บริษัท มัด แอนด์ ฮาวด์ จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.82
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7101 out_tok=2885 at=2026-07-25T22:32:19 -->
# MUD Q3/2564: รายได้หดตัว 19.9% กดดันกำไรสุทธิขาดทุนเพิ่ม
## ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยหลักจากเศรษฐกิจถดถอย-กำลังซื้อลด ขณะคุมต้นทุนได้ดีขึ้น
บริษัท มัด แอนด์ ฮาวด์ จำกัด (มหาชน) หรือ MUD รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีรายได้รวม 502 ล้านบาท ลดลง 19.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการแข่งขันที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถควบคุมต้นทุนขายและบริการได้ดีขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลง แม้ภาพรวมจะยังคงขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลต่อผลประกอบการของ MUD ในไตรมาส 3 ปี 2564 คือ **การลดลงของรายได้รวมอย่างมีนัยสำคัญถึง 19.9%** ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2563 เป็นขาดทุน 55 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2564 แม้ว่าบริษัทฯ จะมีความพยายามในการควบคุมต้นทุนขายและบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากการลดลงของรายได้ได้ทั้งหมด
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า สาเหตุหลักของการลดลงของรายได้มาจาก **ผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)** ที่ส่งผลให้ **สภาพเศรษฐกิจถดถอย การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคลดลง** ประกอบกับการ **แข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น** ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการขายสินค้าและบริการของบริษัทฯ ในทุกช่องทาง
ในส่วนของต้นทุนขายและบริการ แม้จะลดลงในเชิงมูลค่า แต่สัดส่วนต่อรายได้รวมกลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 34.9% เป็น 36.5% ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าเกิดจากการร่วมมือของฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายโลจิสติกส์ ฝ่ายการตลาด และพนักงานหน้าร้านผ่านระบบจัดซื้อกลางที่มีประสิทธิภาพและการควบคุมสินค้าคงเหลือที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารกลับมีสัดส่วนต่อรายได้รวมเพิ่มขึ้นจาก 62.4% เป็น 69.6% โดยมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ตัวเงิน (Non-cash expense) จากการรวมธุรกิจ เช่น ค่าตัดจำหน่ายแฟรนไชส์ เป็นปัจจัยหนึ่ง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** จากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก โดยผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจถดถอย เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายได้ของบริษัทฯ ลดลง แม้ว่าฝ่ายจัดการจะมีความพยายามในการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่แนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้จะขึ้นอยู่กับการคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19 และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมลดลง 19.9% YoY:** ในไตรมาส 3 ปี 2564 อยู่ที่ 502 ล้านบาท จาก 627 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
* **ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น:** จาก 2 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2563 เป็นขาดทุน 55 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2564
* **ต้นทุนขายและบริการควบคุมได้ดีขึ้น:** สัดส่วนลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรายได้รวม
* **ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มสัดส่วนต่อรายได้:** จาก 62.4% เป็น 69.6%
* **EBITDA ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ:** จาก 145 ล้านบาท เป็น 72 ล้านบาท
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 502 ล้านบาท ลดลง 19.9% เมื่อเทียบกับ 627 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2563 สาเหตุหลักมาจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 สภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคลดลง และการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
ต้นทุนขายและบริการอยู่ที่ 183 ล้านบาท คิดเป็น 36.5% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจาก 34.9% ในปีก่อนหน้า แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่ามีการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น แต่สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่อาจเกิดขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารอยู่ที่ 349 ล้านบาท คิดเป็น 69.6% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจาก 62.4% ในปีก่อนหน้า โดยมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ตัวเงินจากการรวมธุรกิจเป็นส่วนหนึ่ง
ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ลดลงจาก 145 ล้านบาท เหลือ 72 ล้านบาท
เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีแล้ว บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 55 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2564 เทียบกับขาดทุน 2 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
สำหรับงวดเก้าเดือนแรกปี 2564 รายได้รวมอยู่ที่ 1,560 ล้านบาท ลดลง 8.3% จาก 1,702 ล้านบาทในปีก่อนหน้า และมีผลขาดทุนสุทธิ 122 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 134 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
## โอกาส
* **การสร้างนวัตกรรมสินค้าและบริการ:** บริษัทฯ มีแผนพัฒนา ปรับปรุง และคิดค้นสินค้าและบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น การเพิ่มความคุ้มค่า การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ตามเทศกาล
* **การขยายสาขาในทำเลศักยภาพ:** มีแผนขยายสาขาทั้งแบรนด์ของตัวเองและแบรนด์แฟรนไชส์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
* **การเติบโตในต่างประเทศ:** มุ่งมั่นนำร้านอาหารไทยที่มีเอกลักษณ์ไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะแบรนด์ Greyhound Café ที่ประสบความสำเร็จในเอเชีย และได้ขยายสู่ยุโรปแล้ว (ลอนดอน, ปารีส)
* **การสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุน:** พัฒนาระบบหน่วยงานกลางเพื่อสนับสนุนการทำงานของแต่ละแบรนด์ เพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและค่าใช้จ่าย เช่น การรวบรวมการสั่งซื้อวัตถุดิบ
* **การแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ:** มุ่งเน้นการเติบโตทั้งจากการดำเนินงานปกติ (Organic growth) และการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Inorganic growth)
## ความเสี่ยง
* **ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และเศรษฐกิจถดถอย:** เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและรายได้ของบริษัทฯ
* **การแข่งขันที่รุนแรง:** ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีการแข่งขันสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อส่วนแบ่งการตลาดและอัตรากำไร
* **ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ:** แม้จะมีการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
* **ความเสี่ยงจากการขยายสาขา:** การขยายสาขาในทำเลใหม่ๆ อาจมีความเสี่ยงด้านการแข่งขันและผลตอบรับจากลูกค้า
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้:** ขึ้นอยู่กับการคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19 และกำลังซื้อของผู้บริโภค
* **ประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน:** ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนขายและบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร
* **ความคืบหน้าในการขยายสาขา:** ทั้งแบรนด์ของตัวเองและแบรนด์แฟรนไชส์ ทั้งในและต่างประเทศ
* **การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่:** ความสำเร็จในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด
* **ผลการดำเนินงานในตลาดต่างประเทศ:** โดยเฉพาะการขยายสาขาในยุโรป
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
* **ราคาวัตถุดิบ/สินค้า:** เอกสารไม่ได้ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงราคาวัตถุดิบหรือราคาสินค้าโดยตรง แต่ระบุว่าต้นทุนขายและบริการมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรายได้รวม
* **Volume:** รายได้รวมที่ลดลง 19.9% บ่งชี้ถึงปริมาณการขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 และกำลังซื้อที่ลดลง
* **GPM:** เอกสารไม่ได้ระบุ Gross Profit Margin (GPM) โดยตรง แต่สัดส่วนต้นทุนขายและบริการต่อรายได้รวมที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อาจบ่งชี้ถึงแรงกดดันต่อ GPM
* **ช่องทางขาย:** แม้จะไม่ได้ระบุรายละเอียดช่องทางขายที่ลดลง แต่การที่รายได้รวมลดลงสะท้อนถึงผลกระทบต่อทุกช่องทางขาย
* **สต็อก:** สินค้าคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2564 อยู่ที่ 157 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 146 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2564 ซึ่งคิดเป็น 3.3% ของสินทรัพย์รวม โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าสำเร็จรูปประเภทเสื้อผ้า
* **อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก:** เอกสารไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ระบุถึงการเติบโตในต่างประเทศ โดยเฉพาะแบรนด์ Greyhound Café ที่ขยายสู่ยุโรป
* **ฤดูกาลผลิต:** ไม่ได้มีการกล่าวถึงปัจจัยฤดูกาลผลิตในเอกสาร
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2564 อยู่ที่ 4,839 ล้านบาท ลดลงจาก 5,135 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2564
* **สินทรัพย์หมุนเวียน:** ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 829 ล้านบาท เป็น 477 ล้านบาท โดยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงจาก 554 ล้านบาท เป็น 188 ล้านบาท
* **สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน:** เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 4,306 ล้านบาท เป็น 4,362 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 90.1% ของสินทรัพย์รวม
* **หนี้สินหมุนเวียน:** ลดลงจาก 1,187 ล้านบาท เป็น 949 ล้านบาท
* **หนี้สินไม่หมุนเวียน:** เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1,794 ล้านบาท เป็น 1,798 ล้านบาท
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** ลดลงจาก 2,154 ล้านบาท เป็น 2,090 ล้านบาท
* **กระแสเงินสด:** เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน หรือการจัดหาเงิน
## สรุปท้าย
MUD เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในไตรมาส 3 ปี 2564 จากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลให้รายได้รวมหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 19.9% และทำให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น แม้ว่าฝ่ายจัดการจะพยายามควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมีกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตในระยะยาว ทั้งการพัฒนานวัตกรรม การขยายสาขา และการขยายตลาดต่างประเทศ ซึ่งต้องจับตาดูว่าปัจจัยภายนอกจะเอื้ออำนวยต่อการฟื้นตัวของธุรกิจมากน้อยเพียงใดในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ MUD ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
565.53
ล้านบาท
↓ 23% YoY
กำไรขั้นต้น
325.67
ล้านบาท
↓ 29.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
57.59
%
กำไรสุทธิ
-326.68
ล้านบาท
↑ 150.5% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-57.76
%
D/E Ratio
2.67
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
566
↓ -23%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
326
↓ -29.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-327
↑ + 150.5%
YoY
D/E Ratio
2.67
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — MUD
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.67
ROE (%)
-43.32
ROA (%)
-14.38
Book Value/หุ้น
0.77
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — MUD
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-253
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+41
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — MUD
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-253.35
+108.97%
|
-121.24
-6.90%
|
-130.23
+197.46%
|
-43.78
-25.09%
|
-58.44
-117.31%
|
337.54
+461.16%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
41.42
-48.56%
|
80.52
-41.37%
|
137.34
+15.04%
|
119.38
+13,465.91%
|
0.88
-100.36%
|
-241.88
+315.89%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
199.83
+422.16%
|
38.27
-67.63%
|
118.22
+0.72%
|
117.38
-132.13%
|
-365.31
+393.13%
|
-74.08
-3.38%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
76.46
+16.91%
|
65.40
-62.49%
|
174.34
-1.88%
|
177.68
-147.85%
|
-371.33
-2,323.53%
|
16.70
-127.11%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
75.46
-33.66%
|
113.74
-49.32%
|
224.41
+8.69%
|
206.47
+25.38%
|
164.68
+11.29%
|
147.98
-29.39%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
52.06
-31.01%
|
75.46
-33.66%
|
113.74
-49.32%
|
224.41
+8.69%
|
206.47
+25.38%
|
164.68
+11.29%
|