บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
SET · แฟชั่น
0.67
0.02 (2.90%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7022 out_tok=2950 at=2026-07-25T13:03:16 -->
# CPL กำไรสุทธิปี 2565 หาย 50 ล้านบาท รับต้นทุนพุ่ง-ยอดขายรองเท้าหด
## รายได้รวมโต 15% แต่กำไรสุทธิวูบ 72% เหตุต้นทุนวัตถุดิบ-ค่าใช้จ่ายพุ่ง กดดันมาร์จิ้น
บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CPL รายงานผลประกอบการปี 2565 มีกำไรสุทธิ 19 ล้านบาท ลดลง 50 ล้านบาท หรือ 72% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ทำได้ 69 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะเติบโต 15% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและค่าเงินบาทอ่อนค่า แต่ต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปลายปี ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ CPL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2565 คือ **การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่สามารถส่งผ่านไปยังราคาขายได้ทั้งหมด** ประกอบกับ **ยอดขายในกลุ่มรองเท้านิรภัยและอุปกรณ์นิรภัยที่ปรับตัวลดลง** ส่งผลให้กำไรขั้นต้นโดยรวมลดลง แม้รายได้จากการผลิตและจำหน่ายหนังสสำเร็จรูปจะเติบโตได้ดีก็ตาม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **ธุรกิจผลิตและจำหน่ายหนังสสำเร็จรูป:** แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น 499 ล้านบาท เป็น 1,703 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการอ่อนค่าของเงินบาท แต่ต้นทุนวัตถุดิบเคมีภัณฑ์และต้นทุนอื่นๆ ปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงปลายปี ทำให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นไม่ทันสัดส่วนของยอดขาย โดยกำไรขั้นต้นของธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นจาก 101 ล้านบาท เป็น 136 ล้านบาท
* **ธุรกิจฟอกหนัง:** แม้รายได้รวม (รวมฟอกเพื่อใช้เอง) จะเพิ่มขึ้นเป็น 278 ล้านบาท แต่ต้นทุนเคมีภัณฑ์และต้นทุนอื่นๆ ที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงจาก 46 ล้านบาท เหลือ 21 ล้านบาท นอกจากนี้ การชะลอตัวของลูกค้าในการนำเข้าหนังดิบทำให้ต้องปิดหน่วยงานรับจ้างฟอกหนังวัวบางส่วนชั่วคราวเพื่อบริหารต้นทุน
* **ธุรกิจผลิตและจำหน่ายรองเท้านิรภัยและอุปกรณ์นิรภัย:** รายได้ลดลงจาก 643 ล้านบาท เป็น 626 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้ยอดขายสินค้าที่เกี่ยวข้องลดลง แม้จะเริ่มกลับมาแต่ไม่สามารถชดเชยส่วนที่ขาดหายไปได้ ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่เริ่มเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงจาก 276 ล้านบาท เป็น 242 ล้านบาท
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 35 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายในการส่งออกสินค้า ค่าส่งเสริมการขาย และค่าคอมมิชชั่น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 6 ล้านบาท จากเงินเดือนและค่าตอบแทนพนักงาน
* **ส่วนแบ่งขาดทุนในบริษัทร่วม:** บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุน 3.66 ล้านบาท จากการหยุดดำเนินงานชั่วคราวของบริษัท อินทิเกรเต็ด เลเธอร์ เน็ตเวอร์ค จำกัด
ปัจจัยเหล่านี้รวมกันส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทลดลง 50 ล้านบาท จาก 69 ล้านบาท ในปี 2564 เหลือ 19 ล้านบาท ในปี 2565
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ฝ่ายจัดการระบุว่าสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยกดดันในช่วงปลายปี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติของประชาชนเป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยหนุนการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคสินค้าของบริษัทได้ในอนาคต ส่วนการปิดหน่วยงานรับจ้างฟอกหนังวัวเป็นการชั่วคราวเพื่อบริหารต้นทุน และการที่ยอดขายรองเท้าไม่สามารถชดเชยส่วนที่ขาดหายไปได้นั้น เป็นผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบันที่อาจคลี่คลายได้หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2565 ลดลง 72%** เหลือ 19 ล้านบาท จาก 69 ล้านบาท ในปี 2564
* **รายได้รวมปี 2565 เพิ่มขึ้น 15%** เป็น 2,307 ล้านบาท จาก 2,000 ล้านบาท ในปี 2564
* **อัตรากำไรขั้นต้นลดลง** จาก 22.50% ในปี 2564 เป็น 16.76% ในปี 2565
* **ต้นทุนวัตถุดิบเคมีภัณฑ์และต้นทุนอื่นๆ ปรับตัวสูงขึ้นมาก** เป็นปัจจัยกดดันหลัก
* **ยอดขายกลุ่มรองเท้านิรภัยและอุปกรณ์นิรภัยปรับตัวลดลง**
* **ธุรกิจฟอกหนังวัวต้องปิดบางส่วนชั่วคราว** เพื่อบริหารต้นทุน
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2565 บริษัทมีกำไรสุทธิ 19 ล้านบาท ลดลง 50 ล้านบาท หรือ 72% เมื่อเทียบกับปีก่อน (2564) ที่มีกำไรสุทธิ 69 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมเท่ากับ 0.82% ลดลงจาก 3.68% ในปีก่อน
รายได้จากการขายรวมสำหรับปี 2565 อยู่ที่ 2,307 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 307 ล้านบาท หรือ 15.35% เมื่อเทียบกับปีก่อน (2564) ที่มีรายได้ 2,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการผลิตและจำหน่ายหนังสสำเร็จรูปที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 499 ล้านบาท เป็น 1,703 ล้านบาท จากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นและการอ่อนค่าของเงินบาท
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายรวมเพิ่มขึ้น 387 ล้านบาท เป็น 1,922 ล้านบาท จาก 1,535 ล้านบาท ในปีก่อน โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบเคมีภัณฑ์และต้นทุนอื่นๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 22.50% ในปี 2564 เหลือ 16.76% ในปี 2565
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวมเพิ่มขึ้น 41 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาท จาก 159 ล้านบาท ในปีก่อน โดยค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 35 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 6 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทมีส่วนแบ่งขาดทุนในบริษัทร่วม 3.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 0.17 ล้านบาท ในปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก:** การที่ประชาชนส่วนใหญ่กลับมาดำเนินชีวิตตามปกติและการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นปัจจัยหนุนต่อความต้องการผลิตภัณฑ์หนังและรองเท้า
* **ทิศทางค่าเงินบาทอ่อนค่า:** เป็นปัจจัยบวกต่อยอดขายในรูปเงินบาทของสินค้าส่งออก
* **การผลิตหนังเพื่อใช้เอง:** การรับหนังดิบเข้ามาผลิตเพื่อใช้เองในธุรกิจหนังสสำเร็จรูป ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้บางส่วน
* **การขยายธุรกิจใหม่:** การจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อรองรับการลงทุนในธุรกิจใหม่ เป็นการกระจายความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสการเติบโตในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อ:** การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความต้องการสินค้า
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น:** ต้นทุนเคมีภัณฑ์ ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไร
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้บริษัทจะมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง แต่ความผันผวนของค่าเงินบาทอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการได้
* **การชะลอตัวของลูกค้าในธุรกิจฟอกหนัง:** ลูกค้าชะลอการนำเข้าหนังดิบเนื่องจากความต้องการใช้หนังในตลาดโลกลดลง
* **การแข่งขันในตลาด:** การแข่งขันด้านราคาและคุณภาพในอุตสาหกรรมหนังและรองเท้า
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อของผู้บริโภค
* ทิศทางราคาวัตถุดิบเคมีภัณฑ์และต้นทุนการผลิตอื่นๆ
* ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยต่อธุรกิจ
* แผนการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายของบริษัท
* ความคืบหน้าในการลงทุนในธุรกิจใหม่ของบริษัทย่อย CPL Venture Plus
* แนวโน้มการกลับมาของยอดขายในกลุ่มรองเท้านิรภัยและอุปกรณ์นิรภัย
* สถานการณ์การนำเข้าหนังดิบของลูกค้าในธุรกิจฟอกหนัง
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุปโภคบริโภค)
* **การผลิตและจำหน่ายหนังสสำเร็จรูป:** รายได้เติบโต 499 ล้านบาท (41.4%) เป็น 1,703 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นและการอ่อนค่าของเงินบาท แต่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นไม่ทันยอดขายเนื่องจากต้นทุนเคมีภัณฑ์และต้นทุนอื่นๆ ที่สูงขึ้น
* **การฟอกหนัง:** รายได้รวม (รวมฟอกเพื่อใช้เอง) เพิ่มขึ้น 57 ล้านบาท (25.8%) เป็น 278 ล้านบาท แต่กำไรขั้นต้นลดลง 25 ล้านบาท เหลือ 21 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนเคมีภัณฑ์และต้นทุนอื่นๆ ที่สูงขึ้น และการปิดหน่วยงานฟอกหนังวัวบางส่วนชั่วคราว
* **การผลิตและจำหน่ายรองเท้านิรภัยและอุปกรณ์นิรภัย:** รายได้ลดลง 17 ล้านบาท (2.6%) เป็น 626 ล้านบาท เนื่องจากยอดขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ลดลง แม้จะเริ่มกลับมาแต่ไม่สามารถชดเชยส่วนที่ขาดหายไปได้ ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 34 ล้านบาท เหลือ 242 ล้านบาท
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 สินทรัพย์รวมของบริษัทอยู่ที่ 2,483 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 44 ล้านบาท โดยมีรายการเพิ่มขึ้นในเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 24 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือ 19 ล้านบาท
หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 47 ล้านบาท โดยหนี้สินส่วนใหญ่คือสัญญาทรัสต์รีซีท (trust receipt) ซึ่งเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้นสำหรับการซื้อวัตถุดิบนำเข้า เพิ่มขึ้นเป็น 983 ล้านบาท จาก 873 ล้านบาท ในปีก่อน
อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 0.60 เท่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 0.59 เท่า ในปีก่อน
อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 1.19 เท่า ลดลงจาก 1.24 เท่า ในปีก่อน แต่บริษัทยังมีเงินสดหมุนเวียนจากการขายสินค้าที่สามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าได้ และมีแผนสำรองวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพื่อรองรับสภาพคล่อง
## สรุปท้าย
ปี 2565 เป็นปีที่ CPL เผชิญความท้าทายจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นและยอดขายบางกลุ่มที่ชะลอตัว แม้รายได้รวมจะเติบโตได้จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและค่าเงินบาท แต่แรงกดดันด้านต้นทุนได้บั่นทอนอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมค่าใช้จ่าย และการแสวงหาโอกาสในการเติบโตจากธุรกิจใหม่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูผลประกอบการให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในอนาคต ขณะที่ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ CPL ไตรมาส 4/2565
รายได้รวม
408.69
ล้านบาท
↓ 53.9% YoY
กำไรขั้นต้น
65.97
ล้านบาท
↓ 44.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
16.14
%
กำไรสุทธิ
-34.19
ล้านบาท
↓ 62.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-8.37
%
D/E Ratio
2.35
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
409
↓ -53.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
66
↓ -44.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-34
↓ -62.8%
YoY
D/E Ratio
2.35
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — CPL
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.35
ROE (%)
-21.89
ROA (%)
-2.54
Book Value/หุ้น
1.35
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — CPL
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-151
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+4
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — CPL
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-151.47
+361.94%
|
-32.79
-4.98%
|
-34.51
-87.90%
|
-285.21
+286.10%
|
-73.87
-131.58%
|
233.91
-35.14%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
3.54
+311.63%
|
0.86
-98.63%
|
62.74
-923.36%
|
-7.62
+101.59%
|
-3.78
-89.77%
|
-36.94
+122.13%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
172.31
+740.13%
|
20.51
-47.79%
|
39.28
-83.32%
|
235.51
-240.32%
|
-167.84
+42.59%
|
-117.71
+33.85%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
16.63
-243.24%
|
-11.61
-117.27%
|
67.23
-215.22%
|
-58.35
-73.69%
|
-221.79
+632.46%
|
-30.28
-70.68%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
53.38
+55.67%
|
34.29
-53.19%
|
73.25
+49.09%
|
49.13
-29.21%
|
69.40
+63.87%
|
42.35
-70.92%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
70.01
+31.15%
|
53.38
+55.67%
|
34.29
-42.28%
|
59.41
+20.92%
|
49.13
-29.21%
|
69.40
+63.87%
|