บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
SET · แฟชั่น
0.67
0.02 (2.90%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6959 out_tok=3036 at=2026-07-25T13:37:59 -->
# CPL กำไร Q3/2565 พลิกบวก 22 ล้านบาท รับยอดขายหนังฟื้น-บาทอ่อนหนุน
## รายได้รวมโต 142 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายยังคงเป็นแรงกดดันหลัก
บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CPL รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 6 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายในธุรกิจผลิตและจำหน่ายหนังส าเร็จรูป และผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ CPL ในไตรมาส 3 ปี 2565 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาท มาจาก **การฟื้นตัวของยอดขายในธุรกิจผลิตและจำหน่ายหนังส าเร็จรูป** ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 71% ของรายได้รวม และ **ผลบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง** เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งช่วยหนุนตัวเลขยอดขายต่อหน่วยให้สูงขึ้น แม้ว่าภาพรวมกำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นได้ไม่มากนักเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ยอดขายหนังสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น มาจาก **ภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น** เมื่อเทียบกับปีก่อน และ **ทิศทางค่าเงินบาทที่อ่อนค่าต่อเนื่อง** เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ยอดขายต่อหน่วยสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายของธุรกิจนี้ประกอบด้วยต้นทุนวัตถุดิบหนังวัว (65%), เคมีภัณฑ์ (25%) และอื่นๆ (10%) ซึ่งต้นทุนวัตถุดิบเคมีภัณฑ์ พลังงาน และค่าใช้จ่ายจากการซ่อมบำรุงได้ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ ทำให้แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น แต่กำไรขั้นต้นของธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นได้เพียงเล็กน้อย จาก 40 ล้านบาทใน Q3/2564 เป็น 46 ล้านบาทใน Q3/2565
สำหรับธุรกิจฟอกหนังวัว ลูกค้ารายใหญ่ยังคงชะลอการนำเข้า ทำให้บริษัทต้องปิดหน่วยงานชั่วคราวเพื่อบริหารต้นทุน แต่ธุรกิจฟอกหนังหมูมีทิศทางดีขึ้น โดยมีการฟอกส่งออกมากขึ้น ทำให้รายได้บริการฟอกหนังรวมสูงขึ้นจาก 84 ล้านบาทใน Q3/2564 เป็น 87 ล้านบาทใน Q3/2565 และกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 4 ล้านบาท เป็น 8 ล้านบาท
ส่วนธุรกิจรองเท้านิรภัยและอุปกรณ์นิรภัย รายได้รวมลดลงเล็กน้อยจาก 163 ล้านบาทใน Q3/2564 เป็น 158 ล้านบาทใน Q3/2565 เนื่องจากอุปกรณ์นิรภัยที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ขายได้น้อยลง แต่ยอดขายรองเท้าเริ่มฟื้นตัว ทำให้กำไรขั้นต้นของธุรกิจนี้ลดลงเล็กน้อยจาก 71 ล้านบาท เป็น 64 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทฯ มีรายการ **กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและการวัดมูลค่ายุติธรรมของสัญญาอนุพันธ์** ที่ 4 ล้านบาทใน Q3/2565 เทียบกับขาดทุน 40 ล้านบาทใน Q3/2564 ซึ่งเป็นผลจากเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างมากในช่วงไตรมาสนี้ แม้จะเป็นกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ก็ส่งผลบวกต่อผลประกอบการโดยรวม
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่ายอดขายหนังสำเร็จรูปจะฟื้นตัวและค่าเงินบาทอ่อนค่าเป็นปัจจัยบวก แต่ฝ่ายจัดการระบุว่า **สถานการณ์เงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง** ยังคงเป็นแรงกดดันที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรในระยะต่อไป นอกจากนี้ ธุรกิจฟอกหนังวัวยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากความต้องการใช้หนังในตลาดโลกที่ยังไม่กลับมาเท่าช่วงก่อนหน้านี้
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพลิกบวก:** CPL มีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาทใน Q3/2565 เทียบกับขาดทุน 6 ล้านบาทใน Q3/2564
* **รายได้รวมเติบโต:** ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 142 ล้านบาท YoY โดยธุรกิจผลิตและจำหน่ายหนังส าเร็จรูปเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
* **ค่าเงินบาทอ่อนค่าหนุน:** การอ่อนค่าของเงินบาทช่วยหนุนตัวเลขยอดขายต่อหน่วยของธุรกิจหนังสำเร็จรูป
* **ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น:** แรงกดดันจากเงินเฟ้อทำให้ต้นทุนวัตถุดิบ (เคมีภัณฑ์, พลังงาน) และค่าใช้จ่ายต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้น
* **ธุรกิจฟอกหนังวัวชะลอตัว:** ลูกค้ารายใหญ่ยังคงชะลอการนำเข้า ทำให้ต้องปิดหน่วยงานชั่วคราว
* **ธุรกิจรองเท้าทรงตัว:** ยอดขายอุปกรณ์นิรภัยลดลง แต่รองเท้าเริ่มฟื้นตัว ภาพรวมใกล้เคียงปีก่อน
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 608 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 142 ล้านบาท หรือ 30.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (Q3/2564: 466 ล้านบาท) โดยมีกำไรขั้นต้น 108 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13 ล้านบาท หรือ 13.6% (Q3/2564: 95 ล้านบาท) ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 20.38% เป็น 17.76%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวมอยู่ที่ 80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12 ล้านบาท หรือ 17.6% เมื่อเทียบกับ Q3/2564 (Q3/2564: 68 ล้านบาท) โดยค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 9 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 4 ล้านบาท
บริษัทฯ มีส่วนแบ่งขาดทุนในบริษัทร่วม 1.06 ล้านบาท เทียบกับส่วนแบ่งกำไร 0 ล้านบาทใน Q3/2564
ต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q3/2564
ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2565 เท่ากับ 22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 6 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวม 3.65% (Q3/2564: -1.29%)
สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 1,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 522 ล้านบาท หรือ 39.1% (9M/2564: 1,334 ล้านบาท) มีกำไรขั้นต้น 308 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30 ล้านบาท หรือ 10.7% (9M/2564: 278 ล้านบาท) ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 20.84% เป็น 16.60%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารรวมอยู่ที่ 236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23 ล้านบาท หรือ 10.8% (9M/2564: 213 ล้านบาท)
ส่วนแบ่งขาดทุนในบริษัทร่วม 2.32 ล้านบาท เทียบกับส่วนแบ่งกำไร 0.32 ล้านบาทใน 9M/2564
ต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1 ล้านบาท
ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิสำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2565 เท่ากับ 36 ล้านบาท ลดลง 22 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่กำไร 58 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวม 1.90% (9M/2564: 4.15%)
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ:** ภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นปัจจัยหนุนการกลับมาสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า
* **ค่าเงินบาทอ่อนค่า:** เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยเพิ่มมูลค่ารายได้จากการขายเมื่อแปลงเป็นเงินบาท
* **การบริหารต้นทุน:** บริษัทฯ มีนโยบายควบคุมต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
* **การลงทุนในธุรกิจใหม่:** การจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อรองรับการลงทุนในธุรกิจใหม่ อาจเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย:** การปรับขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบ (เคมีภัณฑ์, พลังงาน) และค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
* **ความไม่แน่นอนของตลาด:** ความต้องการใช้หนังในตลาดโลกยังไม่กลับมาเต็มที่ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจฟอกหนังวัว
* **การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค:** สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 มีแนวโน้มขายได้น้อยลง
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน:** แม้ค่าเงินบาทอ่อนค่าจะเป็นผลดีในไตรมาสนี้ แต่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องบริหารจัดการ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** การเปลี่ยนแปลงของราคาหนังวัว เคมีภัณฑ์ และพลังงาน จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต
* **ทิศทางค่าเงินบาท:** ความผันผวนของค่าเงินบาทจะส่งผลต่อรายได้และต้นทุนของบริษัทฯ
* **การฟื้นตัวของธุรกิจฟอกหนังวัว:** ความสามารถในการกลับมาผลิตและส่งออกหนังวัวได้ตามปกติ
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ
* **แผนการลงทุนในธุรกิจใหม่:** ความคืบหน้าและการตอบรับของธุรกิจใหม่ที่บริษัทฯ เข้าไปลงทุน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุปโภคบริโภค)
* **ธุรกิจผลิตและจำหน่ายหนังส าเร็จรูป:** รายได้เพิ่มขึ้น 142 ล้านบาท YoY โดยได้รับแรงหนุนจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและค่าเงินบาทอ่อนค่า แต่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจำกัดเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบเคมีภัณฑ์และพลังงานที่สูงขึ้น
* **ธุรกิจฟอกหนัง:** รายได้รวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY จากการฟอกหนังหมูที่เพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจฟอกหนังวัวยังคงชะลอตัวเนื่องจากลูกค้าลดการนำเข้า
* **ธุรกิจรองเท้านิรภัยและอุปกรณ์นิรภัย:** รายได้รวมลดลงเล็กน้อย YoY จากยอดขายอุปกรณ์นิรภัยที่ลดลง แต่ยอดขายรองเท้าเริ่มฟื้นตัว
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 สินทรัพย์รวมของบริษัทฯ อยู่ที่ 2,444 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2,439 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 โดยมีเงินสดเพิ่มขึ้น 33 ล้านบาท และลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 69 ล้านบาท แต่สินค้าคงเหลือลดลง 101 ล้านบาท
หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,434 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 1,443 ล้านบาท โดยหนี้สินส่วนใหญ่คือสัญญาทรัสต์รีซีท (trust receipt) สำหรับการซื้อวัตถุดิบนำเข้าจำนวน 855 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 0.59 เท่า ทรงตัวจากปีก่อน
อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 1.22 เท่า ลดลงเล็กน้อยจาก 1.24 เท่า ณ สิ้นปี 2564 บ่งชี้ว่าสภาพคล่องทางการเงินยังคงเพียงพอต่อการดำเนินงาน
## สรุปท้าย
CPL พลิกกลับมามีกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2565 จากการฟื้นตัวของยอดขายหนังสำเร็จรูปและผลบวกจากค่าเงินบาทอ่อนค่า แม้จะเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของต้นทุนวัตถุดิบและทิศทางเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา เพื่อประเมินความต่อเนื่องของผลประกอบการในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ CPL ไตรมาส 3/2565
รายได้รวม
408.69
ล้านบาท
↓ 53.9% YoY
กำไรขั้นต้น
65.97
ล้านบาท
↓ 44.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
16.14
%
กำไรสุทธิ
-34.19
ล้านบาท
↓ 62.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-8.37
%
D/E Ratio
2.35
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
409
↓ -53.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
66
↓ -44.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-34
↓ -62.8%
YoY
D/E Ratio
2.35
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — CPL
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
2.35
ROE (%)
-21.89
ROA (%)
-2.54
Book Value/หุ้น
1.35
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — CPL
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-151
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+4
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — CPL
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-151.47
+361.94%
|
-32.79
-4.98%
|
-34.51
-87.90%
|
-285.21
+286.10%
|
-73.87
-131.58%
|
233.91
-35.14%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
3.54
+311.63%
|
0.86
-98.63%
|
62.74
-923.36%
|
-7.62
+101.59%
|
-3.78
-89.77%
|
-36.94
+122.13%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
172.31
+740.13%
|
20.51
-47.79%
|
39.28
-83.32%
|
235.51
-240.32%
|
-167.84
+42.59%
|
-117.71
+33.85%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
16.63
-243.24%
|
-11.61
-117.27%
|
67.23
-215.22%
|
-58.35
-73.69%
|
-221.79
+632.46%
|
-30.28
-70.68%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
53.38
+55.67%
|
34.29
-53.19%
|
73.25
+49.09%
|
49.13
-29.21%
|
69.40
+63.87%
|
42.35
-70.92%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
70.01
+31.15%
|
53.38
+55.67%
|
34.29
-42.28%
|
59.41
+20.92%
|
49.13
-29.21%
|
69.40
+63.87%
|