บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
2.04
0.04 (1.92%)
สรุปสั้น
กำไรปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายภาษี ในขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้น 112.88 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.05 เนื่องจากยอดขายบรรจุภัณฑ์ภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบรรจุภัณฑ์น้ํามันหล่อลื่นและบรรจุภัณฑ์สําหรับนมและนมเปรี้ยว ตามเศรษฐกิจที่เริ่ม ฟื้นตัวและความหวาดกลัวต่อความรุนแรงของโรคระบาดโควิด-19 ได้คลี่คลายลงทําให้การเดินทางและการบริโภค ในประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ในส่วนของธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ยอดขายเติบโตขึ้นร้อยละ 7.7 มาจากงานนิวโมเดลที่เริ่มขายเชิงพาณิชย์ในช่วงต้นไตรมาส อัตรากําไรขั้นต้นรวม เท่ากับร้อยละ 17.7 ลดลงจากปีก่อนที่ร้อยละ 19.4 เกิดจากราคาเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์ราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น
รวมถึงค่าเงินบาท ที่ปรับตัวอ่อนค่าลง หากแต่การปรับราคาขายขึ้นลงตามราคาวัตถุดิบไม่สามารถกระทําได้ทันที จะต้องใช้ระยะเวลา หนึ่งตามเงื่อนไขการปรับราคาของแต่ละลูกค้า
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3872 out_tok=2739 at=2026-07-26T00:03:31 -->
# PJW Q1/2566 กำไรสุทธิหด 6.56% รับแรงกดดันต้นทุนการเงิน-ค่าใช้จ่ายบริหาร
## รายได้รวมโต 4.05% จากออเดอร์ยานยนต์-บรรจุภัณฑ์ แต่กำไรสุทธิลดลง เหตุต้นทุนการเงินพุ่ง
บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก จำกัด (มหาชน) หรือ PJW รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 41.79 ล้านบาท ลดลง 6.56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะเติบโต 4.05% จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และบรรจุภัณฑ์ แต่ถูกกดดันจากต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่สูงขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ PJW ในไตรมาส 1 ปี 2566 ลดลง 6.56% เมื่อเทียบกับปีก่อน คือ **แรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ปรับตัวสูงขึ้น** แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโตได้ 4.05% และอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจาก 17.7% เป็น 18.3% ก็ตาม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการบริหาร ส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรสุทธิ (NPM) ที่ลดลงจาก 4.6% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 4.1% ในไตรมาสนี้ แม้ว่าฝ่ายจัดการจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนการผลิตส่วนอื่นได้ดี ทำให้ GPM ยังคงรักษาอยู่ในระดับที่น่าพอใจ (18.3%) ท่ามกลางค่าพลังงานที่สูงขึ้น แต่ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมระยะสั้นเพื่อรองรับยอดขายที่สูงขึ้นและมูลค่าการซื้อวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นตามราคา ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการบริหารที่สูงขึ้น ได้กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งกำไรสุทธิในที่สุด
ในส่วนของรายได้รวมที่เติบโต 4.05% มาจากการฟื้นตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะชิ้นส่วนพลาสติกและงานพ่นสี จากการเริ่มผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ (New Model) และปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ที่คลี่คลายลง ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์กลับมาเพิ่มกำลังการผลิต นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์กลุ่มนมและนมเปรี้ยว รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ก็มียอดขายเพิ่มขึ้นตามการบริโภคที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำมันหล่อลื่นปรับตัวลดลงเล็กน้อย
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัด ต้องติดตาม** จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร ฝ่ายจัดการไม่ได้ให้แนวโน้มที่ชัดเจนว่าต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการบริหารจะลดลงในระยะสั้น การเพิ่มขึ้นของหนี้สินหมุนเวียน โดยเฉพาะเงินกู้ยืมระยะสั้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับยอดขายและมูลค่าการซื้อวัตถุดิบที่สูงขึ้นตามราคา อาจส่งผลต่อเนื่องหากอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูง หรือหากบริษัทจำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในอนาคต อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และบรรจุภัณฑ์เป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยชดเชยแรงกดดันด้านต้นทุนได้ในระดับหนึ่ง
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 6.56% YoY:** อยู่ที่ 41.79 ล้านบาท แม้รายได้รวมเติบโต 4.05%
* **รายได้รวมเพิ่มขึ้น 4.05% YoY:** แตะ 952.08 ล้านบาท จากออเดอร์ยานยนต์และบรรจุภัณฑ์
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ดีขึ้น:** อยู่ที่ 18.3% จาก 17.7% ในปีก่อน แม้เผชิญค่าพลังงานสูง
* **อัตรากำไรสุทธิ (NPM) หดตัว:** อยู่ที่ 4.1% จาก 4.6% ในปีก่อน
* **ต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้น:** เป็นปัจจัยหลักกดดันกำไรสุทธิ
* **หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 10.95% YoY:** ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินหมุนเวียนเพื่อรองรับยอดขายและต้นทุนวัตถุดิบ
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวมสำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2566 เท่ากับ 952.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.09 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 4.05% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งชิ้นส่วนยานยนต์พลาสติกและงานพ่นสี จากการเริ่มผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ (New Model) และการคลี่คลายปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์เพิ่มกำลังการผลิต นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมนมและนมเปรี้ยว รวมถึงบรรจุภัณฑ์กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ก็มียอดขายเพิ่มขึ้นตามการบริโภคที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บรรจุภัณฑ์สำหรับกลุ่มน้ำมันหล่อลื่นปรับตัวลดลงเล็กน้อยตามคำสั่งซื้อของลูกค้า
สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 18.3% เพิ่มขึ้นจาก 17.7% ในปีก่อน แม้จะได้รับผลกระทบจากค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้น แต่บริษัทสามารถบริหารต้นทุนการผลิตส่วนอื่นได้ดี
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2566 อยู่ที่ 41.79 ล้านบาท ลดลง 2.74 ล้านบาท หรือ 6.56% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการบริหารและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิรวมลดลงจาก 4.6% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 4.1%
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์:** การเริ่มผลิตรถยนต์รุ่นใหม่และการคลี่คลายปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ หนุนยอดขายชิ้นส่วนยานยนต์พลาสติกและงานพ่นสี
* **การเติบโตของตลาดบรรจุภัณฑ์:** การบริโภคที่เพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อยอดขายบรรจุภัณฑ์กลุ่มนมและนมเปรี้ยว รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการบริหารต้นทุนการผลิตส่วนอื่นได้ดี ช่วยรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ แม้เผชิญต้นทุนพลังงานสูง
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น:** การกู้ยืมระยะสั้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับยอดขายและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ หากอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูง
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น:** เป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรสุทธิ
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและพลังงาน:** แม้จะบริหารจัดการได้ดี แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง
* **คำสั่งซื้อกลุ่มน้ำมันหล่อลื่นที่ปรับตัวลง:** อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ในส่วนนี้
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการบริหารในไตรมาสถัดไป
* การบริหารจัดการสภาพคล่องและภาระหนี้สินระยะสั้น
* ทิศทางคำสั่งซื้อในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และบรรจุภัณฑ์
* ความสามารถในการควบคุมต้นทุนการผลิตท่ามกลางความผันผวนของราคาวัตถุดิบและพลังงาน
* การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการขยายตลาดเพื่อเพิ่มรายได้และกระจายความเสี่ยง
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่ระบุว่าการเพิ่มขึ้นของยอดขายในกลุ่มยานยนต์เกิดจากการที่ผู้ผลิตรถยนต์กลับมาเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มการใช้กำลังการผลิตที่อาจดีขึ้น
* **Order Book:** ไม่ได้ระบุรายละเอียด Order Book แต่การกล่าวถึง "งานนิวโมเดลที่เริ่มขายเชิงพาณิชย์" และการที่ผู้ผลิตรถยนต์เพิ่มกำลังการผลิต บ่งชี้ถึงการมีคำสั่งซื้อใหม่ๆ เข้ามา
* **ราคาวัตถุดิบ:** มีการกล่าวถึงมูลค่าการซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้น
* **GPM:** ปรับตัวดีขึ้นจาก 17.7% เป็น 18.3% แม้เผชิญค่าพลังงานสูง แสดงถึงการบริหารต้นทุนที่ดีในส่วนอื่น
* **การส่งออก:** ไม่ได้ระบุสัดส่วนการส่งออกโดยตรง แต่การกล่าวถึงกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และบรรจุภัณฑ์ อาจรวมถึงตลาดต่างประเทศด้วย
* **ค่าเงิน:** ไม่ได้มีการกล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนในงวดนี้
* **สินค้าคงคลัง:** ลดลง 9.5 ล้านบาท
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ณ วันที่ 31 มี.ค. 2566 อยู่ที่ 3,384.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.79% จากปีก่อน โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 235.99 ล้านบาท จากลูกหนี้การค้า ลูกหนี้อื่น และลูกหนี้การค้ารับรู้ตามสัญญาที่สูงขึ้น 300 ล้านบาท
* **หนี้สินรวม:** ณ วันที่ 31 มี.ค. 2566 อยู่ที่ 2,099.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.95% จากปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินหมุนเวียน 314.47 ล้านบาท จากเจ้าหนี้การค้า เจ้าหนี้อื่น และเงินกู้ยืมระยะสั้นที่เพิ่มขึ้น
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** (คำนวณจาก สินทรัพย์รวม - หนี้สินรวม) อยู่ที่ 1,284.97 ล้านบาท
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio):** อยู่ที่ 1.63 เท่า (ณ 31 ธ.ค. 2565 อยู่ที่ 1.51 เท่า)
* **เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด:** ลดลง 50.31 ล้านบาท
* **สินค้าคงเหลือ:** ลดลง 9.5 ล้านบาท
* **กระแสเงินสด:** เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน หรือการจัดหาเงิน
## สรุปท้าย
PJW ในไตรมาส 1 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันด้านกำไรสุทธิที่ลดลง 6.56% แม้รายได้รวมจะเติบโตได้ 4.05% จากการฟื้นตัวของออเดอร์ยานยนต์และบรรจุภัณฑ์ หัวใจสำคัญคือต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิหดตัว แม้จะสามารถบริหารจัดการต้นทุนการผลิตได้ดีขึ้นก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายบริหาร รวมถึงทิศทางคำสั่งซื้อในอนาคต เพื่อประเมินโอกาสในการฟื้นตัวของกำไรในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ PJW ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
870.73
ล้านบาท
↓ 8.5% YoY
กำไรขั้นต้น
166.26
ล้านบาท
↓ 9.7% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
19.09
%
กำไรสุทธิ
19.40
ล้านบาท
↓ 51.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.23
%
D/E Ratio
1.56
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
871
↓ -8.5%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
166
↓ -9.7%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
19
↓ -51.8%
YoY
D/E Ratio
1.56
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — PJW
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.56
ROE (%)
11.49
ROA (%)
6.96
Book Value/หุ้น
2.48
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — PJW
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-70
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+124
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — PJW
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-69.65
+9.43%
|
-63.65
-254.38%
|
41.23
-90.33%
|
426.22
+21.66%
|
350.33
-38.55%
|
570.10
+923.89%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
123.99
-57.53%
|
291.97
+397.48%
|
58.69
-61.76%
|
153.48
+154.27%
|
60.36
-141.26%
|
-146.29
-153.34%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-41.50
-82.12%
|
-232.06
+684.78%
|
-29.57
-120.65%
|
143.22
+433.61%
|
26.84
-106.94%
|
-386.78
-408.07%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-94.34
+949.39%
|
-8.99
-113.08%
|
68.73
-20.85%
|
86.84
-665.36%
|
-15.36
-138.32%
|
40.08
-137.45%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
52.96
-45.43%
|
97.05
+7.06%
|
90.65
-17.96%
|
110.49
+62.51%
|
67.99
+143.60%
|
27.91
-79.31%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
97.38
+83.87%
|
52.96
-45.43%
|
97.05
+7.06%
|
90.65
-17.96%
|
110.49
+62.51%
|
67.99
+143.60%
|