|
-3,394.30
+329.79%
|
-789.76
|
— |
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
1,830.84
+144.87%
|
747.69
-184.48%
|
-885.04
-39.80%
|
-1,470.09
-1,239.96%
|
128.96
|
— |
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
2,452.69
+298.99%
|
614.73
+2.50%
|
599.73
-2.51%
|
615.15
+44.87%
|
424.61
-51.73%
|
— |
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
1,792.47
-26.92%
|
2,452.69
+298.99%
|
614.73
+24.35%
|
494.37
-19.63%
|
0.00
|
— |