บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
SET · อาหารและเครื่องดื่ม
7.10
+0.00 (+0.00%)
สรุปสั้น
รายได้ เพิ่มขึ้นราว 35% เมื่อเทียบกับไตรมาส เดียวกันปีก่อนหน้า กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงรายได้เติบโตสูงมากถึง 63% จากการที่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ในขณะที่ กลุ่ม อาหารทะเลแช่เยือกแข็งก็มียอดขายเติบโตสูงขึ้นถึง 51% จากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มหมึกและของทอดแช่เยือกแข็ง
อย่างไรก็ดี กลุ่ม อาหารสัตว์น้ํามียอดขายลดลงมากถึง 31% จากนโยบายการปรับสัดส่วนฐานลูกค้า (Customer portfolio) ไปพร้อม ๆ กับการ ปรับปรุงคุณภาพอาหารปลา ในขณะที่กลุ่มทูน่ายอดขายลดลงราว 7%
กําไรขั้นต้นสําหรับไตรมาสที่ 1 ปี 2565 อยู่ที่ 477 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 34% โดยมีปัจจัยสําคัญมาจาการที่ยอดขายในกลุ่มอาหาร สัตว์เลี้ยงและอาหารแช่เยือกแข็งเติบโตสูงขึ้น คิดเป็นอัตรากําไรขั้นต้น 16.8% ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอัตรากําไรขั้นต้นที่ 16.9% ในไตรมาส 1 ปี 2564
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=12142 out_tok=3766 at=2026-07-25T11:18:15 -->
# ASIAN Q1/2565 กำไรสุทธิหด 22% ต้นทุนพุ่งฉุด GPM - ฝ่ายจัดการเร่งปรับราคา-คุมต้นทุน
## รายได้รวมโต 34% รับแรงหนุนธุรกิจบรรจุภัณฑ์-เยื่อกระดาษ แต่ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานพุ่งกดดันอัตรากำไร
ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2565 บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN เผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากผลกระทบของ COVID-19, การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน, และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและเงินเฟ้อสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการรายได้จากการขายที่เติบโต 34% YoY มาอยู่ที่ 36,634 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิลดลง 22% YoY อยู่ที่ 1,658 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ ASIAN ในไตรมาส 1/2565 ลดลง 22% YoY มาอยู่ที่ 1,658 ล้านบาท (เทียบกับ 2,135 ล้านบาทในปีก่อน) คือ **ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin - GPM) ที่ลดลงจาก 22.2% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 17.2% ในไตรมาสนี้ แม้ว่ารายได้จากการขายจะเติบโตได้ดีถึง 34% YoY ก็ตาม
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกหลายประการที่ฝ่ายจัดการระบุไว้ในเอกสาร ได้แก่:
* **ราคาวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลที่สูงขึ้น:** การเข้าถึงกระดาษรีไซเคิลทำได้ยากขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของ COVID-19 ในหลายประเทศ ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบหลักปรับตัวสูงขึ้น
* **ค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง:** ค่าขนส่งระหว่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกสินค้า
* **ต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้น:** สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในกระบวนการผลิต
* **การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์:** แม้จะไม่ได้ระบุโดยตรงว่าเป็นสาเหตุของต้นทุนที่สูงขึ้น แต่การขาดแคลนนี้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งอาจมีผลต่อปริมาณความต้องการสินค้าบางประเภท
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 43% YoY อยู่ที่ 30,346 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของรายได้ ทำให้ GPM หดตัวลงอย่างชัดเจน
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง แต่มีปัจจัยบรรเทา** จากการวิเคราะห์เอกสาร พบว่าปัจจัยด้านต้นทุนที่สูงขึ้นยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาในระยะสั้นถึงกลาง โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าระวางเรือที่ยังคงผันผวน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อบริหารจัดการต้นทุนและบรรเทาผลกระทบ ได้แก่:
* **การปรับราคาสินค้า:** มีการปรับราคาสินค้าให้สะท้อนกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยรักษา GPM ในระดับหนึ่ง
* **การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ:** ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ
* **การจัดตั้งศูนย์จัดการวัสดุรีไซเคิล:** เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดหาและจัดการวัตถุดิบรีไซเคิล
* **การปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อและส่งออก:** เช่น การใช้ Free On Board (FOB) และการขนส่งทางบก (Cross border) เพื่อลดผลกระทบจากค่าระวางเรือ
* **การควบรวมกิจการและการขยายกำลังการผลิต:** การรวมผลการดำเนินงานของบริษัทที่เข้าซื้อกิจการ (Duy Tan, Intan Group, Deltalab) และการขยายกำลังการผลิตในฟิลิปปินส์และเวียดนาม จะช่วยเพิ่มปริมาณการขายและกระจายความเสี่ยง
ดังนั้น แม้ต้นทุนจะยังเป็นปัจจัยกดดัน แต่มาตรการบริหารจัดการของบริษัทมีแนวโน้มที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบและสนับสนุนการฟื้นตัวของอัตรากำไรในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **รายได้จากการขายรวม Q1/2565 เติบโต 34% YoY** แตะ 36,634 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากการรวมผลการดำเนินงานของบริษัทที่เข้าซื้อกิจการ (Duy Tan, Intan Group, Deltalab) และการเติบโตของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร
* **กำไรสุทธิ Q1/2565 ลดลง 22% YoY** อยู่ที่ 1,658 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัว** จาก 22.2% ในปีก่อน เหลือ 17.2% ในไตรมาสนี้
* **Core EBITDA ลดลง 9% YoY** อยู่ที่ 4,988 ล้านบาท แต่ **Core Profit เพิ่มขึ้น 27% QoQ** อยู่ที่ 1,722 ล้านบาท จากการปรับราคาสินค้าและการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
* **สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (IPB) มีรายได้เติบโต 35% YoY** แต่ EBITDA Margin ลดลงจาก 20% เป็น 14% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลและค่าขนส่งสูงขึ้น
* **สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (FB) มีรายได้เติบโต 32% YoY** จากปริมาณการใช้กระดาษที่เพิ่มขึ้นและความกังวลด้าน Supply chain disruption แต่ EBITDA Margin ลดลงจาก 13% เป็น 10%
* **บริษัทมีการลงทุนขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง** ทั้งในฟิลิปปินส์ (กระดาษบรรจุภัณฑ์) และเวียดนาม (บรรจุภัณฑ์อาหารจากกระดาษและเยื่อธรรมชาติ)
* **SCGP มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG** และเข้าร่วม Science Based Targets initiative (SBTi) เพื่อตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2565 ASIAN (SCGP) มีรายได้จากการขายรวม 36,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการรวมผลการดำเนินงานของบริษัทที่เข้าซื้อกิจการ (Duy Tan, Intan Group, Deltalab) การเติบโตของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร โดยเฉพาะการส่งออกอาหารปรุงสำเร็จพร้อมทาน อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงปริมาณความต้องการและราคาของเยื่อกระดาษที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลด้านการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นถึง 43% YoY อยู่ที่ 30,346 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของรายได้ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเพียง 4% YoY อยู่ที่ 6,288 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 22.2% เป็น 17.2% EBITDA เท่ากับ 4,887 ล้านบาท ลดลง 7% YoY และลดลง 10% QoQ โดยมี EBITDA margin ที่ 13.3% เทียบกับ 19.3% ในปีก่อน
กำไรสำหรับงวดเท่ากับ 1,658 ล้านบาท ลดลง 22% YoY และลดลง 22% QoQ โดยมีอัตรากำไรสุทธิที่ 4.5% เทียบกับ 7.8% ในปีก่อน
เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานหลัก (Core Profit) อยู่ที่ 1,722 ล้านบาท ลดลง 24% YoY แต่เพิ่มขึ้น 27% QoQ สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ:** การผ่อนคลายมาตรการ COVID-19 ในหลายประเทศส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจับจ่ายใช้สอย และการเดินทางท่องเที่ยวฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อความต้องการบรรจุภัณฑ์
* **การเติบโตของธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหาร:** ความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหารปรุงสำเร็จพร้อมทาน อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง ยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในตลาดส่งออกที่เริ่มฟื้นตัว
* **การขยายกำลังการผลิต:** โครงการขยายกำลังการผลิตในฟิลิปปินส์และเวียดนามที่ทยอยแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด
* **การควบรวมกิจการ (M&P):** การรวมผลการดำเนินงานของบริษัทที่เข้าซื้อกิจการจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
* **การมุ่งเน้น ESG:** การดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG และการตั้งเป้าหมาย Net Zero จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มความน่าสนใจให้กับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนอย่างยั่งยืน
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและพลังงาน:** สงครามรัสเซีย-ยูเครนและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบบางชนิดอยู่ในระดับสูงและผันผวน ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร
* **การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน:** แม้จะเริ่มคลี่คลาย แต่ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะจากมาตรการ Zero COVID ของจีน ซึ่งอาจส่งผลต่อการนำเข้าวัตถุดิบและการส่งออกสินค้า
* **ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว:** ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวช้ากว่าคาด จากเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นและผลกระทบจากสงคราม อาจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและความต้องการสินค้า
* **ค่าระวางเรือที่ยังคงสูง:** ค่าขนส่งระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงยังคงเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนการดำเนินงาน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบและพลังงาน:** ติดตามทิศทางราคาวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล, พลังงาน, และค่าระวางเรือ ว่าจะปรับตัวลดลงหรือทรงตัวในระดับสูง
* **ประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการปรับราคาขาย:** ประเมินความสามารถของบริษัทในการบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการปรับราคาขายให้สะท้อนต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
* **ผลการดำเนินงานของธุรกิจที่เข้าซื้อกิจการ:** ติดตามการรวมผลการดำเนินงานและ Synergy ที่คาดหวังจากการเข้าซื้อกิจการ Duy Tan, Intan Group, และ Deltalab
* **ความคืบหน้าของโครงการขยายกำลังการผลิต:** ติดตามการเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ของโครงการบรรจุภัณฑ์อาหารในไทย (Q2/2565) และโครงการกระดาษบรรจุภัณฑ์ในเวียดนาม (ปี 2567)
* **ผลกระทบจากมาตรการ Zero COVID ของจีน:** ประเมินผลกระทบต่อปริมาณความต้องการนำเข้าสินค้าของจีน และผลกระทบต่อการส่งออกของ ASIAN
* **อัตราแลกเปลี่ยน:** ติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทต่อสกุลเงินหลักที่บริษัทมีการค้าขาย เพื่อประเมินผลกระทบต่อรายได้และต้นทุน
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
* **สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (IPB):** รายได้เติบโต 35% YoY มาอยู่ที่ 31,022 ล้านบาท (ก่อนหักรายการระหว่างส่วนงาน) ได้รับแรงหนุนจากการรวมผลประกอบการของบริษัทที่เข้าซื้อกิจการ และยอดขายในกลุ่มลูกค้าผู้ผลิตสินค้าส่งออกไปยังยุโรปและอเมริกา รวมถึงการเตรียมสต็อกสินค้าสำหรับเทศกาล อย่างไรก็ตาม EBITDA Margin ลดลงจาก 20% เป็น 14% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลและค่าขนส่งที่สูงขึ้น
* **สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (FB):** รายได้เติบโต 32% YoY มาอยู่ที่ 6,208 ล้านบาท (ก่อนหักรายการระหว่างส่วนงาน) จากปริมาณการใช้กระดาษพิมพ์เขียนที่เพิ่มขึ้น และความต้องการเยื่อกระดาษที่สูงขึ้นจากความกังวลด้าน Supply chain disruption แต่ EBITDA Margin ลดลงจาก 13% เป็น 10% แม้ราคาเยื่อกระดาษจะปรับสูงขึ้น แต่ค่าระวางเรือยังคงสูง
* **การบริหารต้นทุน:** บริษัทได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น เช่น การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลภายในประเทศ, การจัดตั้งศูนย์จัดการวัสดุรีไซเคิล, การปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อและส่งออก, และการใช้การขนส่งทางบกทดแทน
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม** ณ สิ้นไตรมาส 1/2565 อยู่ที่ 198,399 ล้านบาท ลดลง 4% จากสิ้นปี 2564 โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 2,865 ล้านบาท แต่เงินลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นลดลง 12,018 ล้านบาท
* **หนี้สินรวม** อยู่ที่ 77,193 ล้านบาท ลดลง 9% จากสิ้นปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของเงินกู้ยืมรวมสุทธิ 10,152 ล้านบาท
* **ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม** อยู่ที่ 121,206 ล้านบาท ลดลง 1% จากสิ้นปี 2564
* **อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น** อยู่ที่ 0.6 เท่า ไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน
* **อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA** เพิ่มขึ้นจาก 0.8 เท่า ในปีก่อน เป็น 1.7 เท่า ในไตรมาสนี้
* **กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน** จำนวน 2,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน
* **กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมลงทุน** จำนวน 10,404 ล้านบาท จากการรับรู้เงินลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น
* **กระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน** จำนวน 10,316 ล้านบาท จากการลดลงของเงินกู้ยืมสุทธิ
## สรุปท้าย
ASIAN (SCGP) ในไตรมาส 1/2565 เผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิและอัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารายได้จะเติบโตได้ดีจากการรวมกิจการและการฟื้นตัวของความต้องการบรรจุภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบริหารจัดการต้นทุน ปรับราคาขาย และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมกับการลงทุนขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญในการประคองผลประกอบการและสร้างการเติบโตในระยะต่อไป ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและต้นทุนที่ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ ASIAN ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
2,967.13
ล้านบาท
↑ 9.9% YoY
กำไรขั้นต้น
369.84
ล้านบาท
↓ 7.6% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
12.46
%
กำไรสุทธิ
147.65
ล้านบาท
↑ 29.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.98
%
D/E Ratio
0.14
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,967
↑ + 9.9%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
370
↓ -7.6%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
148
↑ + 29.9%
YoY
D/E Ratio
0.14
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — ASIAN
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.14
ROE (%)
10.64
ROA (%)
11.13
Book Value/หุ้น
7.87
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — ASIAN
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-961
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+386
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — ASIAN
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-961.30
+28.76%
|
-746.56
-1,037.42%
|
79.64
-58.21%
|
190.55
-71.81%
|
676.05
+39.57%
|
484.39
-195.80%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
385.51
+323.82%
|
90.96
+32.65%
|
68.57
-95.24%
|
1,441.93
+739.36%
|
171.79
+366.19%
|
36.85
-61.96%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
643.33
+5.28%
|
611.09
-17.99%
|
745.15
+2,891.37%
|
24.91
-103.90%
|
-638.61
-30.53%
|
-919.31
-295.51%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
67.69
-240.49%
|
-48.18
-105.40%
|
891.96
-46.10%
|
1,654.94
+699.41%
|
207.02
+133.89%
|
88.51
+41.12%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
852.74
-9.90%
|
946.45
-49.55%
|
1,875.83
+2,015.76%
|
88.66
-57.25%
|
207.40
+101.59%
|
102.88
+6.31%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
153.32
-82.02%
|
852.74
-9.90%
|
946.45
-49.55%
|
1,875.83
+2,015.76%
|
88.66
-57.25%
|
207.40
+101.59%
|