บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน)
SET ·
29.25
+1.25 (+4.46%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6317 out_tok=2719 at=2026-07-25T19:48:02 -->
# KLINIQ Q2/2565 กำไรสุทธิโต 13.97% รับอานิสงส์คลายล็อกดาวน์-บริการเลเซอร์-ศัลยกรรมบูม
## รายได้-กำไรฟื้นตัวชัดเจนจากฐานต่ำปีก่อน ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยบวกจากมาตรการผ่อนคลาย-บริการใหม่หนุน
บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ รายงานผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปี 2565 มีรายได้จากการให้บริการรวม 755.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 100.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 13.26% เป็น 13.97% ปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลายลง ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการได้ตามปกติ ประกอบกับการตอบรับที่ดีจากบริการใหม่ๆ และการขยายสาขา
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ KLINIQ ในงวด 6 เดือนแรกปี 2565 คือ **การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากการให้บริการที่เติบโตถึง 76.10%** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรสุทธิจาก 13.26% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 13.97% โดยปัจจัยหลักมาจาก 3 ส่วน คือ การคลายมาตรการควบคุมโควิด-19, ความต้องการบริการกลุ่มเลเซอร์และยาฉีดที่เพิ่มขึ้น, และการเปิดศูนย์ศัลยกรรมสยามสแควร์ รวมถึงการขยายสาขา
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **การคลายมาตรการควบคุมโควิด-19:** เมื่อภาครัฐผ่อนคลายมาตรการและยกเลิกคำสั่งปิดคลินิกเสริมความงาม ทำให้ลูกค้าสามารถเข้ามารับบริการได้ตามปกติ ความต้องการบริการเสริมความงามกลับสู่ภาวะปกติก่อนโควิด-19
* **บริการกลุ่มเลเซอร์และยาฉีด:** เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์รุ่นใหม่ในกลุ่มเลเซอร์ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ประกอบกับความนิยมที่เพิ่มขึ้นของยาฉีด ทำให้ปริมาณการซื้อคอร์สบริการในกลุ่มนี้สูงขึ้น
* **การเปิดศูนย์ศัลยกรรมสยามสแควร์:** การขยายบริการไปยังกลุ่มศัลยกรรมผ่านการเปิดศูนย์ใหม่ ช่วยเพิ่มแหล่งรายได้และดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่
* **การขยายสาขา:** จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นจาก 31 สาขาในปี 2564 เป็น 39 สาขาในปี 2565 ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการและขยายฐานลูกค้า
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยฝ่ายจัดการระบุว่าความต้องการของลูกค้าต่อคลินิกเวชกรรมเสริมความงามเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อนสถานการณ์โควิด-19 และเครื่องมือรุ่นใหม่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง การเปิดศูนย์ศัลยกรรมและการขยายสาขาเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามผลตอบรับของบริการใหม่ๆ และการแข่งขันในตลาดอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการให้บริการโต 76.10%:** แตะ 755.80 ล้านบาท ใน 6 เดือนแรกปี 2565 จาก 429.12 ล้านบาทในปีก่อน
* **กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น:** อยู่ที่ 100.34 ล้านบาท เทียบกับ 13.26% ในปีก่อน เป็น 13.97%
* **จำนวนสาขาเพิ่มขึ้น:** จาก 31 สาขา เป็น 39 สาขา ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2565
* **ต้นทุนขายและบริการเพิ่ม 62.56%:** เป็น 305.67 ล้านบาท จาก 187.89 ล้านบาทในปีก่อน
* **ต้นทุนการจัดจำหน่ายเพิ่ม 45.46%:** เป็น 197.85 ล้านบาท จาก 136.00 ล้านบาทในปีก่อน
* **ค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่ม 55.07%:** เป็น 89.16 ล้านบาท จาก 57.53 ล้านบาทในปีก่อน
* **ต้นทุนทางการเงินเพิ่ม 71.48%:** เป็น 4.58 ล้านบาท จาก 2.67 ล้านบาทในปีก่อน
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในงวด 6 เดือนแรกปี 2565 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการรวม 755.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 326.39 ล้านบาท หรือ 76.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการได้ตามปกติ ประกอบกับความต้องการบริการกลุ่มเลเซอร์และยาฉีดที่เพิ่มขึ้น การเปิดศูนย์ศัลยกรรมสยามสแควร์ และการขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 39 สาขา จาก 31 สาขาในปี 2564
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น 62.56% เป็น 305.67 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ ค่าธรรมเนียมแพทย์ เงินเดือนพนักงาน และค่าใช้จ่ายภายใต้สิทธิการเช่าที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนสาขาที่ขยายตัว
ต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 45.46% เป็น 197.85 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนพนักงาน ค่าคอมมิชชั่น และค่าใช้จ่ายการตลาดที่กลับมาดำเนินการตามปกติ
ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 55.07% เป็น 89.16 ล้านบาท จากการจ้างพนักงานฝ่ายสนับสนุนเพิ่มขึ้น ค่าธรรมเนียมธนาคาร และค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นตามสินทรัพย์
อัตรากำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้นจาก 13.26% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2564 เป็น 13.97% ในงวดเดียวกันของปี 2565 ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของรายได้ที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคบริการ:** การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 และการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติของประชาชน เป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจบริการเสริมความงาม
* **บริการใหม่และการตอบรับที่ดี:** เครื่องมือทางการแพทย์รุ่นใหม่ในกลุ่มเลเซอร์ และความนิยมในกลุ่มยาฉีด รวมถึงการเปิดศูนย์ศัลยกรรม เป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้และขยายฐานลูกค้า
* **การขยายสาขา:** การเพิ่มจำนวนสาขาช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการและขยายโอกาสในการสร้างรายได้ในพื้นที่ใหม่ๆ
* **ความต้องการบริการเสริมความงามที่เพิ่มขึ้น:** เทรนด์ความใส่ใจในรูปลักษณ์และความงามยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
## ความเสี่ยง
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** ธุรกิจคลินิกเวชกรรมเสริมความงามมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่
* **ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น:** ต้นทุนยา เวชภัณฑ์ ค่าเช่า และค่าแรงงาน อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร
* **การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค:** ความต้องการบริการอาจเปลี่ยนแปลงไปตามเทรนด์ หรือปัจจัยทางเศรษฐกิจ
* **ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ:** การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคลินิกเวชกรรม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ผลการดำเนินงานของสาขาใหม่:** ประสิทธิภาพและการเติบโตของสาขาที่เปิดใหม่
* **การตอบรับของบริการศัลยกรรม:** ศักยภาพในการสร้างรายได้และผลกำไรจากศูนย์ศัลยกรรมสยามสแควร์
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนยา เวชภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อรักษาอัตรากำไร
* **แผนการขยายสาขาในอนาคต:** ทิศทางการเติบโตและการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ
* **แนวโน้มการใช้บริการกลุ่มเลเซอร์และยาฉีด:** การรักษาโมเมนตัมความนิยมของบริการกลุ่มนี้
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
* **รายได้จากการให้บริการ:** เติบโตโดดเด่น 76.10% เป็นผลจากการคลายล็อกดาวน์, การตอบรับที่ดีของบริการเลเซอร์และยาฉีด, การเปิดศูนย์ศัลยกรรม และการขยายสาขา
* **อัตรากำไรขั้นต้น:** ลดลงเล็กน้อยจาก 57.71% เป็น 57.18% เนื่องจากมีการรับรู้รายได้จากการแลกเปลี่ยนบริการ (Barter) ในปีก่อน ซึ่งไม่ใช่รายได้จริง และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามการดำเนินงาน
* **ต้นทุนขายและบริการ:** เพิ่มขึ้น 62.56% โดยมีสัดส่วนต้นทุนหลักคือ ค่าธรรมเนียมแพทย์ เงินเดือนบุคลากร (38.24%), ต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ (36.70%), และค่าตัดจำหน่ายสิทธิการใช้สินทรัพย์ (19.11%)
* **ต้นทุนการจัดจำหน่าย:** เพิ่มขึ้น 45.46% แต่สัดส่วนต่อรายได้ลดลง แสดงถึงประสิทธิภาพที่ดีขึ้น โดยมีสัดส่วนหลักคือ เงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น และผลประโยชน์พนักงานสาขา (81.03%) และค่าใช้จ่ายการตลาด (18.97%)
* **ค่าใช้จ่ายในการบริหาร:** เพิ่มขึ้น 55.07% แต่สัดส่วนต่อรายได้ลดลง แสดงถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี โดยมีสัดส่วนหลักคือ เงินเดือนสำนักงานใหญ่ (34.29%), ค่าเสื่อมราคา (16.27%), ค่าธรรมเนียมธนาคาร (16.79%)
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** เพิ่มขึ้น 254.66 ล้านบาท ณ สิ้น 30 มิ.ย. 2565 จากสิ้นปี 2564 โดยหลักมาจากการซื้อเครื่องมือแพทย์และลงทุนขยายสาขาใหม่
* **หนี้สินรวม:** เพิ่มขึ้น 179.33 ล้านบาท ณ สิ้น 30 มิ.ย. 2565 จากสิ้นปี 2564 โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของหนี้สินตามสัญญาเช่าจากการขยายสาขา และรายได้รอการบริการรับล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** เพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรสุทธิ 100.34 ล้านบาท และการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2564 จำนวน 25 ล้านบาท
* **เงินปันผลระหว่างกาล:** คณะกรรมการอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 2 ครั้ง รวม 128.20 ล้านบาท ซึ่งจะกระทบต่อกำไรสะสม
## สรุปท้าย
KLINIQ โชว์ผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 2565 เติบโตโดดเด่นจากแรงหนุนการฟื้นตัวหลังโควิด-19 และการตอบรับที่ดีจากบริการใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มเลเซอร์ ศัลยกรรม และการขยายสาขา แม้ต้นทุนการดำเนินงานจะปรับเพิ่มขึ้นตามการเติบโต แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ดี ทำให้อัตรากำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาการแข่งขันในอุตสาหกรรม การบริหารจัดการต้นทุน และแนวโน้มการเติบโตของบริการใหม่ๆ เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KLINIQ ไตรมาส 2/2565
รายได้รวม
8.18
ล้านบาท
↑ 0.3% YoY
กำไรขั้นต้น
517.92
ล้านบาท
↑ 51.4% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
6,328.41
%
กำไรสุทธิ
110.89
ล้านบาท
↑ 42.3% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
1,355.01
%
D/E Ratio
0.87
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
8
↑ + 0.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
518
↑ + 51.4%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
111
↑ + 42.3%
YoY
D/E Ratio
0.87
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KLINIQ
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 |
|---|---|---|---|---|---|---|
| รายได้รวม | — |
8.18
|
— |
8.16
+100.52%
|
4.07
+89.13%
|
2.15
|
| กำไรขั้นต้น | — |
517.92
|
— |
342.03
-26.36%
|
464.48
-1.46%
|
471.36
|
| ค่าใช้จ่ายรวม | — |
380.76
|
— |
262.16
-22.10%
|
336.54
-17.45%
|
407.68
|
| กำไรสุทธิ | — |
110.89
|
— |
77.96
-26.70%
|
106.35
-17.72%
|
129.26
|
| กำไรต่อหุ้น | — |
0.50
|
— |
0.35
-26.71%
|
0.48
-17.86%
|
0.59
|
| กำไร(ขาดทุน)อื่นๆ | — |
0.00
|
— |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ROE(%) | — |
20.84
|
— |
17.24
-24.22%
|
22.75
|
0.00
|
| ROA(%) | — |
15.10
|
— |
13.44
-10.64%
|
15.04
|
0.00
|
| หนี้สิน/ส่วนผู้ถือหุ้น | — |
0.87
|
— |
0.67
+17.54%
|
0.57
|
0.00
|
| P/E | — |
13.39
|
— |
34.05
-20.41%
|
42.78
+165.88%
|
16.09
|
| P/BV | — |
2.83
|
— |
5.68
+7.98%
|
5.26
+54.71%
|
3.40
|
| BV | — |
7.56
|
— |
7.39
+0.27%
|
7.37
-14.40%
|
8.61
|
| YIELD(%) | — |
6.54
|
— |
1.19
-76.01%
|
4.96
|
4.96
|
| ราคาหุ้น | — |
21.40
|
— |
42.00
+8.39%
|
38.75
+32.48%
|
29.25
|
| อัตรากำไรขั้นต้น(%) | — |
6,328.41
|
— |
4,191.08
-63.28%
|
11,412.16
-47.90%
|
21,903.11
|
| อัตราค่าใช้จ่าย(%) | — |
4,652.48
|
— |
3,212.36
-61.15%
|
8,268.77
-56.35%
|
18,944.28
|
| อัตรากำไรสุทธิ(%) | — |
1,355.01
|
— |
955.21
-63.44%
|
2,613.05
-56.49%
|
6,006.27
|
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.87
ROE (%)
20.84
ROA (%)
15.10
Book Value/หุ้น
8.61
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KLINIQ
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-236
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+133
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — KLINIQ
| รายการ | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 |
|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-236.23
-10,282.33%
|
2.32
-99.03%
|
238.56
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
132.90
-113.25%
|
-1,003.11
+1,852.72%
|
-51.37
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
156.58
-88.61%
|
1,374.40
-1,239.92%
|
-120.57
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
53.24
-85.75%
|
373.62
+460.82%
|
66.62
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|