บริษัท สาลี่อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.58
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
{
"documents": [
{
"id": "SALEE_2569_1_financial_explanation_5e92746775f34321971096828b54165a",
"content": "บริษัท สาลีอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)\nSalee industry Public Company Limited. SLI. 007/2569\n12 พฤษภาคม 2569\nแบบการเปิดเผยข้อมูลการจัดทำการวิเคราะห์และคำอธิบายระหว่างกาลของฝ่ายจัดการ สำหรับงบ\nการเงินประจำไตรมาสที 1ปี2569 สินสุควันที 31 มีนาคม 2569\nกรรมการผูจคการ\nตลาดหลักทรัพย์ใหม่ญู\n1.\nาพรวมการดาเนนธุรกจ เศรษฐกจและภาวะอูตสาหกรรมทมผลกระทบตอการดาเนนงาน\n1.1 สำหรับกลุ่มบริษัทมีธุรกิจหลักอยู่ 2 ธุรกิจคือ 1.1.1\nธุรกจผลตชนสวนพลาสตก ดำเนินการโดย บริษัท สาลอุตสาหกรรม (มหาชน) และบรษท เพชรสยาม (ประเทศไทย) 1.1.2\nธุรกิจผลิตฉลากสินค้า ดำเนินการโดย บริษัท สาลิพรินท์ติง จำกัด (มหาชน)\nธรกจผลตชนสวนพลาสตก\nญ ก ลุ่มลูกค้า ในลักษณะรับจ้างผลิต (Original Equipment Manufacturer 030 OEM)\nคำเนินการโดยบริษัท\nลูกค้าส่วนให ญจะนาสนคาของบ ริษัทไปปร กอบเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าเพื่อการบริโภค\nไนประเทศและเพื่อการส่งออกอีกทีหนึ่ง กลุ่มลูกคํ้าส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ในหลาย\nอุตสาหกรรมเช่นอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและของใช้ในครัวเรือน ชินส่วน\nอเลกทรอนกส ยานยนต เครื่องใช้สำนักงาน เป็นต้น ฑำให้มีการกระจายความเสียงใน\nค้านของกลุมธุรกจของลูกค้าตามกลยุทธการคาเนนธุรกจของบรษทเมอ\nอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมีภาวะอุตสาหกรรมทีตกตำลงก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อ\nผลประกอบการของบริษัทอย่างรุนแรงนัก\nบ กลุ่มลูกค้าโมเดิร์นเทรค คำเนินการโดยบริษัทย่อย คีคือ บริษัท เพชรสยาม (ประ ไทย) จำกัด\nลูกค้าจะนำสินค้าของบริษัทย่อยไปขายตรงให้กับผู้บริโภคอีกทีหนึ่ง โดยกลุ่มลูกค้าส่วน\nใหญ่กีคือ ศูนย์การค้าโมเดิร์นเทรดต่าง ๆเช่นบิกซีโลตัส แม็คโคร ไทวัสดุโฮมโปร\nเป็นต้น\nธุรกิจผลิตฉลากสินค้า ส่วนใหญ่กลุ่มลูกค้าเกือบทั้งหมดจะอยู่ในอุตสาหกรรมสินค้า\nอุปโภคบริโภค และนำสินค้าของบริษัทไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าทั้งเพื่อการ\nบริโภคในประเทศและเพื่อการส่งออกด้วย ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภค\nบริโภคข้ามชาติรายใหญ่ของโลก โดยกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมนี้ส่วนไหญ่จะมีการ\n18หมู่10 ต.คลองสีอ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร. (662) 529-5968-99 โทรสาร. สำนักงาน (662) 529-59\nโ งงาน.\n529-5957\n1810 Tumbol Klong si, Amphur Klong Luang, Pathumthani 12120 Tel. (662) 529-5968-99: Office (662) 529-5\n9 F&ctory. (662) 529-5957",
"metadata": {
"company": "SALEE",
"year": 2569,
"quarter": 1,
"category": "financial_explanation",
"source": "PDF",
"document_type": "คำอธิบายงบการเงิน",
"page_number": 1,
"tags": [
"บริษัท",
"อุตสาหกรรม",
"ลูกค้า",
"สินค้า",
"ธุรกิจ",
"บริโภค",
"สำหรับ",
"กจผลตชน",
"ดำเนินการ",
"ประเทศ"
],
"ocr_engine": "tesseract_soft_psm11"
}
},
{
"id": "SALEE_2569_1_financial_explanation_578a2516e8604216b1f67bb2c789b4cf",
"content": "เติบโตที่คีเนื่องจากเป็นสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ทำให้ยอคขายของบริษัทมีความ\n\nมั่นคงในค้านความต้องการของสินค้าและเติบโตขึ้นตามการบริโภคที่เพิ่มขึ้น แต่อาจมีความเสี่ยงจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในธุรกิจผลิตฉลากสินค้าจากการเข้ามาของคู่แข่ง\n\nจากต่างประเทศ\n\nสำหรับกลยุทธ์การคำเนินงานของกลุ่มบริษัทเน้นการเติบโตอย่างมั่นคง โดยมุ่งไปที่ลูกค้า\n\nที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนในประเทศไทย\n\n1.2\n\nภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงจากกำลังซื้อที่ลคลงและภาวะสงครามในบางพื้นที่ส่งผล\n\nต่อความต้องการสินค้าในตลาดโลก รวมถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่คีนัก โดยเห็นได้จากการคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (602)2569 โดยสภาพัฒน์ฯ i\n\nเติบโตค่อนข้างตำที่ประมาณ 1.5-2.5%\n\n1.3\n\nภาวะตันทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบและตั้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วง\n\nปลายไตรมาสที่ 1ปี2569 ตามราคาน้้ามันที่สูงขึ้นจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง\n\nโดยเฉพาะตั้นทุนทางด้านเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนพลาสติก\n\n1.4\n\nภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมทั้งธุรกิจรับจ้างผลิตชิ้นส่วนพลาสติกและธุรกิจพิมพ์ฉลากสินค้าค่อนข้างสูงเนื่องจากมีผู้ผลิตจำนวนมาก แต่สำหรับลูกค้าที่ต้องการสินค้า\n\nคุณภาพสูงที่เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของกลุ่มบริษัทจะมีการแข่งขันที่น้อยกว่ามาก\n\nเนื่องจากต้องการความเชี่ยวชาญที่สูงกว่าในคารผลิต\n\nสรุปเหตุการณ์และพัฒนาการที่ลำคัญ\n\n2.1 บริษัทฯ ได้มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ซึ้งมีวาระที่สำคัญศือ การจ่ายเงินปันผลจากผลการคำเนินงานปี 2568 และจากกำไรสะสม\n\nให้แก่ผู้ถือหุ้นจำนวน 1.520,484,068หุ้นในอัตราหุ้นละ 0.012 (หนึ่งจุดสองสตางค์)รวม\nเป็นเงินทั้งสิ้น 18,245,808.82บาทโดยกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินบันผลไนครั้งนี้\n\n(@๐๐๐ ๓9) ในวันที่ 30 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินบันผลในวันที่ 22 พฤษภาคม\n\n2569\n\n2.2\n\nบริษัทย่อยคือบริษัท สาลี่พริ้นท์ติ้ง จำกัด (มหาชน) ได้มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นสามัญ\n\nประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โดยมีการอนุมัติให้โอนเงินทุนสำรองและส่วน\n\nเกิมมูลค่าหุ้นเพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสมของบริษัท ซึ่งมีผลให้บริษัทย่อยดังกล่าวสามารถ\n\nทำการจ่ายเงินปันผลได้หากผลการดำเนินงานมีกำไรในอนาคต\n\n3. สรุปผลการเนินงาน\n\n3.1 รายได้จากการขายและบริการ\n\nรายได้\naw\n\nบ๕<",
"metadata": {
"company": "SALEE",
"year": 2569,
"quarter": 1,
"category": "financial_explanation",
"source": "PDF",
"document_type": "คำอธิบายงบการเงิน",
"page_number": 2,
"tags": [
"สินค้า",
"บริษัท",
"เติบโต",
"ธุรกิจ",
"วันที่",
"การแข่งขัน",
"ลูกค้า",
"ต้องการ",
"ที่สูง",
"พลาสติก"
],
"ocr_engine": "tesseract_soft_psm11"
}
},
{
"id": "SALEE_2569_1_financial_explanation_6d2b9c1fddc14057be1900c373dcaf7e",
"content": "ในไตรมาสที่ 1ปี2569 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมเท่ากับจำนวน 371 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก จำนวน 355 ล้านบาท ไนช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มชื้นประมาณร้อยละ 5 เนื่องมาจากยอคขายที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจรับจ้างผลิตชิ้นส่วนพลาสติก จากการเข้ามาลงทุนที่เพิ่ม มากขึ้นของบริษัทข้ามชาติในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงยอดขาย ที่ยังเติบโตได้ดีของธุรกิจพิมพ์ฉลากสินค้า โดยมีรายละเอียดดังนี้ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนพลาสติก ก) กล่มลูกค้าในลักษณะรับจ้างผลิต(0พอโท1 วีศุนโทพเอท1 ให้แทนแอก๒๐ หรือ015717) ดำเนินการโดยบริษัท รายได้รวมจากธุร กิจผลิตชิ้นส่วนพลาสติกในกลุ่มนี้ในไตรมาสที่1ปี2569 มีจำนวนประมาณ 114 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัท ซึ่งมียอดรายได้รวมจากธุรกิจรับจ้างผลิตชิ้นส่วนพลาสติก เพิ่มขึ้นจากปีก่อนค่อนข้างมากหรือคิดเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 28 เนื่องจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าที่เป็นบริษัทจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนสร้าง ฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคกืดกันทางการค้าระหว่าง ประเทศสหรัฐอเมริกาและจีนเช่นอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ประเภท แผงวงจร 268 อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ข) กลุ่มลูกค้าโมเดิร์นเทรด ดำเนินการโดยบริษัทย่อยคือบริษัท เพชรสยาม (ประเทศ ไทย) จำกัด\nรายได้รวมจากธุรกิจผลิตสินค้าพลาสติกในกลุ่มนี้ในไตรมาสที่ 1ปี2569 มีจำนวน ประมาณ 109 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 29 ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัทซึ่งรายได้ดังกล่าวลดลงประมาณร้อยละ 5 จากเทียบกับปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อใน ประเทศยังคงซบเซาจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังคงชะลอตัว ทั้งนี้บริษัทย่อยได้พยายามออกสินค้าใหม่ๆ ให้มีรูปแบบที่ทันสมัยและสนองความต้องการของลูกค้า ได้มากขึ้น โดยลูกค้าในกลุ่มนี้คือ ศูนย์การค้าโมเดิร์นเทรดต่าง ๆ ได้แก่บิ๊กซีโลตัส แม็คโคร ไทวัสดุโฮมโปร เป็นต้น ธุรกิจผลิตฉลากสินค้า รายได้รวมจากธุรกิจผลิตฉลากสินค้าใน ไตรมาสที่ 1ปี2569 มีจำนวน 155 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 41 ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัท ซึ่งรายได้ดังกล่าวลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนประมาณร้อยละ 1 ทั้งนี้บริษัทย่อยได้มีการขยายฐาน ลูกค้าให้กว้างขึ้นและมีสินค้าใหม่ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงการมีจำนวนลูกค้าราย ใหญ่เพิ่มมากรายขึ้น เพื่อรักษายอคขายและสร้างความเติบโตในระยะยาว แม้จะประสบ การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรม\n๕\nค “-",
"metadata": {
"company": "SALEE",
"year": 2569,
"quarter": 1,
"category": "financial_explanation",
"source": "PDF",
"document_type": "คำอธิบายงบการเงิน",
"page_number": 3,
"tags": [
"บริษัท",
"รายได้",
"ร้อยละ",
"ธุรกิจ",
"ลูกค้า",
"สินค้า",
"เพิ่มขึ้น",
"ชิ้นส่วน",
"พลาสติก",
"ไตรมาส"
],
"ocr_engine": "tesseract_soft_psm11"
}
},
{
"id": "SALEE_2569_1_financial_explanation_02bcdbb602594b58a1b784102103ab72",
"content": "ทั้งนี้รายได้รวมของแต่ละกิจการและอัตราร้อยละต่อรายได้รวมที่นำมาแสดง เป็นรายได้ที่ไม่ได้ตัดรายการระหว่างกัน\n3.2 ติ้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร\nv\na\nตินทุนขายและคาเชจาย\nาใช้จ่าย\nในไตรมาสที่ 1ปี2569 อัตราส่วนตั้นทุนขายต่อยอดขายอยู่ที่ประมาณร้อยละ 74 ซึ่งลดลงเมื่อ\nเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่อยู่ที่อัตราร้อยละ 75 เพราะต้นทุนบางส่วนเป็นต้นทุน\nคงที่ที่ไม่เพิ่มชื้นตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น\nในไตรมาสที่ 1ปี2569 มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจำนวน 72 ล้านบาท ซึ้งเท่ากันกคับ\nในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในปีนี้มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่ร้อยละ 20 ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ร้อยละ 21 เพราะค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารบางส่วน\nเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ที่ไม่เพิ่มขึ้นตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น\nทั้งนี้กลุ่มบริษัทพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นและการปรับปรุงขั้นตอนการ\nทำงานต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น\nธุรกิจผลิตชิ้นส่วนพลาสติก\nก กลุ่มลูกค้าในลักษณะรับจ้างผลิต (0เขอโทด1 Equipment Manufacturer 170 OEM)\nต้นทุนขายของธุรกิจผลิตชื้นส่วนพลาสติกในกลุ่มนี้ในไตรมาสที่ 1ปี2569 อยู่ที่ประมาณ\nร้อยละ 79 ของยอดขาย ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ประมาณร้อยละ 82 เนื่องจากยอดขายที่สูงขึ้นประมาณร้อยละ 32 ซึ่งตั้นทุนบางส่วนเป็นต้นทุนคงที่ที่ไม่เพิ่มขึ้นตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทได้พยายามควบคุมตั้นทุนการผลิตโดยการพยายามลดของเสียที่เคิดจาก\nการผลิต รวมถึงการคูแลการใช้จ่ายค้านพลังงานให้ประหยัดเพิ่มมากขึ้น\nสำหรับของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต ได้แก่เศษพลาสติกที่เหลือจากการผลิตหรือ\nชื่นงานเสียที่ไม่ได้มาตรฐาน บริษัทพยายามให้สามารถนำกลับมาใช้ไนการผลิตใหม่ได้อีกโดยกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยให้ตื้นทุนการผลิตลดลง\nค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในไตรมาสที่ 1ปี2569 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 21ของยอคขาย ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ประมาณร้อยละ 25 เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายในการขาย\nและบริหารบางส่วนเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ที่ไม่ผันแปรตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น\nข) กลุ่มลูกค้าโมเดิร์นเทรด\nต้นทุนขายของธุรกิจผลิตสินค้าพลาสติกในไตรมาสที่ 1ปี2569 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 75\nของยอดขาย ซึ่งเท่ากันกับอัตราในปีก่อน\nค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารใน ไตรมาสที่ 1ปี2569 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 22ของยอดขาย ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ประมาณร้อยละ 23 แต่ยังค่อนข้างสูงเนื่องจากเป็น\nค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการขายสินค้าผ่านศูนย์การค้าโมเดิร์นเทรดต่าง ๆ\nLe",
"metadata": {
"company": "SALEE",
"year": 2569,
"quarter": 1,
"category": "financial_explanation",
"source": "PDF",
"document_type": "คำอธิบายงบการเงิน",
"page_number": 4,
"tags": [
"ค่าใช้จ่าย",
"ร้อยละ",
"ยอดขาย",
"บริหาร",
"ปีก่อน",
"ไตรมาส",
"เพิ่มขึ้น",
"ที่อยู่",
"ต้นทุน",
"การผลิต"
],
"ocr_engine": "tesseract_soft_psm11"
}
},
{
"id": "SALEE_2569_1_financial_explanation_bfc42ea021d84a31b358121f22b1f6fe",
"content": "ธุรกิจผลิตฉลากสินค้า\nตั้นทุนขายของธุรกิจพิมพ์ฉลากสินค้าในไตรมาสที่ 1ปี2569 อยู่ที่ประมาณร๊อยละ 73 ของยอดขาย ซึ่งเท่ากันกับอัตราในปีก่อน โดยบริษัทย่อยพยายามขยายฐานคลูกค้ารายใหญ่ในประเทศให้กว้างขึ้น รวมทั้งควบคุมตั้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ตั้นทุนในการผลิต ตำลงและสินค้าสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้มากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารใน ไตรมาสที่ 1ปี2569 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 18ของยอดขาย ซึ้งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนที่อยู่ที่ประมาณร้อยละ 17 เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้าน แรงงานที่สูงขึ้น\nตันทุนทางการเงิน\nกลุ่มบริษัทมีดอกเบี้ยจ่ายในไตรมาสที่ 1ปี2569 เท่ากับจำนวน 0.18 ล้านบาท ซึ้งลดลงจำนวน 0.10 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ้งมีจำนวน 0.28 ล้านบาท เนื่องจากหนี้สิน ตามสัญญาเช่าที่ลดลงจากการทยอยคืนหนี้สินดังกล่าว ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมจากธนาคารระยะสั้นของกลุ่มบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 2.80 -2.85%ต่อปีภาษีเงินได้นิติบุคคล\nในไตรมาสที่ 1ปี2569 กลุ่มบริษัทมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวน 7.19 ล้านบาทซึ่ง เพิ่มขึ้นจำนวน 1.34 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ้งมีจำนวน 5.85 ล้านบาท เนื่องจากกำไรจากการคำเนินงานที่เพิ่มขึ้น\n3.3กำไรกำไรสูทธิสำหรับไตรมาสที่ 1ปี2569 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวมทั้งลิ้น 371 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากจำนวน 355 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และมีผลกำไรสูทธิ 14.64 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 1ปี2569 ซึ่งคิดเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 41 เมื่อ เทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลกำไรสุทธิ 10.38 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุหลักที่กลุ่ม บริษัทฯ มีผลกำไรสูทธิเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากยอดขายของกลุ่มบริษัทฯ ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตชื่นส่วนพลาสติกสำหรับงานรับจ้างผลิตที่ดำเนินการโดยบริษัทแม่เนื่องจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าที่เป็นบริษัทจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนสร้างฐานการ ผลิตในประเทศไทย เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการกืดกันฑางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริการ และจีนเช่นอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ประเภทแผงวงจร 50ธ8 อุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ในขณะที่ธุรกิจพิมพ์ฉลากสินค้าก็ยังสามารถสร้างกำไร ได้ดีในไตรมาสที่ 1ปี2569 กลุ่มบริษัทมีกำไรขั้นต้นจำนวน 94 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 6 ซึ้งสาเหตุที่กำไรขั้นตั้นของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นนั้น เนื่องมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว เพราะ ต้นทุนขายบางส่วนเป็นต้นทุนคงที่ที่ไม่เพิ่มขึ้นตามยอดขายที่สูงขึ้น ๕",
"metadata": {
"company": "SALEE",
"year": 2569,
"quarter": 1,
"category": "financial_explanation",
"source": "PDF",
"document_type": "คำอธิบายงบการเงิน",
"page_number": 5,
"tags": [
"เพิ่มขึ้น",
"บริษัท",
"ไตรมาส",
"ปีก่อน",
"ร้อยละ",
"สินค้า",
"ยอดขาย",
"ธุรกิจ",
"ค่าใช้จ่าย",
"สำหรับ"
],
"ocr_engine": "tesseract_soft_psm11"
}
},
{
"id": "SALEE_2569_1_financial_explanation_ccf4d25f49544aa5a2e2f9ed60e6f61a",
"content": "สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของกลุ่มบริษัทใน ไตรมาสที่ 1ปี2569 อยู่ที่ 20%ซึ่งสดลงจากอัตรา 21% ในในช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร บางส่วนเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ที่ไม่เพิ่มขึ้นตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้กลุ่มบริษัทพยายาม ประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นและการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อทำให้ตั้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆลดลงธุรกิจผลิตชิ้นส่วนพลาสติก ก) กลุ่มลูกคัาในลักษณะรับจ้างผลิต (Original Equipment ManufacturerหรือOEM) มีกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 1ปี2569 อยู่ที่จำนวน 4.58 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 340 เมื่อ เทียบคับในช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีผลกำไรสุทธิจำนวน 1.04 ล้านบาท เนื่องจาก บริษัทมียอดขายที่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณร้อยละ 32 เพราะคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าที่เป็นบริษัทจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคืดกันทางการค๊าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและจีนเช่นอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ประเภทแผงวงจร 508 อุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ทำให้บริษัทมีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น และสัดส่วนต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายก็ลดลงเพราะ บางส่วนเป็นตั้นทุนคงที่ไม่เพิ่มขึ้นตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น ข) กลุ่มลูกค้าโมเดิร์นเทรด\nมีกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 1ปี2569 อยู่ที่จำนวน 2.60 ล้านบาท ซึ้งเพิ่มขึ้นร้อยละ 29 เมื่อ เทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีผลกำไรสุทธิจำนวน 2.02 ล้านบาท เนื่องมาจาก บริษัทย่อยพยายามควบคุมต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งบขันในตลาคได้และ ออกสินค้าใหม่ๆ ให้มีรูปแบบที่ทันสมัยและสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น ธุรกิจผลิตฉลากสินค้า\nมีกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 1ปี2569 อยู่ที่จำนวน 11.56 ล้านบาทซึ่งลดลงร้อยละ 10 เมื่อ เทียบกับในช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีผลกำไรสุทธิจำนวน 12.81 ล้านบาท เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายค้านแรงงานเพิ่มขึ้นในขณะที่มียอดขายและตั้นทุนใกล้เคียงกันกับในปีก่อน\n4. สรุปฐานะการเงิน\n4.1 สินทรัพย์สินทรัพย์รวม\nสินทรัพย์รวมของกลุ่มบริษัทได้เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1 จากจำนวน 1,810 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นจำนวน 1,821 ล้านบาท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เนื่องจากเงินฝาก ประจำธนาคารและเงินลงทุนระยะสั้นที่เพิ่มขึ้น le",
"metadata": {
"company": "SALEE",
"year": 2569,
"quarter": 1,
"category": "financial_explanation",
"source": "PDF",
"document_type": "คำอธิบายงบการเงิน",
"page_number": 6,
"tags": [
"เพิ่มขึ้น",
"ค่าใช้จ่าย",
"บริษัท",
"ปีก่อน",
"กำไรสุทธิ",
"ยอดขาย",
"ร้อยละ",
"ไตรมาส",
"บริหาร",
"ลูกค้า"
],
"ocr_engine": "tesseract_soft_psm11"
}
},
{
"id": "SALEE_2569_1_financial_explanation_5618b4df49274ad68be4b7d2e3414bac",
"content": "กลุ่มบริษัทมีอัตราหมุนของสินทรัพย์รวมเฉลี่ยใน ไตรมาสที่ 1ปี2569 อยู่ที่ประมาณ 0.81เท่าซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราหมุนของสินทรัพย์รวมเฉลี่ยใน ไตรมาสที่ 1ปี2568 ที่อยู่ที่บประมาณ 0.80เท่า(มีการปรับเป็นปีเพื่อการเปรียบเทียบ)\nลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับ\nกลุ่มบริษัทมียอดลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นสุทธิณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เท่ากับ 384ล้านบาท และเท่ากับ 376 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนลูกหนี้การค้า\nและลูกหนี้อื่นต่อสินทรัพย์รวม เท่ากับร้อยละ 21.07 และร้อยละ 20.79 ตามลำดับ\nกลุ่มบริษัทมีระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยในไตรมาสที่ 1ปี2569 อยู่ที่ประมาณ 94วันซึ่งสูงขึ้นเมื่อ\nเทียบกับระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยในไตรมาสที่ 1ปี2568 ที่ประมาณ 88วัน(มีการปรับเป็นปีเพื่อการเปรียบเทียบ) เนื่องจากการปรับระยะเวลาชำระเงินของลูกค้ารายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูงทั้งนี้กลุ่มบริษัทได้พยายามควบคุมไม่ให้มีหนี้ค้างเป็นเวลานาน\nสำหรับลูกหนี้การค้าของกลุ่มบริษัท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ค้างชำระมากกว่า 12 เดือนมีเพียงจำนวน 1.05 ล้านบาท โดยกลุ่มบริษัทได้ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญแล้วเต็มทั้ง\nจำนวน ทั้งนี้กลุ่มบริษัทมีนโยบายตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญทั้งหมดร้อยละ 100 เมื่อมียอดหนี้ค้างเกินกว่า 12 เดือน เว้นแต่เป็นลูกหนี้ที่กลุ่มบริษัทมั่นใจว่าจะสามารถเรียกเก็บได้เนื่องจาก\nได้มีการทยอยจ่ายมาอย่างต่อเนื่อง\nสินค้าคงเหลือ\nกลุ่มบริษัทมียอดสินค้าคงเหลือ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เท่ากับ 148 ล้านบาท และเท่ากับ 139\nล้านบาท ณ วันที่ 31 ชันวาคม 2568 ซึ้งคิดเป็นอัตราส่วนสินค้าคงเหลือต่อสินทรัพย์รวม\nเท่ากับร้อยละ 8.11 และร้อยละ 7.70 ตามลำดับ\nกลุ่มบริษัทมีระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ยใน ไตรมาสที่ 1ปี2569 อยู่ที่ประมาณ 48วันซึ้งเร็วขึ้น\nเมื่อเทียบกับระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ยไนไตรมาสที่ 1ปี2568 ที่ประมาณ 50วัน(บีการปรับ\nเป็นปีเพื่อการเปรียบเทียบ) เนื่องจากกลุ่มบริษัทได้พยายามควบคุมการผลิตสินค้าเฉพาะที่มั่นใจได้ว่าจะสามารถขายได้เท่านั้น เพื่อไม่ให้มีสินค้าคงเหลือมากเกินไป โดยกลุ่มบริษัทจะมีการประชุมกันระหว่างฝ่ายวางแผนการผลิตและฝ่ายขายเป็นประจำทุกสัปดาห์เป็นอย่างน้อย\nในการควมคุมสินค้าคงเหลือดังกล่าว เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากสินค้าที่ค้าง\nสตือคเป็นเวลานาน หรือสินค้าเสื่อมคุณภาพ ทั้งนี้กลุ่มบริษัทได้มีนโยบายชัดเจนในตั้งสำรอง\nสินค้าเสื่อมคุณภาพที่ไม่ได้เคลื่อนไหวเกินกว่า 1 ปีรวมทั้งได้มีการประสานงานกับผู้สอบ\nบัญชีอย่างใกล้ชิดในกรณีดังกล่าวด้วย\na\nที่คิน อาคาร และอุปกรณ์และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน\nณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทมีที่คิน อาคาร อุปกรณ์สินทรัพย์สิทธิการใช้และ\nสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เท่ากับ 643 ล้านบาท และเท่ากับ 668 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ชันวาคม 2568\nซิ่งคิดเป็นอัตราส่วนสินทรัพย์ถาวรต่อสินทรัพย์รวม เท่ากับร้อยละ 35.32 และร้อยละ 36.92\n๒6",
"metadata": {
"company": "SALEE",
"year": 2569,
"quarter": 1,
"category": "financial_explanation",
"source": "PDF",
"document_type": "คำอธิบายงบการเงิน",
"page_number": 7,
"tags": [
"บริษัท",
"สินค้า",
"สินทรัพย์",
"ลูกหนี้",
"วันที่",
"ร้อยละ",
"เฉลี่ย",
"ไตรมาส",
"ระยะเวลา",
"คงเหลือ"
],
"ocr_engine": "tesseract_soft_psm11"
}
},
{
"id": "SALEE_2569_1_financial_explanation_9b3edb1532bc4b10a2b45b640c9db57e",
"content": "ตามลำดับ เนื่องจากใน ไตรมาสที่ 1ปี2569 มีค่าเสื่อมราคามากกว่าเงินที่ใช้ไปในการลงทุน\nเครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ ๆ\n4.2 หนี้สิน\nหนสนรวม\nณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทมีหนี้สินรวมเท่ากับ 267 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นหนี้สิน\nหมุนเวียนเท่ากับ 197 ล้านบาท และหนี้สินไม่หมุนเวียน เท่ากับ 70 ล้านบาท ซึ่งลดลงจำนวน\n8ล้านบาท เมื่อเทียบ กับหนี้สินรวม ณ 31 ชันวาคม 2568 ซึ่งมีจำนวน 275 ล้านบาท ซึ่งส่วน\nใหญ่เกิดจากเจ้าหนี้การค้าที่ลดลง\nหากพิจารณาอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ของกลุ่มบริษัท พบว่า ณ วันที่ 31 มีนาคม\n2569 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่.0.17เท่าซึ้งลดลงเล็กน็อยจาก 0.18เท่าณ 31 ธันวาคม 2568\nเนื่องจากเจ้าหนี้การค้าที่ลดลง ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมระยะสั้นของกลุ่มบริษัทจะ\nอยู่ที่ประมาณ 2.80 - 2.85% ต่อปี\n4.3 สภาพคล่อง\n4.3.1\nแหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุน\nณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทมีอัตราส่วนสภาพคล่องสำหรับสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มชื้นไปอยู่ที่อัตรา 4.99เท่าซึ่งสูงกว่าที่อัตรา\n4.63เท่าณ วันที่ 31 ชันวาคม 2568 เนื่องจากเงินลงทุนระยะสั้นที่เพิ่มขึ้น\nกลุ่มบริษัทมีสภาพคล่องของกระแสเงินสด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 จำนวน\n103 ล้านบาท ซึ้งลดลงจาก ณ 31 ธันวาคม 2568 จำนวนประมาณ 20 ล้านบาท\nซึ้งส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มบริษัทมีการเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน\nจำนวนประมาณ 25 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน\nและกำไรจากการคดำเนินงาน ใช้เงินสดสูทธิสำหรับกิจกรรมลงทูนจำนวน\nประมาณ 42 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ไปเพื่อเงินฝากประจำช่นาคารและการ\nลงทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ใหม่และใช้เงินสดสุทธิไปสำหรับกิจกรรม\nจัดหาเงินจำนวนประมาณ 2 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการจ่ายคืนหนี้สินตาม\nสัญญาเช่า\nจากกระแสเงินสดของกลุ่มบริษัท แสดงให้เห็นว่า กลุ่มบริษัทยังมีกระแสเงิน\nคงเหลือเพียงพอในการชำระหนี้และปฏิบัติตามเงื่อนไขในการกู้ยืมได้เป็นอย่างดีซึ้งที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทไม่เคยมีปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับสภาพคล่องในการซำระ\nหนี้เลย\n4.3.2\nรายจ่ายลงทุน\nในไตรมาสที่ 1ปี2569 กลุ่มบริษัทมีการขยายการลงทุน โดยการซื่อเครื่องจักร\nและอุปกรณ์ใหม่ ๆ เพื่อขยายกำลังการผลิตและทดแทนเครื่องจักรเก่า จำนวน\nเป",
"metadata": {
"company": "SALEE",
"year": 2569,
"quarter": 1,
"category": "financial_explanation",
"source": "PDF",
"document_type": "คำอธิบายงบการเงิน",
"page_number": 8,
"tags": [
"บริษัท",
"หนี้สิน",
"วันที่",
"เงินสด",
"เครื่องจักร",
"มีนาคม",
"หมุนเวียน",
"สำหรับ",
"สภาพคล่อง",
"อุปกรณ์"
],
"ocr_engine": "tesseract_soft_psm11"
}
},
{
"id": "SALEE_2569_1_financial_explanation_7facb81e7e894d538593d5185687cc76",
"content": "รวมประมาณ 11 ล้านบาท ซึ่งสามารถใช้เงินทุนของกลุ่มบริษัทเองในการลงทุน\n\nดังกล่าว\n\n4.3.3\n\nความเพียงพอของสภาพคล่อง\n\nในไตรมาสที่ 1ปี2569 ที่ผ่านมา จากงบกระแสเงินสด จะเห็นว่าส่วนใหญ่จะมา\n\nจากกำไรจากการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องจ่ายเป็นเงินสดเช่นค่าเสื่อม\nราคาเป็นตั้น ทำให้กลุ่มบริษัทมีเงินทุนเพียงพอที่จะรองรับความต้องการเงินทุน\n\nหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ รวมทั้งกลุ่มบริษัทยังมีสภาพคล่องที่คีพอสมควร\n\nจากการที่สินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียนอยู่ที่อัตรา 4.99เท่า\nนอกจากนี้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของกลุ่มบริษัทที่ 0.17+เท่า ณ วันที่ 31\n\nมีนาคม 2569 ซึ่งก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างตำทำให้กลุ่มบริษัทมีโอกาสที่จะใช้ซ่องทางการกู้ยืมเงินในการขยายธุรกิจได้อีกจากวงเงินกู้ยืมกับสถาบันการเงิน\n\nหลายแห่ง\n\n4.4 ส่วนของผู้ถือหุ้น\n\nส่วนของผู้ถือหุ้น\n\nกลุ่มบริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เท่ากับ 1,554 ล้านบาท ซึ้งเพิ่มขึ้นจาก\n\nจำนวน 1,535 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เนื่องจากกำไรจากผลการดำเนินงาน\n\nทั้งนี้ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทมีโครงสร้างเงินทุนประกอบค้วยหนี้สินรวม 267\n\nล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 1.554 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ 0.17เท่า\nในไตรมาสที่ 1ปี2569 กลุ่มบริษัทมีผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม (โ%๕น 00 /เธ5818) อยู่ที่ร้อยละ 3.23 ในขณะที่ในไตรมาสที่ 1ปี2568 อยู่ที่เพียงร้อยละ 2.39 (มีการปรับเป็นปีเพื่อการ\n\nเปรียบเทียบ) ซึ่งสาเหตุที่ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นเนื่องจากกำไรที่สูงขึ้นจาก\n\nยอดขายที่เพิ่มขึ้น\n\nในไตรมาสที่ 1ปี2569 กลุ่มบริษัทมีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (โ2๐น๓ 0๓ โรสุณ์อ9) อยู่ที่ร้อยละ 5.01 ในขณะที่ในไตรมาสที่ 1ปี2568 อยู่ที่เพียงร้อยละ 3.60 (มีการปรับเป็นปีเพื่อ\n\nการเปรียบเทียบ) ซึ่งสาเหตุที่ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากกำ ไรที่สูงขึ้น\n\nจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น\n\n5\n\nปัจจัยที่อาจมีผลต่อการดำเนินงานหรือการเติบโตในอนาคต\n\n5.1 ความเพียงพอของกำลังการผลิต วัตถุดิบ และเทคโนโลยีกลุ่มบริษัทได้ป้องกันปัญหาทางด้านวัตถุดิบที่ไม่เพียงพอโดยการ ไม่พึ่งพิง 5แธ011๓5 เพียง\n\nเจ้าใดเจ้าหนึ่งมากเกินไป ส่วนปัญหาด้านเทคโนโลยีนั้น กลุ่มบริษัทได้มีการสร้าง\n\nความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ผลิตเครื่องจักรต้นน้้า เพื่อให้สามารถก้าวทันเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะ\n\nเป็นประโยชน์ในกระบวนการผลิต\n\n5.2 ราคาของวัตถุดิบและค่าแรงงาน\n\nน่",
"metadata": {
"company": "SALEE",
"year": 2569,
"quarter": 1,
"category": "financial_explanation",
"source": "PDF",
"document_type": "คำอธิบายงบการเงิน",
"page_number": 9,
"tags": [
"บริษัท",
"เพิ่มขึ้น",
"ผู้ถือหุ้น",
"ไตรมาส",
"เงินทุน",
"หนี้สิน",
"วันที่",
"ผลตอบแทน",
"ร้อยละ",
"หมุนเวียน"
],
"ocr_engine": "tesseract_soft_psm11"
}
},
{
"id": "SALEE_2569_1_financial_explanation_107b960023a546e08710ccf8757e69b5",
"content": "กลุ่มบริษัทได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบและค่าแรงงานหากมีการปรับเพิ่มขึ้น อย่างไร\n\nก็ตาม กลุ่มบริษัท ได้มีการป้องกันปัญหาด้านราคาวัตถุคิบที่ผันผวนโดยการจัดหาจาก\nหลายๆ ที่รวมทั้งต่างประเทศด้วย ส่วนด้านแรงงานนั้น กี่พยายามนำเทคโนโลยีอัตโนมัติต่าง ๆ มาใช้ในกระบวนการผลิตมากขึ้น เพื่อให้พึ่งพิงแรงงานน้อยลง\n\n5.3\n\nภาระหนี้สินที่มีปัจจุบันและอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต\n\nสำหรับเรื่องภาระหนี้สินที่มีในปัจจุบันนั้น กลุ่มบริษัทไม่ได้มีปัญหาในเรื่องนี้แต่อย่างใด\n\nโดยเห็นได้จากอัตราหนี้สินต่อทุนของกลุ่มบริษัทที่ยังอยู่ในอัตราที่ตำมากคือเพียง 0.17\nเท่าและยังมีวงเงินกับธนาคารที่สามารถมาสนับสนูนโครงการในอนาคตได้\n\n5.4\n\nผลกระทบจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง\n\nสำหรับ เรื่องผลกระทบจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางได้เริ่มส่ง ผลกระทบเมื่อตอน\n\nปลายของไตรมาสที่ 1ปี2569 โดยเริ่มเห็นแนวโน้มของราคาน้้ามันที่มีการปรับตัวขึ้น\n\nอย่างรุนแรง รวมถึงการขาดแคลนวัตถุดิบด้านเม็ดพลาสติกและ/หรือราคาของเม็ด\n\nพลาสติกมีการปรับตัวสูงขึ้นมาก ซึ้งส่งผลต่อตั้นทุนการผลิตและการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น\n\nคลุ่มบริษัทได้พยายามลดผลกระทบจากภาวะดังกล่าว โดยการเก็บสต็อควัตถุดิบเพิ่มมาก\n\nขึ้นเพื่อให้สามารถรักษาต้นทุนการผลิตไว้ได้ในช่วงที่อยู่ระหว่างการเจรจาขอปรับราคา\n\nกับลูกค้า รวมถึงการรวมรถในการส่งสินค้าให้เต็มคันมากขึ้น โดยลดความถี่ในการจัดส่ง\n\nลงเพื่อให้สามารถลดผลกระทบจากราคาน้้ามันที่สูงขึ้นได้เนื่องจากธุรกิจของกลุ่มบริษัทโดยส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับเม็ดพลาสติกซึ่งเป็น\n\nสินค้าต่อเนื่องมาจากกระบวนการกลั่นน้้ามันจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้ได้แต่พยายามให้มีผลกระทบให้น้อยที่สุดและให้กลุ่มบริษัทยังคงสามารถแข่งขันได้กับ\n\nคู่แข่งในอุตสาหกรรม\n\nจึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ\n\n” “ ขอแสดงความนับถือ\n\n“\n\nล ๑ ๕6๐๑9\n\n(นายสาทิส ตัตวธร)\n\nประธานกรรมการบริหาร\n\nบริษัท สาลี่อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)",
"metadata": {
"company": "SALEE",
"year": 2569,
"quarter": 1,
"category": "financial_explanation",
"source": "PDF",
"document_type": "คำอธิบายงบการเงิน",
"page_number": 10,
"tags": [
"บริษัท",
"ผลกระทบ",
"วัตถุดิบ",
"หนี้สิน",
"เรื่อง",
"พลาสติก",
"แรงงาน",
"มากขึ้น",
"เกิดขึ้น",
"ในอนาคต"
],
"ocr_engine": "tesseract_soft_psm11"
}
}
]
}
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SALEE ไตรมาส 1/2569
รายได้รวม
384.47
ล้านบาท
↑ 29% YoY
กำไรขั้นต้น
82.40
ล้านบาท
↑ 115% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
21.43
%
กำไรสุทธิ
13.85
ล้านบาท
↓ 482.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
3.60
%
D/E Ratio
0.18
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
384
↑ + 29%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
82
↑ + 115%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
14
↓ -482.9%
YoY
D/E Ratio
0.18
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SALEE
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.18
ROE (%)
2.92
ROA (%)
3.05
Book Value/หุ้น
0.78
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SALEE
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-74
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+55
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SALEE
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-74.44
-5,614.07%
|
1.35
-98.12%
|
71.99
-44.72%
|
130.22
+2,468.44%
|
5.07
-96.45%
|
142.92
+56.80%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
55.39
-157.88%
|
-95.70
-191.39%
|
104.72
+188.72%
|
36.27
-57.84%
|
86.03
-10.28%
|
95.89
-246.60%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
28.20
-47.96%
|
54.19
+40.83%
|
38.48
-133.35%
|
-115.37
+57.31%
|
-73.34
+81.58%
|
-40.39
-37.11%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
9.15
-123.60%
|
-38.77
-68.45%
|
-122.89
-218.02%
|
104.13
-26.00%
|
140.71
-29.08%
|
198.42
-615.64%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
95.84
+51.12%
|
63.42
-65.96%
|
186.31
+126.71%
|
82.18
-66.49%
|
245.24
+423.79%
|
46.82
-45.11%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
122.58
+27.90%
|
95.84
+51.12%
|
63.42
-65.96%
|
186.31
+126.71%
|
82.18
-66.49%
|
245.24
+423.79%
|