บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
SET · พาณิชย์
26.00
0.25 (0.95%)
สรุปสั้น
รายได้รวม ลดลง -28,425.81 ล้านบาท -12.76% ลดลงร้อยละ 12.8 และกำไรสุทธิ 341 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 97.2 จากช่วงเดียวกับของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา (COVID-19)
ได้ส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทษโดยภาพรวมอย่างเป็นนัยสำคัญ โดยเริ่มตั้งแต่ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมส่งผลให้ทางบริษัทษต้องมีการปิดการให้บริการชั่วคราวในส่วนงานแฟชั่นและส่วนงานฮาร์ดไลน์
รวมถึงการจำกัดการให้เวลาการให้บริการ ซึ่งสถานการณ์การระบาดยังไม่คลี่คลาย และมีการระบาดเป็นระยะในวงจำกัดในแต่ละประเทศอย่างต่อเนื่อง จนเกิดการระบาดครั้งใหญ่ถือเป็นรอบที่ 2 ในช่วงเดือนธันวาคมในประเทศไทย และตั้งแต่เดือน พฤศจิกายนเป็นต้นมาในประเทศอืตาลี รวมถึงบริษัทษยังได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงการบันทึกบัญชีตามมาตรฐานบัญชีใหม่ ฉบับที่ 9 และ 16 (TFRS#9,16) ที่มีผลบังคับใช้ในปี 2563 กำให้บริษักษ มีกำไรสุทธิลดลง 1,298 ล้านบาท
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=20922 out_tok=2664 at=2026-07-25T14:44:05 -->
# CRC กำไรสุทธิ Q2/65 พุ่ง 476.8% รับแรงหนุนเศรษฐกิจฟื้น-ท่องเที่ยวคึกคัก
## รายได้รวมโต 22.5% แตะ 5.6 หมื่นล้านบาท ฝ่ายบริหารชี้ปัจจัยบวกจากกำลังซื้อฟื้น-มาตรการผ่อนคลาย
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 มีรายได้รวม 56,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 1,605 ล้านบาท เติบโตถึง 476.8% การฟื้นตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 และการกลับมาของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลดีต่อกำลังซื้อและการจับจ่ายของผู้บริโภคในทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัทฯ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
**หัวใจหลักของผลประกอบการที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในไตรมาส 2 ปี 2565 คือ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของกำลังซื้อและการบริโภคภาคเอกชน ประกอบกับการกลับมาของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ส่งผลให้รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นถึง 22.4% และกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 476.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน**
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
ปัจจัยบวกสำคัญที่ส่งผลต่อผลประกอบการของ CRC ในไตรมาสนี้ มาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron ที่คลี่คลายลง ทำให้ความกังวลของผู้บริโภคลดลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัวจากการผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ส่งผลให้ยอดขายในจังหวัดท่องเที่ยวเติบโตได้ดี นอกจากนี้ การเปิดภาคเรียนและการกลับเข้าทำงานในสำนักงานของกลุ่มพนักงานบริษัทฯ ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้ออีกด้วย
ในส่วนของการดำเนินงาน บริษัทฯ มีการขยายสาขาที่เป็น Strategic Format และปรับปรุงสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผลักดันยอดขายผ่านช่องทาง Omnichannel ที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยยอดขาย Omnichannel ในครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับปีก่อน และคิดเป็น 18% ของยอดขายรวมของบริษัทฯ การปรับปรุงสาขา Flagship ในประเทศอิตาลี และการ Rebranding ห้างสรรพสินค้าในเวียดนาม ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงมีทิศทางที่ดี การผ่อนคลายมาตรการต่างๆ และการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จะยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงต้องติดตามความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และความผันผวนของตลาดการเงินโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนการดำเนินงานได้
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวม 56,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.5% YoY:** เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
* **กำไรสุทธิ 1,605 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 476.8% YoY:** สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
* **ยอดขาย Omnichannel เติบโต 29% ในครึ่งปีแรก:** คิดเป็น 18% ของยอดขายรวม แสดงถึงความสำเร็จในการปรับตัวสู่การค้าปลีกยุคใหม่
* **การขยายและปรับปรุงสาขา:** มีการเปิดสาขาใหม่และปรับปรุงสาขาเดิมใน 3 ประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** มีการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้อยู่ในสัดส่วนที่ลดลงเมื่อเทียบกับรายได้รวม
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2565 CRC มีรายได้รวม 56,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย การกลับมาของภาคการท่องเที่ยว และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้ยอดขายในทุกธุรกิจปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนงานแฟชั่นที่เติบโต 38.2% และส่วนงานฟู๊ดที่เติบโต 23.0% แม้ว่าส่วนงานฟู๊ดจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าก็ตาม กำไรขั้นต้นจากการขายเพิ่มขึ้น 33.6% เป็น 13,042 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับไตรมาสนี้อยู่ที่ 1,605 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 476.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน
สำหรับผลประกอบการในครึ่งปีแรกของปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้รวม 113,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.5% และมีกำไรสุทธิ 2,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 8,712.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว:** เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นยอดขาย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าแฟชั่นและสินค้าที่ระลึก
* **การเติบโตของช่องทาง Omnichannel:** การลงทุนในแพลตฟอร์มดิจิทัลและการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าแบบไร้รอยต่อ จะช่วยเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้า
* **การขยายธุรกิจใหม่:** การมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจ Health & Wellness และการมองหาโอกาสในการเข้าซื้อกิจการ (M&A) จะช่วยสร้างการเติบโตในระยะยาว
* **การขยายสาขาในต่างประเทศ:** การเติบโตของเศรษฐกิจในเวียดนาม และการปรับปรุงสาขาในอิตาลี เป็นโอกาสในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด
## ความเสี่ยง
* **ภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนที่สูงขึ้น:** อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการดำเนินงาน
* **ความผันผวนของตลาดการเงินโลก:** ความไม่แน่นอนของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และความขัดแย้งระหว่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรมค้าปลีก:** การแข่งขันที่รุนแรงอาจส่งผลต่อส่วนแบ่งการตลาดและอัตรากำไร
* **ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน:** ความผันผวนของค่าเงินอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทฯ ในส่วนที่ดำเนินงานในต่างประเทศ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภค:** ติดตามผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อต่อกำลังซื้อในระยะต่อไป
* **การเติบโตของยอดขาย Omnichannel:** ประสิทธิภาพของการลงทุนในแพลตฟอร์มดิจิทัลและการตอบรับของลูกค้า
* **ความคืบหน้าในการขยายธุรกิจ Health & Wellness:** ศักยภาพในการเติบโตของกลุ่มธุรกิจใหม่นี้
* **ผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ:** การสนับสนุนจากภาครัฐอาจเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติม
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**รายได้จากการขาย:**
* **ส่วนงานแฟชั่น:** เติบโต 38.2% YoY จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและการท่องเที่ยว รวมถึงการปรับปรุงสาขาในอิตาลี ยอดขาย Omnichannel เติบโต 4% YoY
* **ส่วนงานฮาร์ดไลน์:** เติบโต 12.7% YoY จากการเปิดดำเนินการปกติ การเปิดสาขาใหม่ และการเติบโตของกลุ่ม COL (B2S, OfficeMate, MEB) ยอดขาย Omnichannel เติบโต 10% YoY
* **ส่วนงานฟู๊ด:** เติบโต 23.0% YoY จากการฟื้นตัวในเวียดนามและการเปิดสาขาใหม่ในไทย รวมถึงการเติบโตของกลุ่ม Health & Wellness ยอดขาย Omnichannel เติบโต 70% YoY
**รายได้จากการให้เช่า:** เพิ่มขึ้น 29.0% YoY จากจำนวนผู้ใช้บริการที่มากขึ้นและการลดลงของการให้ส่วนลดค่าเช่า
**รายได้จากการให้บริการ:** เพิ่มขึ้น 47.5% YoY จากจำนวนผู้ใช้บริการศูนย์อาหารที่มากขึ้น
**อัตรากำไรขั้นต้น:** เพิ่มขึ้นเป็น 25.5% จาก 23.3% ในปีก่อน โดยส่วนงานแฟชั่นมีอัตรากำไรสูงขึ้นจากการกลับมาซื้อสินค้าหน้าร้าน และการปรับการให้ส่วนลดทางการค้าที่เหมาะสม ส่วนงานฮาร์ดไลน์อัตรากำไรลดลงเล็กน้อยจากการขายสินค้าที่มีกำไรสูงได้น้อยลง ส่วนงานฟู๊ดมีอัตรากำไรสูงขึ้นเล็กน้อย
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ลดลง 1.2% เป็น 260,079 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
* **หนี้สินรวม:** ลดลง 3.2% เป็น 197,622 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/2565 จากการลดลงของเจ้าหนี้การค้าและหนี้สินตามสัญญาเช่า
* **ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม:** เพิ่มขึ้น 5.7% เป็น 62,457 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/2565 จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น
* **อัตราหนี้สินสุทธิที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น:** อยู่ที่ 1.06 เท่า
* **กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน:** เป็นบวก 8,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน
* **กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน:** ใช้ไป 6,381 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีการซื้อบริษัทย่อย COL
* **กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน:** ใช้ไป 8,143 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน โดยหลักมาจากการลดลงของเงินกู้ยืมสุทธิ
## สรุปท้าย
CRC แสดงผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2 ปี 2565 ด้วยรายได้รวมที่เติบโต 22.5% และกำไรสุทธิที่พุ่งสูงถึง 476.8% เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย การกลับมาของภาคการท่องเที่ยว และการบริหารจัดการธุรกิจที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการเติบโตของช่องทาง Omnichannel และการขยายสาขาใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ด้วยกลยุทธ์การเติบโตที่ชัดเจนและการปรับตัวที่รวดเร็ว CRC มีศักยภาพที่จะรักษาโมเมนตัมการเติบโตและก้าวสู่การเป็นผู้นำค้าปลีกในภูมิภาคต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ CRC ไตรมาส 2/2565
รายได้รวม
58,724.51
ล้านบาท
↓ 15.2% YoY
กำไรขั้นต้น
10,559.97
ล้านบาท
↓ 44% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
17.98
%
กำไรสุทธิ
2,630.14
ล้านบาท
↑ 20.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.48
%
D/E Ratio
2.56
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
58,725
↓ -15.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
10,560
↓ -44%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
2,630
↑ + 20.8%
YoY
D/E Ratio
2.56
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — CRC
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.56
ROE (%)
11.03
ROA (%)
5.38
Book Value/หุ้น
11.59
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — CRC
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-1,273
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+10,628
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — CRC
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-1,273.40
-170.57%
|
1,804.49
-421.07%
|
-562.02
-102.58%
|
21,801.50
+2.82%
|
21,202.69
+77.27%
|
11,960.81
-34.94%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
10,627.66
+6.86%
|
9,944.99
+75.95%
|
5,652.17
+39.70%
|
4,045.85
-79.37%
|
19,615.10
-323.44%
|
-8,778.82
-35.39%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-9,434.01
-413.70%
|
3,007.29
-58.06%
|
7,169.81
-31.78%
|
10,509.56
-141.91%
|
-25,075.24
-963.05%
|
2,905.43
-144.84%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
441.80
-96.12%
|
11,375.83
+3.75%
|
10,964.21
-14.37%
|
12,804.26
+174.10%
|
4,671.43
-173.91%
|
-6,320.01
+537.16%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
9,274.67
-35.46%
|
14,371.23
-2.34%
|
14,716.00
-11.24%
|
16,579.39
+4.20%
|
15,911.87
+57.97%
|
10,073.02
-8.96%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
9,796.90
+5.63%
|
9,274.67
-35.46%
|
14,371.23
-2.34%
|
14,716.00
-11.24%
|
16,579.39
+4.20%
|
15,911.87
+57.97%
|