บริษัท บางสะพานบาร์มิล จำกัด (มหาชน)
SET · เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ
0.64
0.07 (9.86%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4758 out_tok=2961 at=2026-07-25T11:03:53 -->
# BSBM กำไรสุทธิวูบ 98% ในปี 2565 รับแรงกดดันราคาวัตถุดิบพุ่ง-ปริมาณขายหด
## รายได้-กำไรหดตัวตามปริมาณขายที่ลดลง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งกระทบ GPM ฝ่ายจัดการชี้เหตุหยุดผลิตเพื่อบริหารสต็อก
บริษัท บางสะพานบาร์มิล จำกัด (มหาชน) หรือ BSBM รายงานผลประกอบการปี 2565 มีกำไรสุทธิ 1.26 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 98% เมื่อเทียบกับ 72.1 ล้านบาทในปี 2564 โดยมีปัจจัยหลักมาจากปริมาณการขายที่ลดลงอย่างมาก ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายจัดการจำเป็นต้องหยุดการผลิตบางช่วงเพื่อบริหารจัดการสินค้าคงคลังท่ามกลางภาวะราคาเหล็กเส้นที่ผันผวน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ BSBM ในปี 2565 คือ **ปริมาณการขายที่ลดลงอย่างมากถึง 31.5%** ประกอบกับ **ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น 20.0%** ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่หดตัวจาก 10.2% ในปี 2564 เหลือเพียง 5.7% ในปี 2565 แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยต่อตันจะปรับเพิ่มขึ้น 14.1% แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นและปริมาณขายที่ลดลงได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงจาก 72.1 ล้านบาท เหลือเพียง 1.26 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ปริมาณการขายที่ลดลงเกิดจากภาวะราคาเหล็กเส้นในตลาดที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565 ทำให้ผู้ซื้อชะลอการตัดสินใจซื้อและเลือกซื้อเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการสต็อกสินค้าสำเร็จรูป บริษัทฯ จึงจำเป็นต้องหยุดการผลิตในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ปริมาณการผลิตและปริมาณการขายลดลงตามไปด้วย ในขณะเดียวกัน ต้นทุนวัตถุดิบ (เหล็ก) มีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ถูกกดดันอย่างหนัก แม้ว่าบริษัทฯ จะพยายามปรับราคาขายเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการสำรองการลดราคาของสินค้าคงเหลือจำนวน 3.44 ล้านบาท ซึ่งถูกบันทึกรวมในต้นทุนขายในปี 2565 ด้วย
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร **มีลักษณะเป็นครั้งคราว แต่ต้องจับตาแนวโน้มราคาวัตถุดิบและภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด** ฝ่ายจัดการระบุว่าการหยุดผลิตเป็นไปเพื่อหลีกเลี่ยงการสต็อกสินค้าสำเร็จรูปและผลิตสินค้าที่ตรงความต้องการเท่านั้น ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นการปรับตัวตามสภาวะตลาดที่ผันผวน อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ซื้อชะลอการซื้อและราคาเหล็กเส้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงต้นปี 2566 หากแนวโน้มตลาดไม่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ปัจจัยสำคัญที่จะต้องจับตาคือทิศทางราคาวัตถุดิบเหล็ก และความต้องการซื้อในตลาด ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการขายและอัตรากำไรของบริษัทฯ
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิปี 2565 ลดลง 98% YoY** เหลือเพียง 1.26 ล้านบาท จาก 72.1 ล้านบาทในปี 2564
* **รายได้จากการขายปี 2565 หดตัว 21.8% YoY** อยู่ที่ 1,081.3 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการขายลดลง 31.5%
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ** จาก 10.2% ในปี 2564 เหลือ 5.7% ในปี 2565
* **ต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 20.0%** จาก 17,441 บาท/ตัน เป็น 20,922 บาท/ตัน ในปี 2565
* **ราคาขายเฉลี่ยต่อตันเพิ่มขึ้น 14.1%** จาก 22,054 บาท/ตัน เป็น 25,172 บาท/ตัน ในปี 2565
* **ค่าใช้จ่ายโรงงานระหว่างหยุดผลิตเพิ่มขึ้น** เป็น 25.0 ล้านบาทในปี 2565 จาก 20.7 ล้านบาทในปี 2564
* **ฐานะการเงินแข็งแกร่ง** อัตราส่วนสภาพคล่องสูงที่ 76.1 เท่า และ D/E ต่ำที่ 0.01
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 1,081.3 ล้านบาท ลดลง 21.8% เมื่อเทียบกับ 1,383.3 ล้านบาทในปี 2564 การลดลงนี้เป็นผลมาจากปริมาณการขายที่ลดลง 31.5% จาก 62,725 ตัน เหลือ 42,957 ตัน แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยต่อตันจะปรับเพิ่มขึ้น 14.1% จาก 22,054 บาท เป็น 25,172 บาทก็ตาม ต้นทุนขายในปี 2565 อยู่ที่ 1,020.1 ล้านบาท คิดเป็น 94.3% ของยอดขาย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 5.7% ลดลงจาก 10.2% ในปี 2564 เนื่องจากราคาวัตถุดิบเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น 20.0% จาก 17,441 บาท เป็น 20,922 บาทต่อตัน ในขณะที่ราคาขายเพิ่มขึ้นเพียง 14.1% ค่าใช้จ่ายในการขายลดลงเล็กน้อยจาก 15.4 ล้านบาท เป็น 13.6 ล้านบาท คิดเป็น 1.25% ของยอดขาย ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นจาก 24.5 ล้านบาท เป็น 26.0 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายโรงงานที่เกิดขึ้นระหว่างหยุดการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 25.0 ล้านบาทในปี 2565 จาก 20.7 ล้านบาทในปี 2564 ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2565 อยู่ที่ 1.26 ล้านบาท ลดลงอย่างมากจาก 72.1 ล้านบาทในปี 2564
## โอกาส
* **การปรับตัวตามสภาวะตลาด:** การที่บริษัทฯ เลือกหยุดการผลิตเพื่อบริหารสต็อกและผลิตตามความต้องการของตลาด เป็นการปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและอุปสงค์
* **ฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง:** อัตราส่วนสภาพคล่องที่สูงมาก (76.1 เท่า) และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำมาก (0.01) แสดงถึงความมั่นคงทางการเงิน ทำให้บริษัทฯ มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ และพร้อมรับโอกาสเมื่อตลาดกลับมาฟื้นตัว
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** การเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบเหล็กยังคงเป็นความเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบต่อ GPM โดยตรง
* **ภาวะอุปสงค์ในตลาดเหล็กเส้น:** การที่ผู้ซื้อชะลอการซื้อและเลือกซื้อเท่าที่จำเป็น สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของอุปสงค์ในตลาด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายอย่างต่อเนื่อง
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** แม้จะไม่ได้ระบุในเอกสารโดยตรง แต่การแข่งขันในอุตสาหกรรมเหล็กเส้นเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาเสมอ ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการปรับขึ้นราคาขาย
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ทิศทางราคาวัตถุดิบเหล็ก:** การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อ GPM และความสามารถในการทำกำไร
* **ปริมาณคำสั่งซื้อและแนวโน้มอุปสงค์:** การฟื้นตัวของความต้องการซื้อเหล็กเส้นในตลาดจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อปริมาณการขาย
* **การบริหารจัดการต้นทุนการผลิต:** การควบคุมค่าใช้จ่ายโรงงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ ท่ามกลางปริมาณการผลิตที่อาจผันผวน
* **นโยบายการบริหารสต็อก:** การปรับกลยุทธ์การผลิตและการบริหารสต็อกให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด
* **การเปลี่ยนแปลงราคาขายเฉลี่ย:** ความสามารถในการปรับราคาขายให้สะท้อนต้นทุนและสภาวะตลาด
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization Rate:** แม้จะไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่การที่ฝ่ายจัดการระบุว่า "จำเป็นต้องหยุดการผลิตในบางช่วงเวลา" บ่งชี้ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ในปี 2565 อยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ และมีแนวโน้มผันผวนตามสภาวะตลาด
* **Order Book:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับ Order Book อย่างชัดเจน แต่การที่ผู้ซื้อชะลอการซื้อบ่งชี้ว่า Order Book อาจไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควรในช่วงครึ่งปีหลัง
* **ราคาวัตถุดิบ:** ราคาวัตถุดิบเหล็กเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 20.0% เป็น 20,922 บาท/ตัน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดัน GPM อย่างมีนัยสำคัญ
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมากจาก 10.2% เหลือ 5.7% เป็นผลมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและราคาขายที่ปรับขึ้นไม่ทัน
* **การส่งออก:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับการส่งออก
* **ค่าเงิน:** เอกสารไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
* **สินค้าคงคลัง:** บริษัทฯ มีการสำรองการลดราคาของสินค้าคงเหลือ 3.44 ล้านบาท และจำเป็นต้องหยุดการผลิตเพื่อหลีกเลี่ยงการสต็อกสินค้าสำเร็จรูป
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,892 ล้านบาท ลดลงจาก 1,970 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนลดลงมาอยู่ที่ 1,141 ล้านบาท จาก 1,206 ล้านบาท ซึ่งมีรายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 81 ล้านบาท ขณะที่ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 10 ล้านบาท หนี้สินรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 83 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 เหลือ 25 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 ส่วนใหญ่เกิดจากการจ่ายเจ้าหนี้การค้า 62 ล้านบาท ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจาก 1,886 ล้านบาท เป็น 1,867 ล้านบาท เนื่องจากการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 22.4 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ในระดับต่ำมากที่ 0.01 ในปี 2565 และ 0.04 ในปี 2564 สะท้อนถึงการพึ่งพาเงินทุนจากส่วนทุนเป็นหลัก อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) อยู่ในระดับสูงมากที่ 76.1 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 17.2 เท่าในปี 2564 แสดงถึงสภาพคล่องที่สูงมากของบริษัทฯ
## สรุปท้าย
ปี 2565 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับ BSBM โดยมีกำไรสุทธิลดลงอย่างมากถึง 98% อันเป็นผลมาจากปริมาณการขายที่หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 31.5% ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น 20.0% กดดันอัตรากำไรขั้นต้นอย่างหนัก แม้ว่าราคาขายจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ การหยุดการผลิตบางช่วงเพื่อบริหารสต็อกสะท้อนถึงการปรับตัวตามสภาวะตลาดที่ผันผวน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งมาก ด้วยสภาพคล่องที่สูงและหนี้สินต่ำ ซึ่งเป็นจุดแข็งในการประคองธุรกิจและพร้อมรับโอกาสเมื่อตลาดกลับมาฟื้นตัว สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือทิศทางราคาวัตถุดิบและอุปสงค์ในตลาดเหล็กเส้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ BSBM ไตรมาส 4/2565
รายได้รวม
0.31
ล้านบาท
↓ 98.9% YoY
กำไรขั้นต้น
0.28
ล้านบาท
↓ 103.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
90.13
%
กำไรสุทธิ
-37.14
ล้านบาท
↓ 66% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-11,828.03
%
D/E Ratio
0.01
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
0
↓ -98.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
0
↓ -103.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-37
↓ -66%
YoY
D/E Ratio
0.01
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — BSBM
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.01
ROE (%)
-4.26
ROA (%)
-3.88
Book Value/หุ้น
1.42
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — BSBM
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-288
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+1
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — BSBM
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-288.01
-186.16%
|
334.27
-460.32%
|
-92.77
-110.11%
|
917.68
-2,116.88%
|
-45.50
-146.36%
|
98.15
-191.65%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
0.51
-666.67%
|
-0.09
-1,000.00%
|
0.01
-100.43%
|
-2.34
+23,300.00%
|
-0.01
-66.67%
|
-0.03
-97.73%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
0.90
+4.65%
|
0.86
|
0.86
|
0.86
-98.12%
|
45.66
-11,515.00%
|
-0.40
-99.12%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-286.60
-185.53%
|
335.08
-464.49%
|
-91.93
-110.04%
|
915.43
+1,328.35%
|
64.09
-34.25%
|
97.48
-163.25%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
677.11
+4.83%
|
645.89
+8.16%
|
597.16
-11.94%
|
678.16
+27.75%
|
530.83
+777.55%
|
60.49
-78.24%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
747.04
+10.33%
|
677.11
+4.83%
|
645.89
+8.16%
|
597.16
-11.94%
|
678.16
+27.75%
|
530.83
+777.55%
|