บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
14.10
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=10027 out_tok=2954 at=2026-07-27T11:53:47 -->
# PTL กำไรปกติ Q2/64 ทรงตัว YoY รับราคาขายสูงสู้ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง
## รายได้โต 19% จากราคาขายที่สูงขึ้น ขณะที่กำไรปกติทรงตัว YoY หลังต้นทุนและค่าใช้จ่ายพุ่งสูง
บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PTL รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 มีรายได้จากการขายเติบโต 18.96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับขึ้นราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม กำไรปกติหลังหักภาษี (Normalized Profit) อยู่ที่ 821 ล้านบาท ทรงตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) เนื่องจากต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อผลประกอบการของ PTL ในไตรมาส 2 ปี 2564 คือ **การบริหารจัดการราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว** ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการขายเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ขณะเดียวกันก็เผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
1. **การปรับขึ้นราคาขาย:** ฝ่ายจัดการระบุว่าบริษัทสามารถปรับเพิ่มราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นในไตรมาสก่อนหน้าได้ ทำให้รายได้จากการขายเติบโตถึง 18.96% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยปริมาณการขายโดยรวมเพิ่มขึ้น 6% แต่การเติบโตของรายได้ส่วนใหญ่มาจากราคาขายที่สูงขึ้น
2. **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น:** ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 21.14% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากราคาวัตถุดิบหลักที่สูงขึ้นและปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นถึง 71.99% โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าขนส่งขาออกที่สูงขึ้นอย่างมากจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลก ซึ่งบริษัทพยายามส่งผ่านต้นทุนนี้ไปยังลูกค้าผ่านการปรับราคาขาย
3. **ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน:** ค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโรและรูเปียอินโดนีเซีย ส่งผลดีต่อการรวมกำไรของบริษัทย่อยในตุรกีและอินโดนีเซีย แต่ถูกหักล้างบางส่วนจากผลกระทบเชิงลบต่อบริษัทย่อยในสหรัฐอเมริกาจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสนี้ มีการบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 161.4 ล้านบาท เทียบกับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 328 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ แต่กำไรปกติ (Normalized Profit) ที่ปรับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์แล้ว ยังคงเติบโตเล็กน้อย 0.28% YoY
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยเฉพาะในส่วนของแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง เนื่องจากสถานการณ์การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และราคาวัตถุดิบที่ผันผวนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา ฝ่ายจัดการแสดงความพยายามในการปรับราคาขายเพื่อครอบคลุมต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งหากสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยรักษาระดับอัตรากำไรได้ อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าอาจมีข้อจำกัดในระยะยาว
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการขายเติบโต 18.96% YoY** เป็น 4,471 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการปรับราคาขายที่สูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ
* **กำไรปกติหลังหักภาษี (Normalized Profit) ทรงตัว YoY** อยู่ที่ 821 ล้านบาท (+0.28% YoY) แม้รายได้จะเติบโต แต่ถูกกดดันจากต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายที่สูงขึ้น
* **EBITDA ตามปกติ (Normalized EBITDA) เพิ่มขึ้น 4.05% YoY** เป็น 1,140 ล้านบาท สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ดีในภาพรวม
* **ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 21.14% YoY** จากราคาวัตถุดิบหลักที่สูงขึ้นและปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายพุ่งสูง 71.99% YoY** จากค่าขนส่งขาออกที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
* **ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 161.4 ล้านบาท** เทียบกับปีก่อนที่มีกำไร 328 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ แต่กำไรปกติไม่รวมรายการนี้
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 4,471.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 15.08% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับงวดลดลง 46.12% YoY อยู่ที่ 657.2 ล้านบาท เนื่องจากมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมาก ในขณะที่กำไรปกติหลังหักภาษี (Normalized Profit) ซึ่งปรับผลกระทบจากรายการพิเศษแล้ว อยู่ที่ 821 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.28% YoY และเพิ่มขึ้น 30.83% QoQ โดยมี EBITDA ตามปกติเพิ่มขึ้น 4.05% YoY เป็น 1,140 ล้านบาท
## โอกาส
* **การปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุน:** ความสามารถในการปรับเพิ่มราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น เป็นโอกาสสำคัญในการรักษาระดับอัตรากำไร
* **การเติบโตของปริมาณการขาย:** ปริมาณการขายโดยรวมที่เพิ่มขึ้น 6% YoY ในธุรกิจหลัก เช่น แผ่นฟิล์มบาง แผ่นฟิล์มหนา และฟิล์มเคลือบซิลิโคน เป็นสัญญาณที่ดีของการเติบโต
* **โครงการลงทุนใหม่:** โครงการสายการผลิตแผ่นฟิล์ม BOPP ในอินโดนีเซียคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในเดือนกันยายน 2564 และโครงการสายการผลิตแผ่นฟิล์ม BOPET บางในสหรัฐอเมริกาที่คาดว่าจะเริ่มในปี 2565-2566 จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต
* **การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต:** การลงทุนขนาดเล็กเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและกลุ่มผลิตภัณฑ์ HVA ในตุรกี ไทย และอินโดนีเซีย จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาวัตถุดิบหลักยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
* **ค่าขนส่งระหว่างประเทศที่สูง:** การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าระวางเรือที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขายและจัดจำหน่าย และอาจเป็นข้อจำกัดในการส่งออก
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในไตรมาสนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลกำไรสุทธิ
* **ข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุน:** แม้จะมีความพยายามปรับราคาขาย แต่การแข่งขันในตลาดอาจจำกัดความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปยังลูกค้า
* **ข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19:** ข้อจำกัดในการเดินทางของช่างต่างชาติอาจส่งผลกระทบต่อกำหนดการเริ่มดำเนินการของโครงการลงทุนใหม่
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบและค่าขนส่ง:** ติดตามสถานการณ์ราคาวัตถุดิบหลักและค่าระวางเรืออย่างใกล้ชิด
* **ความสามารถในการปรับราคาขาย:** ประเมินว่าบริษัทจะสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด
* **ความคืบหน้าโครงการลงทุนใหม่:** ติดตามความคืบหน้าของโครงการ BOPP ในอินโดนีเซีย และ BOPET ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงกำหนดการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์
* **ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน:** จับตาความผันผวนของค่าเงินและผลกระทบต่อกำไรของบริษัท
* **การบริหารจัดการต้นทุนการขายและจัดจำหน่าย:** ประเมินว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้อย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์ค่าขนส่งที่สูง
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่ระบุว่าปริมาณการขายโดยรวมเพิ่มขึ้น 6% YoY ซึ่งบ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
* **Order Book:** ไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การที่รายได้เติบโต 15.08% QoQ และ 18.96% YoY บ่งชี้ถึงคำสั่งซื้อที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
* **ราคาวัตถุดิบ:** เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น และบริษัทได้ปรับราคาขายเพื่อชดเชย
* **GPM (Gross Profit Margin):** ไม่ได้ระบุ GPM โดยตรง แต่การที่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายได้ ทำให้คาดการณ์ได้ว่า GPM อาจถูกกดดัน
* **การส่งออก:** ค่าใช้จ่ายในการขายที่สูงขึ้นจากการขนส่งขาออกบ่งชี้ถึงการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก
* **ค่าเงิน:** ค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับ EUR และ IDR ส่งผลดีต่อกำไรของบริษัทย่อยในตุรกีและอินโดนีเซีย แต่แข็งค่าเมื่อเทียบกับ USD ส่งผลกระทบต่อบริษัทย่อยในสหรัฐฯ
* **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 15.75% QoQ โดยส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูป
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 21,771.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.70% จากสิ้นไตรมาสก่อนหน้า โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 16.66% เป็น 8,601.5 ล้านบาท จากเงินสดที่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินงาน และการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงคลัง สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 4.06% เป็น 13,169.8 ล้านบาท จากการลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
หนี้สินรวมอยู่ที่ 5,278.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.54% จากสิ้นไตรมาสก่อนหน้า โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 10.05% เป็น 3,284.9 ล้านบาท จากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นตามราคาวัตถุดิบ และการกู้ยืมระยะยาวที่เพิ่มขึ้น หนี้สินไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 16.90% เป็น 1,993.5 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 16,492.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.52% จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสุทธิในไตรมาสนี้ไม่ได้ระบุไว้โดยตรง แต่มีการกล่าวถึงเงินสดสุทธิที่ได้จากการดำเนินงานทำให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญของผลประกอบการ PTL ในไตรมาส 2 ปี 2564 คือการบริหารจัดการราคาขายเพื่อรับมือกับต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น แม้จะส่งผลให้รายได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่กำไรปกติกลับทรงตัว YoY เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม โครงการลงทุนใหม่ๆ และความสามารถในการปรับราคาขายยังคงเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต ขณะที่ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และอัตราแลกเปลี่ยน ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ PTL ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
20,440.13
ล้านบาท
↓ 9.3% YoY
กำไรขั้นต้น
2,219.75
ล้านบาท
↓ 29.2% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
10.86
%
กำไรสุทธิ
-177.36
ล้านบาท
↓ 115.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-0.87
%
D/E Ratio
0.28
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
20,440
↓ -9.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
2,220
↓ -29.2%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-177
↓ -115.4%
YoY
D/E Ratio
0.28
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — PTL
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.28
ROE (%)
-0.92
ROA (%)
-0.40
Book Value/หุ้น
21.43
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — PTL
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+1,630
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-967
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — PTL
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน |
1,630.03
-7.71%
|
1,766.15
|
— |
3,029.11
+69.09%
|
1,791.46
-54.61%
|
3,946.64
+37.88%
|
2,862.34
+21.38%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน |
-967.39
-24.87%
|
-1,287.56
|
— |
-1,295.02
-15.49%
|
-1,532.45
-37.80%
|
-2,463.57
+49.26%
|
-1,650.50
+10.60%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน |
-851.59
+310.50%
|
-207.45
|
— |
-1,622.17
-2,609.55%
|
64.64
-105.96%
|
-1,085.13
+37.55%
|
-788.90
-34.41%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) |
-261.33
+14.55%
|
-228.13
|
— |
145.57
-69.77%
|
481.55
-6.59%
|
515.52
+47.99%
|
348.35
-173.47%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด |
1,395.18
-14.05%
|
1,623.31
-30.83%
|
— |
2,201.41
+28.00%
|
1,719.86
+42.80%
|
1,204.35
+40.70%
|
855.99
-35.65%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด |
1,133.86
-18.73%
|
1,395.18
-14.05%
|
— |
2,346.98
+6.61%
|
2,201.41
+28.00%
|
1,719.86
+42.80%
|
1,204.35
+40.70%
|