บริษัท บางกอกชีทเม็ททัล จำกัด (มหาชน)
MAI ·
1.16
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5403 out_tok=2887 at=2026-07-25T12:30:24 -->
# BM กำไร Q3/2564 โต 7.66% รับแรงหนุน GPM พุ่ง แม้รายได้วูบจากโควิด
## รายได้หดแต่กำไรสุทธิโตสวนทาง ฝ่ายบริหารชี้บริหารต้นทุนวัตถุดิบและราคาขายคุมได้ดี
บริษัท บางกอกชีทเม็ททัล จำกัด (มหาชน) หรือ BM รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 34.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายและบริการจะลดลง 9.13% เนื่องจากผลกระทบจากการปิดไซต์งานก่อสร้างจากสถานการณ์โควิด-19 แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
หัวใจกำไรในไตรมาส 3/2564 ของ BM คือ **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและราคาขายที่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ตามภาวะตลาด ควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่ายในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ** ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่น แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการจะลดลงก็ตาม
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
สถานการณ์โควิด-19 ในไตรมาส 3 ส่งผลให้ลูกค้าชะลอการเรียกงาน ทำให้รายได้จากการขายและบริการลดลง 24.32 ล้านบาท หรือ 9.13% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2563 อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถปรับราคาขายสินค้าให้สอดคล้องกับภาวะตลาดได้ ทำให้ต้นทุนสินค้าที่ขายและบริการลดลงในอัตราที่มากกว่ารายได้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นจาก 20.80% ในไตรมาส 3/2563 เป็น 26.72% ในไตรมาส 3/2564 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 5.92% หรือ 16.75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตที่ทำได้ดีขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยเสริมที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยฝ่ายบริหารระบุว่า ยอดขายที่เริ่มส่งมากขึ้นจะทำให้ยอดขายในไตรมาส 4 สูงขึ้นจากการเรียกงานที่ชะลอไปในไตรมาส 3 นอกจากนี้ การที่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและปรับราคาขายได้ตามภาวะตลาด แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ซึ่งหากสถานการณ์โควิดคลี่คลายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว จะเป็นปัจจัยหนุนให้รายได้และกำไรของบริษัทเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิเติบโต:** ไตรมาส 3/2564 กำไรสุทธิอยู่ที่ 34.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.66% YoY
* **รายได้ลดลง:** รายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 242.06 ล้านบาท ลดลง 9.13% YoY เนื่องจากลูกค้าชะลอการเรียกงานจากสถานการณ์โควิด-19
* **GPM พุ่ง:** อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 20.80% เป็น 26.72%
* **กำไร 9 เดือนโตแรง:** กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2564 อยู่ที่ 71.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82.91% YoY
* **การขายเงินลงทุน:** มีการรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทร่วม (บริษัท เอ็มอี ซีที จำกัด) จำนวน 8.27 ล้านบาท
* **ภาษีเงินได้:** ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI โครงการโซล่ารูฟ และการลงทุนเครื่องจักร
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวม 34.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.43 ล้านบาท หรือ 7.66% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 11.81% เป็น 13.61% ในขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 71.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.45 ล้านบาท หรือ 82.91% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
รายได้จากการขายและบริการในไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 242.06 ล้านบาท ลดลง 24.32 ล้านบาท หรือ 9.13% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลให้ลูกค้าชะลอการเรียกงาน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารคาดว่ายอดขายจะเริ่มส่งมากขึ้นในไตรมาส 4 จากการเรียกงานที่ชะลอไป
อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 26.72% เพิ่มขึ้นจาก 20.80% ในงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยจากการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ การปรับราคาขายสินค้าตามภาวะตลาด และการจัดการค่าใช้จ่ายในการผลิตที่มีประสิทธิภาพ
ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม (บริษัท นิตโต้ โคเกียวบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด) อยู่ที่ 2.79 ล้านบาท เนื่องจากการชะลอตัวของยอดขายและค่าเสื่อมราคาโรงงานและเครื่องจักรในช่วงเริ่มต้นการผลิต
นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนทั้งหมดในบริษัท เอ็มอี ซีที จำกัด ซึ่งมีผลขาดทุนทางบัญชีรวมอยู่ด้วย ทำให้มีการรับรู้ยอดกำไรจากทั้งสองรายการรวมกันที่ 1.36 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ในไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ -3.45 ล้านบาท โดยงวด 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ ไม่มีภาษีที่ต้องชำระ เนื่องจากผลขาดทุนทางบัญชีจากการขายเงินลงทุนของบริษัท เอ็มอี ซีที จำกัด ประกอบกับบริษัทได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (BOI) จากการติดตั้งโซล่ารูฟ และการลงทุนเครื่องจักร
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้าง:** หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายและมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ จะส่งผลดีต่อการกลับมาดำเนินงานของไซต์งานก่อสร้าง และเพิ่มการเรียกงานจากลูกค้า
* **การบริหารจัดการต้นทุนและราคาขาย:** ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและปรับราคาขายตามภาวะตลาด เป็นจุดแข็งที่ช่วยรักษาอัตรากำไรได้
* **สิทธิประโยชน์ทางภาษี:** การได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากโครงการโซล่ารูฟและเครื่องจักรใหม่ จะช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มผลกำไรในระยะยาว
* **การกลับมาของยอดขายใน Q4:** ฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่ายอดขายในไตรมาส 4 จะสูงขึ้นจากการเรียกงานที่ชะลอไปในไตรมาส 3
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของสถานการณ์โควิด-19:** การระบาดระลอกใหม่หรือการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของลูกค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม
* **ราคาวัตถุดิบผันผวน:** ความผันผวนของราคาวัตถุดิบหลัก เช่น เหล็ก อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร หากไม่สามารถปรับราคาขายได้ทันท่วงที
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมสินค้าอุตสาหกรรม อาจกดดันราคาขายและส่วนแบ่งการตลาด
* **ความล่าช้าในการส่งมอบงาน:** ปัญหาด้านการผลิตหรือโลจิสติกส์ อาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบงาน ซึ่งกระทบต่อรายได้และความสัมพันธ์กับลูกค้า
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการเรียกงาน:** การกลับมาของคำสั่งซื้อและการเรียกงานจากลูกค้าในไตรมาส 4 และปีถัดไป
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบที่อาจผันผวนตามราคาตลาดโลก
* **ผลประกอบการของบริษัทร่วม:** แนวโน้มการฟื้นตัวของบริษัท นิตโต้ โคเกียวบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด หลังการผลิตและขายที่มากขึ้น
* **การใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษี:** การรับรู้ผลประโยชน์ทางภาษีจากโครงการโซล่ารูฟและเครื่องจักรใหม่
* **การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง:** การระบายสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งคาดว่าจะส่งมอบในไตรมาส 4
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** แม้เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization โดยตรง แต่การที่รายได้ลดลงจากการชะลอการเรียกงาน บ่งชี้ว่าอาจมี Utilization ที่ลดลงในบางส่วนของกำลังการผลิต อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายที่ทำได้ดี แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
* **Order Book:** ฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่ายอดขายในไตรมาส 4 จะสูงขึ้นจากการเรียกงานที่ชะลอไปในไตรมาส 3 ซึ่งบ่งชี้ว่ามี Backlog ที่จะทยอยรับรู้รายได้
* **ราคาวัตถุดิบ:** เอกสารไม่ได้ระบุราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่กล่าวถึงการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและการปรับราคาขายตามภาวะตลาด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองต่อความผันผวนของราคา
* **GPM:** อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 20.80% เป็น 26.72% ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่หนุนกำไรสุทธิ
* **การส่งออก:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับการส่งออก
* **ค่าเงิน:** เอกสารไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
* **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นหลังมีการชะลอการเรียกงาน ซึ่งคาดว่าจะส่งมอบมากในช่วงไตรมาส 4
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,403.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111.79 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2563 โดยมีรายการหลักคือสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น
หนี้สินรวมอยู่ที่ 654.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.52 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการใช้เงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน และการสต็อกวัตถุดิบ
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 749.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.27 ล้านบาท จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.87 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.81 เท่า ณ สิ้นปี 2563
กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน, การลงทุน, และการจัดหาเงิน ไม่ได้ระบุรายละเอียดในเอกสารนี้
## สรุปท้าย
หัวใจสำคัญของผลประกอบการ BM ในไตรมาส 3/2564 คือความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและราคาขายที่แข็งแกร่ง ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่น แม้รายได้จะลดลงจากผลกระทบของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม การที่ฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่ายอดขายจะฟื้นตัวในไตรมาส 4 ประกอบกับโอกาสจากการกลับมาของอุตสาหกรรมก่อสร้าง และการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นปัจจัยบวกที่น่าจับตา ขณะที่ความเสี่ยงจากความผันผวนของสถานการณ์โควิด-19 และราคาวัตถุดิบยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ BM ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
338.41
ล้านบาท
↓ 26% YoY
กำไรขั้นต้น
53.43
ล้านบาท
↓ 34.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
15.79
%
กำไรสุทธิ
7.84
ล้านบาท
↓ 78.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.32
%
D/E Ratio
0.79
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
338
↓ -26%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
53
↓ -34.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
8
↓ -78.1%
YoY
D/E Ratio
0.79
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — BM
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.79
ROE (%)
8.84
ROA (%)
6.29
Book Value/หุ้น
1.39
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — BM
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-240
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+81
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — BM
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-239.99
+136.21%
|
-101.60
+174.89%
|
-36.96
-122.97%
|
160.93
-527.78%
|
-37.62
-126.79%
|
140.44
+564.96%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
81.40
-10.94%
|
91.40
+2.52%
|
89.15
-172.53%
|
-122.91
-705.47%
|
20.30
-112.42%
|
-163.47
+915.97%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
10.01
-145.25%
|
-22.12
-76.57%
|
-94.39
+235.19%
|
-28.16
-215.55%
|
24.37
-33.29%
|
36.53
-366.64%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
25.51
-178.93%
|
-32.32
-23.41%
|
-42.20
-60.50%
|
-106.83
+510.46%
|
-17.50
-229.53%
|
13.51
-256.00%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
53.97
+88.38%
|
28.65
-19.93%
|
35.78
+52.51%
|
23.46
+39.15%
|
16.86
+410.91%
|
3.30
+270.79%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
19.73
-63.44%
|
53.97
+88.38%
|
28.65
-19.70%
|
35.68
+52.09%
|
23.46
+39.15%
|
16.86
+410.91%
|