บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
SET · วัสดุก่อสร้าง
6.45
0.05 (0.77%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4583 out_tok=2683 at=2026-07-25T15:46:08 -->
# EPG กำไร Q2/65 ดิ่ง 48.7% รับผลกระทบชิปขาดแคลน-ต้นทุนพุ่ง
## รายได้หด 3.1% ต้นทุนขายลดตาม แต่ค่าใช้จ่ายพุ่งกระทบกำไรสุทธิ
บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีบัญชี 2565/2566 (เม.ย.-มิ.ย. 65) มีกำไรสุทธิ 230.6 ล้านบาท ลดลง 48.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากรายได้จากการขายที่ลดลง 3.1% ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ EPG ในไตรมาส 1 ปีบัญชี 2565/2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ **การหดตัวของยอดขายในกลุ่มบริษัท แอร์โรคลาส ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาการขาดแคลนชิปในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก และต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก**
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
ยอดขายของกลุ่มบริษัท แอร์โรคลาส ลดลง 11.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกยังคงเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนชิป (Semiconductor Shortage) ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตยานยนต์โดยรวม ทำให้การส่งมอบรถยนต์ใหม่ล่าช้า นอกจากนี้ ธุรกิจในออสเตรเลียยังได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากอุทกภัยในช่วงต้นเดือนเมษายน 2565 และความล่าช้าในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้ยอดขายชิ้นส่วนอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์ปรับตัวลดลง ขณะเดียวกัน สภาวะเศรษฐกิจในยุโรปที่ชะลอตัวลงก็ส่งผลกระทบต่อยอดขายในภูมิภาคดังกล่าวด้วย
ในขณะที่กลุ่มบริษัท แอร์โรเฟลกซ์ มียอดขายเติบโต 7.7% จากความต้องการสินค้าฉนวนยางคุณภาพสูงในสหรัฐอเมริกาและการขยายตลาดไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงการฟื้นตัวของยอดขายในเอเชียและตลาดในประเทศหลังการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และบริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด มียอดขายเพิ่มขึ้น 1.2% จากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ทำให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยเฉพาะถ้วยน้ำดื่มและกล่องใส่อาหารกลับมาเติบโต
อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จากการขายโดยรวมจะลดลงเพียง 3.1% แต่ต้นทุนการขายสินค้าก็ลดลงในอัตราใกล้เคียงกันที่ 3.2% ซึ่งสะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบได้ดี โดยการสั่งซื้อล่วงหน้าและการหาแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่สำคัญคือ **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นถึง 18.9%** โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าขนส่งที่สูงขึ้นในกลุ่มแอร์โรเฟลกซ์ การปรับอัตราค่าจ้างพนักงานในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย การจ้างพนักงานเพิ่มเติมเพื่อขยายธุรกิจและร้านค้าในออสเตรเลีย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบ IT และค่า Due diligence เพื่อการซื้อกิจการใหม่
นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าลดลง 49.4% เนื่องจากการหดตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชิปขาดแคลนและมาตรการ Zero Covid ในจีน รวมถึงมีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้น 28.8 ล้านบาทจากธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ลักษณะครั้งคราว แต่ต้องติดตามปัจจัยกดดัน** ปัญหาการขาดแคลนชิปในอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มแอร์โรคลาส ซึ่งฝ่ายจัดการไม่ได้ระบุแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะคลี่คลายเมื่อใด แต่หากปัญหาดังกล่าวคลี่คลายลง ยอดขายในกลุ่มนี้มีโอกาสฟื้นตัวได้ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจและการลงทุน อาจเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรในระยะต่อไป ซึ่งต้องจับตาดูประสิทธิภาพในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเหล่านี้
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 48.7% YoY:** อยู่ที่ 230.6 ล้านบาท จาก 449.5 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายลดลง 3.1% YoY:** อยู่ที่ 2,843.4 ล้านบาท โดยกลุ่มแอร์โรคลาสยอดขายหดตัว 11.0%
* **ต้นทุนขายลดลง 3.2% YoY:** สอดคล้องกับรายได้ แม้ต้นทุนวัตถุดิบบางประเภทปรับขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายขายและบริหารพุ่ง 18.9% YoY:** จากค่าขนส่ง การปรับค่าจ้าง และการขยายธุรกิจ
* **ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง 49.4% YoY:** จากผลกระทบอุตสาหกรรมยานยนต์
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 1 ปีบัญชี 2565/2566 บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้า 2,843.4 ล้านบาท ลดลง 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของยอดขายในกลุ่มบริษัท แอร์โรคลาส ถึง 11.0% แม้ว่ากลุ่มบริษัท แอร์โรเฟลกซ์ จะเติบโต 7.7% และบริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด เติบโต 1.2% ก็ตาม ต้นทุนการขายสินค้าลดลง 3.2% อยู่ที่ 1,909.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับการลดลงของรายได้ แม้จะเผชิญกับราคาวัตถุดิบบางประเภทที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทได้มีการบริหารจัดการโดยการสั่งซื้อล่วงหน้าและหาแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลาย
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 18.9% เป็น 675.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อกำไรสุทธิ นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าลดลง 49.4% เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบจากปัญหาชิปขาดแคลนและมาตรการ Zero Covid ในจีน ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้อยู่ที่ 230.6 ล้านบาท ลดลง 48.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของกลุ่มแอร์โรเฟลกซ์:** หากปัญหาการขาดแคลนชิปในอุตสาหกรรมยานยนต์คลี่คลายลง จะส่งผลดีต่อยอดขายในกลุ่มนี้
* **การเติบโตของกลุ่มแอร์โรเฟลกซ์:** ความต้องการสินค้าฉนวนยางคุณภาพสูงในสหรัฐอเมริกาและการขยายตลาดไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Ultra Low Temperature Insulation และ Air Ducting system
* **การฟื้นตัวของตลาดในประเทศ:** การผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 หนุนการใช้ชีวิตนอกบ้าน ส่งผลดีต่อยอดขายบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยเฉพาะถ้วยน้ำดื่ม
* **ความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหาร:** กล่องใส่อาหารยังคงเป็นที่ต้องการสูงในยุค New Normal ที่ผู้บริโภคนิยมสั่งอาหาร Delivery หรือซื้อกลับบ้าน
* **การขยายธุรกิจในออสเตรเลีย:** แม้จะเผชิญความท้าทายในระยะสั้น แต่การลงทุนเพื่อขยายธุรกิจและร้านค้า TJM อาจสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว
## ความเสี่ยง
* **ปัญหาการขาดแคลนชิป:** ยังคงเป็นความเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และยอดขายของกลุ่มแอร์โรคลาส
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** แม้จะมีการบริหารจัดการ แต่ราคาวัตถุดิบกลุ่มปิโตรเคมีอาจผันผวนตามสถานการณ์ตลาดโลก
* **ต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น:** ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขายและบริหารของทุกกลุ่มธุรกิจ
* **ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว:** โดยเฉพาะในยุโรป อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายในภูมิภาคดังกล่าว
* **ความล่าช้าในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ:** เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน
* **ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ในไตรมาสนี้จะได้รับผลดีจากค่าเงินบาทอ่อนค่า แต่ก็อาจมีความผันผวนได้
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการคลี่คลายของปัญหาขาดแคลนชิป:** จะส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวของกลุ่มแอร์โรคลาส
* **ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายขายและบริหาร:** เพื่อควบคุมผลกระทบต่ออัตรากำไร
* **การเติบโตของยอดขายในตลาดสหรัฐอเมริกา:** โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ฉนวนยางและระบบ Air Ducting
* **การฟื้นตัวของยอดขายในประเทศ:** จากการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ
* **ความคืบหน้าของการซื้อกิจการใหม่ในออสเตรเลีย:** และผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลประกอบการ
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ:** ท่ามกลางความผันผวนของราคา
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
เอกสารที่ให้มาเป็นข้อมูลของบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจหลักคือผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติก ไม่ได้มีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างโดยตรง ดังนั้น การวิเคราะห์ตามจุดโฟกัส sector จึงไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับข้อมูลที่ได้รับ
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง มีเพียงการกล่าวถึงต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 0.4 ล้านบาท หรือ 2.0% ซึ่งเป็นผลมาจากเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของธุรกิจ
## สรุปท้าย
EPG ในไตรมาส 1 ปีบัญชี 2565/2566 เผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนชิปที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายในกลุ่มยานยนต์ และต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กำไรสุทธิลดลงถึง 48.7% แม้ว่าบริษัทจะมีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนขายได้ดี และบางกลุ่มธุรกิจยังคงเติบโตได้ แต่ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวโน้มการคลี่คลายของปัญหาชิปขาดแคลน และการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เพื่อประเมินโอกาสการฟื้นตัวของผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ EPG ไตรมาส 2/2565
รายได้รวม
13,705.29
ล้านบาท
↓ 2% YoY
กำไรขั้นต้น
4,576.09
ล้านบาท
↓ 1.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
33.39
%
กำไรสุทธิ
1,295.12
ล้านบาท
↑ 62.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
9.45
%
D/E Ratio
0.55
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
13,705
↓ -2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
4,576
↓ -1.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
1,295
↑ + 62.7%
YoY
D/E Ratio
0.55
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — EPG
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.55
ROE (%)
9.99
ROA (%)
7.75
Book Value/หุ้น
4.95
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — EPG
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+2,372
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-887
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — EPG
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน |
2,371.54
+116.19%
|
1,096.96
|
— |
1,410.69
+29.91%
|
1,085.91
-46.20%
|
2,018.40
|
0.00
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน |
-886.64
+128.05%
|
-388.80
|
— |
-1,715.27
+167.97%
|
-640.10
-27.36%
|
-881.21
+7.67%
|
-818.45
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน |
-812.21
+156.31%
|
-316.89
|
— |
582.12
-161.32%
|
-949.35
+16.67%
|
-813.69
+839.60%
|
-86.60
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) |
672.68
+71.92%
|
391.27
|
— |
277.55
-155.12%
|
-503.54
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด |
1,848.70
+36.03%
|
1,359.05
+22.11%
|
— |
750.86
-42.21%
|
1,299.25
+25.84%
|
1,032.47
+105.19%
|
503.17
+1.06%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด |
2,447.57
+32.39%
|
1,848.70
+36.03%
|
— |
1,112.98
+48.23%
|
750.86
-42.21%
|
1,299.25
+25.84%
|
0.00
|