กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า กลุ่มน้ำตาลครบุรี
SET · พลังงานและสาธารณูปโภค
9.75
+0.05 (+0.52%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5178 out_tok=2496 at=2026-07-27T10:24:01 -->
# KBSPIF กำไรสุทธิพุ่ง 1,012 ล้านบาท รับราคาเหล็ก HRC พุ่งแรง Q2/2564
## รายได้-กำไรโตสนั่น! KBSPIF พลิกขาดทุนยับปีที่แล้วสู่กำไรก้อนโต Q2/64 รับอานิสงส์ราคาเหล็กโลกพุ่งสูง
บริษัท กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า กลุ่มน้ำตาลครบุรี (KBSPIF) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิรวม 1,012 ล้านบาท จากที่ขาดทุนสุทธิ 247 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาขายเหล็กแผ่นรีดร้อน (HRC) ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการขายรวมเติบโตถึง 78% อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการยังคงจับตามาตรการควบคุมโควิด-19 ที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในระยะถัดไป
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ KBSPIF ในไตรมาส 2 ปี 2564 คือ **การปรับตัวขึ้นอย่างมหาศาลของราคาขายเฉลี่ยเหล็กแผ่นรีดร้อน (HRC) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน** ส่งผลให้รายได้จากการขายของบริษัทเพิ่มขึ้น 89% และรายได้จากการขายรวมของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้น 78% โดยมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 10% และปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น 22% ซึ่งปัจจัยหลักนี้ได้พลิกฟื้นผลการดำเนินงานจากที่เคยขาดทุนขั้นต้น 100 ล้านบาทในปีที่แล้ว กลับมามีกำไรขั้นต้น 589 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวม 1,012 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของราคาขายเฉลี่ย HRC เป็นผลมาจาก **ความต้องการเหล็กที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในตลาดโลก** ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยที่ระบุว่าการบริโภคเหล็กแผ่นรีดร้อนโดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 62.6% ในไตรมาส 2 ปี 2564 เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่อรายได้จากการขายของบริษัท นอกจากนี้ ฝ่ายจัดการยังระบุว่า **การปรับสัดส่วนเศษเหล็กอย่างเหมาะสม** ก็มีส่วนช่วยในการปรับปรุงกำไรขั้นต้นให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยจะปรับตัวขึ้นอย่างมากในไตรมาสนี้ แต่ฝ่ายจัดการได้ระบุถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการของรัฐบาลที่เข้มงวดขึ้นในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2564 และส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของอุตสาหกรรมเหล็กจากการปิดกิจกรรมการก่อสร้างชั่วคราว ดังนั้น แม้ว่าแนวโน้มความต้องการเหล็กในตลาดโลกอาจยังคงแข็งแกร่ง แต่ปัจจัยภายในประเทศและสถานการณ์การระบาดอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายและราคาขายในไตรมาสถัดไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิรวมพลิกกลับมาเป็น 1,012 ล้านบาท** จากขาดทุน 247 ล้านบาทใน Q2/63
* **รายได้จากการขายรวม 8,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78%** จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
* **ราคาขายเฉลี่ย HRC พุ่งสูงถึง 26,486 บาท/ตัน** เพิ่มขึ้น 72% YoY
* **ปริมาณการผลิต HRC เพิ่มขึ้น 22%** เป็น 353 พันตัน
* **ต้นทุนทางการเงินลดลง 63 ล้านบาท** จากการปรับโครงสร้างหนี้และใช้วงเงินลดลง
* **ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 137 ล้านบาท** จากค่าเงินบาทอ่อนค่า
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัทจี สตีล จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 ที่โดดเด่น โดยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 8,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 4,713 ล้านบาท การเติบโตนี้เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาขายเฉลี่ยเหล็กแผ่นรีดร้อน (HRC) ถึง 72% ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขาย 10% และปริมาณการผลิต 22% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นรวมพลิกจากขาดทุน 178 ล้านบาทใน Q2/63 มาเป็นกำไร 1,711 ล้านบาทใน Q2/64 และกำไรสุทธิรวมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากขาดทุน 247 ล้านบาท เป็นกำไร 1,012 ล้านบาท
## โอกาส
* **ความต้องการเหล็กในตลาดโลกที่ฟื้นตัว:** การบริโภคเหล็กแผ่นรีดร้อนโดยรวมที่เพิ่มขึ้น 62.6% ในไตรมาส 2 ปี 2564 บ่งชี้ถึงแนวโน้มอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง
* **การปรับโครงสร้างหนี้:** การลดต้นทุนทางการเงินลง 63 ล้านบาท จากการปรับโครงสร้างหนี้และการลดอัตราดอกเบี้ยลงจาก 12% เหลือ 6% ต่อปี จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว
* **การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต:** การเพิ่มปริมาณการผลิต HRC ขึ้น 22% แสดงถึงการบริหารจัดการกำลังการผลิตที่ดีขึ้น
## ความเสี่ยง
* **มาตรการควบคุมโควิด-19 ในประเทศ:** การที่รัฐบาลออกมาตรการเข้มงวดตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2564 อาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมก่อสร้างและการผลิตที่เกี่ยวข้องกับเหล็ก
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** การอ่อนค่าของเงินบาทส่งผลให้บริษัทบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 137 ล้านบาท ซึ่งอาจกระทบต่อผลกำไรหากแนวโน้มยังคงอยู่
* **ต้นทุนวัตถุดิบ:** แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุชัดเจน แต่การเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบ (เช่น เศษเหล็ก) อาจเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรหากไม่สามารถส่งผ่านไปยังราคาขายได้ทั้งหมด
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ผลกระทบจากมาตรการควบคุมโควิด-19 ต่ออุตสาหกรรมเหล็ก:** ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดและมาตรการของรัฐบาลว่าจะส่งผลต่อการผลิตและการขายในไตรมาสถัดไปอย่างไร
* **แนวโน้มราคาเหล็ก HRC ในตลาดโลก:** ประเมินทิศทางราคาเหล็ก ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้และกำไรหลักของบริษัท
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน:** ติดตามผลของการปรับโครงสร้างหนี้ต่อภาระดอกเบี้ยในระยะยาว
* **การบริหารจัดการสต็อก:** มูลค่าสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 2,070 ล้านบาท ควรติดตามว่าเป็นการเพิ่มขึ้นตามราคาหรือปริมาณ และจะสามารถระบายออกได้ทันเวลาหรือไม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
ในฐานะผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน (HRC) ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลประกอบการของ KBSPIF คือ **ราคา commodity (เหล็ก)** และ **ปริมาณการผลิต/ขาย** ซึ่งในไตรมาส 2 ปี 2564 ทั้งสองปัจจัยนี้อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ราคาขายเฉลี่ย HRC พุ่งสูงถึง 26,486 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นถึง 72% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้รายได้จากการขายรวมของบริษัทเพิ่มขึ้น 89% และของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้น 78% ปริมาณการผลิต HRC ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 22% เป็น 353 พันตัน สะท้อนถึงการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่วนต้นทุนต่อหน่วยนั้น แม้จะไม่ได้ระบุตัวเลขชัดเจน แต่ฝ่ายจัดการกล่าวถึงการปรับสัดส่วนเศษเหล็กอย่างเหมาะสม ซึ่งน่าจะช่วยควบคุมต้นทุนได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ในด้านกฎระเบียบและสิ่งแวดล้อม เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ แต่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากมาตรการควบคุมโควิด-19 ที่เข้มงวด ซึ่งส่งผลต่อการชะลอตัวของอุตสาหกรรมเหล็กจากการปิดกิจกรรมการก่อสร้างชั่วคราว ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 งบการเงินรวมมีสินทรัพย์รวม 27,825 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากสิ้นปี 2563 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 77% หลักๆ มาจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือ ซึ่งมีมูลค่า 4,665 ล้านบาท (17% ของสินทรัพย์รวม) เพิ่มขึ้น 2,070 ล้านบาทเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2563 ส่วนหนี้สินรวมอยู่ที่ 10,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% โดยหนี้สินหมุนเวียนรวมเพิ่มขึ้น 846 ล้านบาท และหนี้สินไม่หมุนเวียนรวมเพิ่มขึ้น 65 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 17,388 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,454 ล้านบาทจากสิ้นปี 2563 ซึ่งเป็นผลมาจากกำไรสุทธิ
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสุทธิอยู่ที่ 731 ล้านบาท สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างเงินสดจากการดำเนินธุรกิจ ส่วนกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 142 ล้านบาท และกิจกรรมจัดหาเงิน 163 ล้านบาท
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ KBSPIF ในไตรมาส 2 ปี 2564 คือการพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาขายเหล็กแผ่นรีดร้อน (HRC) ซึ่งส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิพลิกกลับมาเป็นบวกอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากมาตรการควบคุมโควิด-19 ในประเทศ และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป แม้ว่าแนวโน้มความต้องการเหล็กในตลาดโลกจะยังคงเป็นบวก แต่ปัจจัยภายในประเทศอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานได้
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KBSPIF ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
51.55
ล้านบาท
↑ 61.9% YoY
กำไรขั้นต้น
51.55
ล้านบาท
↑ 61.9% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
100.00
%
กำไรสุทธิ
47.49
ล้านบาท
↑ 68.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
92.12
%
D/E Ratio
—
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
52
↑ + 61.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
52
↑ + 61.9%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
47
↑ + 68.8%
YoY
D/E Ratio
—
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KBSPIF
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
—
ROE (%)
0.00
ROA (%)
0.00
Book Value/หุ้น
10.32
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KBSPIF
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| รวมสินทรัพย์หมุนเวียน | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมสินทรัพย์ | — |
2,906.62
+2.73%
|
2,829.48
-5.86%
|
3,005.45
-1.61%
|
3,054.74
-0.66%
|
3,074.98
-1.31%
|
0.00
|
| รวมหนี้สินหมุนเวียน | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| รวมหนี้สิน | — |
2.05
+17.44%
|
1.75
+0.60%
|
1.74
-29.50%
|
2.47
+15.45%
|
2.14
+2.85%
|
0.00
|
| รวมส่วนของเจ้าของ | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| อัตราส่วนสภาพคล่อง | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| ระยะเวลาชำระหนี้เจ้าหนี้การค้า | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| วงจรเงินสด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-90
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+0
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — KBSPIF
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-90.03
-16.19%
|
-107.42
+29.03%
|
-83.25
-49.35%
|
-164.36
-371.98%
|
60.43
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
68.04
-30.17%
|
97.44
+4.82%
|
92.96
-17.62%
|
112.84
-299.50%
|
-56.56
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|
0.00
|