บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
WARRIX สรุป Oppday Q1/2568: ขยายตลาดสปอร์ตแวร์ สู่ Health & Active Lifestyle พร้อมลุยตลาดต่างประเทศ
P/E 20.57 YIELD 12.26 ราคา 1.80 (0.00%)โอเคครับ เริ่มเลยครับ
WARRIX สรุป Oppday Q1/2568: ขยายตลาดสปอร์ตแวร์ สู่ Health & Active Lifestyle พร้อมลุยตลาดต่างประเทศ
สรุปผลการประชุม Oppday ของบริษัท Warrix Sport จำกัด (มหาชน) ในไตรมาส 1 ปี 2568 โดยเน้นภาพรวมธุรกิจ, กลยุทธ์, โอกาส, และความท้าทายที่บริษัทกำลังเผชิญ พร้อมทั้งแนวโน้มในอนาคต
1. ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview)
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 Warrix มีรายได้รวม 330 ล้านบาท ลดลง 26% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 158 ล้านบาท ลดลง 29% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) อยู่ที่ 158 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 11% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว กำไรสุทธิอยู่ที่ 2 ล้านบาท ลดลง 96% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 89% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในไตรมาสนี้คือ ยอดขายไม่เป็นไปตามแผน โดยเฉพาะช่องทาง Modern Trade, การขาดสินค้าที่เป็น License น้อยลงกระทบต่อกำไรขั้นต้น และมีการตั้งสำรองสินค้าค่าเผื่อการด้อยค่าเพิ่มขึ้น
2. โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities)
Warrix มองเห็นโอกาสในการเติบโตจาก
- การขยายธุรกิจ Health & Active Lifestyle เพื่อรองรับ Aging Society
- การเพิ่มยอดขายจากสินค้า License Product โดยเฉพาะเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทยและสโมสร
- การเติบโตในต่างประเทศ โดยเฉพาะมาเลเซีย, พม่า, และกัมพูชา
- การขยายช่องทาง Own Channel ทั้ง Offline และ Online
บริษัทมีเป้าหมายที่จะเป็น Top of Mind Brand ทั้งในประเทศไทยและระดับ Regional โดยเน้น Innovation และ Sustainability พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขาย 2,700 ล้านบาทในปี 2569
3. ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges)
ความเสี่ยงและความท้าทายที่ Warrix กำลังเผชิญ ได้แก่
- ภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
- การแข่งขันที่สูงในตลาด Sportswear และ Lifestyle
- ความผันผวนของจำนวน Match การแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไทยที่มีผลต่อยอดขายสินค้า License
- ความท้าทายในการบริหารจัดการคลังสินค้าและ Logistics
- การขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถในการปรับตัวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป
4. วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation)
Warrix มีแผนการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบดังนี้
- การควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่าย One-Time และค่าใช้จ่ายคลังสินค้า
- การเพิ่มยอดขายจากสินค้า High Margin และ New Product เช่น รองเท้า
- การขยายช่องทาง Own Channel เพื่อเพิ่ม Cash Flow และลดการพึ่งพาช่องทางอื่น
- การพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถในการปรับตัวตามเทคโนโลยี
- การบริหารจัดการคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
5. แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends)
Warrix มองเห็นแนวโน้มการเติบโตในอนาคตจาก
- การเติบโตของตลาด Health & Active Lifestyle
- การกลับมาของกระแสกีฬา Basketball โดยเฉพาะ 3x3
- การขยายตัวในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะมาเลเซียและจีน
- การใช้ Data Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและยอดขาย
บริษัทมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นแบรนด์ Sportswear ชั้นนำในระดับภูมิภาค โดยเน้น Innovation, Sustainability, และ Partnership
6. ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session) [เริ่ม Q&A นาทีที่ 43:52]
คำถามและคำตอบในช่วง Q&A Session:
Q: ทำไมยอดขายไตรมาส 1 ถึงไม่เติบโตขึ้นในขณะที่มีจุดขายมากขึ้น และเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 20-25% จะท้าทายไปไหม?
A: ทีมบริหารยังตั้งเป้าหมายยอดขายใกล้เคียงเดิม แม้บางจุดขายอาจได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ แต่บาง Channel ยังมีโอกาสเติบโต ทั้งในมุมของ Product และ Channel โดยเฉพาะ New Product เช่น รองเท้าจาก Hymax และความเชี่ยวชาญในกีฬาต่างๆ
Q: บริษัทมีแนวทางการลด SG&A อย่างไร และตั้งเป้าลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ YoY ใน Q2 และครึ่งปีหลัง?
A: SG&A ของ Q4 เทียบกับ Q1 ใกล้เคียงเดิม แต่ Net Profit ลดลงจากยอดขายที่ไม่เป็นตามแผนและกำไรขั้นต้นที่ลดลง บริษัทจะสร้างยอดขายกลับมาใน Q2, เพิ่มสินค้า High Margin, ควบคุมค่าใช้จ่าย One-Time และค่าใช้จ่ายคลังสินค้า, และลดค่าใช้จ่าย Online
Q: ปัญหาจากคลังสินค้าทำให้ยอดขาย Online ลดลงไปเท่าไหร่?
A: มีผลในระดับหนึ่งช่วง Q1 แต่ Q2 เป็นต้นมาปัญหาคลังสินค้าได้รับการแก้ไขแล้ว หาก Q1 ไม่มีปัญหาคลังสินค้ายอดขาย Online จะเติบโตมากกว่านี้
Q: ใน Q2 จะมีค่าใช้จ่ายในการย้ายคลังสินค้าเพิ่มขึ้นอีกไหม?
A: ใน Q2 จะมีค่าใช้จ่ายค่าเช่าคลังสินค้าซ้ำกัน 1 เดือน (เมษายน) เท่านั้น หลังจากนั้น (พฤษภาคม, มิถุนายน) จะไม่มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคลังสินค้าเพิ่มขึ้น
Q: ค่าใช้จ่ายในการบริหารคลังระหว่างทำเองกับการจ้าง Outsource Fulfillment แบบไหนมีค่าใช้จ่ายมากกว่ากัน?
A: การจ้างมีค่าใช้จ่ายมากกว่าทำเอง และบริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายไปเดือนละ 800,000 บาท แถมประสิทธิภาพในการจัดของก็ดีกว่า
Q: ลูกหนี้การค้าในงบการเงินรวมเกินกำหนดน้อยกว่า 3 เดือนเพิ่มขึ้นเกิดจากสาเหตุอะไร?
A: เป็นลูกค้าที่ซื้อของเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมาและเล่นโปร และจะถึงกำหนดในเดือนเมษายน (31 มีนาคม) แต่ลูกค้าทยอยจ่ายหลังวันสิ้นงวด ทำให้ตอนที่ปิดงวดมีลูกค้ารายนี้โตอยู่ แต่หลังจากวันสิ้นงวดมีการชำระเงินมาอย่างต่อเนื่อง และส่วนมากเป็นลูกค้ารายใหญ่ๆ ที่น่าเชื่อถือ
Q: สินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นเกิดจากสาเหตุใด?
A: เกิดจากยอดขายที่ไม่เป็นไปตามแผน แต่ทีมบริหารมีแผนที่จะกระจายสินค้าไปยังจุดขายที่เพิ่มขึ้น เช่น Discount Store, ห้างสรรพสินค้า, หรือจุดขายต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการขายมากขึ้น
Q: แนวโน้ม Outlook ผลประกอบการ Q2 มีแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้าง?
A: ผู้บริหารยังคาดหวังการเติบโตในระดับที่ใกล้เคียงเดิม เพราะยังมีโอกาสจากตัวสินค้าและ Channel ที่จะเติบโตอยู่ และ Q2 ของปีที่แล้วเป็นช่วง Off-Season ดังนั้นคาดหวังการเติบโตสูงใน Q3 และ Q4 มากกว่า Q2
Q: ขอให้ช่วยอัปเดตแนวโน้มยอดขายต่างประเทศรายประเทศ?
A: (Hymax) อาจจะยังไม่สามารถตอบเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ แต่จากการประเมินกับ Hymax ที่ตั้งเป้าหมายยอดขายปีนี้ที่ 100 ล้านบาท ยอดขาย 3-4 เดือนแรกมากกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ (มาเลเซีย) มีการเซ็นสัญญากับตัวแทนจำหน่ายว่าใน 1 ปีต้องเปิด Shop เพิ่มกี่ Shop และต้องซื้อสินค้าของบริษัทเท่าไหร่ ซึ่งปัจจุบันตัวแทนจำหน่ายที่มาเลเซียมีการซื้อตามแผนงานอยู่ รวมถึงมีการเซ็นสัญญากับสโมสรฟุตบอลเพิ่มขึ้นถึง 2 สโมสร ส่วนพม่า ลูกค้าพม่าเริ่มกลับมาซื้อสินค้าแล้วใน Q2 (อาจจะยังไม่เยอะเหมือน 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น) โดยรวมอาจจะไม่สามารถตอบได้เป็นตัวเลข แต่คาดว่าจะเริ่มเห็นตัวเลขชัดเจนขึ้น (ยอดขายต่างประเทศ) ในแง่ของ Q2 และ Q3
Q: บริษัทจะเดินเกมเรื่องสินค้า Lifestyle อย่างไร และที่ผ่านมาที่อาจจะยังไม่ประสบผลสำเร็จ บริษัทมีแนวทางแก้ไขยังไงบ้าง?
A: การสร้างแบรนด์ในสินค้ากลุ่ม Lifestyle เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา บริษัทจะกลับมาใน Field ที่ถนัดคือเรื่องของ Sport การที่บริษัทล่า License สัญญาสโมสร Partnership หรืออะไรต่างๆ มันมีโอกาสในการสร้าง Brand Awareness ในแง่ของกลุ่มสินค้า Lifestyle มากขึ้น สินค้ากลุ่มสโมสรต่างๆ มีขาย นอกจากตัวของเสื้อฟุตบอล จะมีขายเสื้อ T-Shirt ที่เป็นลักษณะสัญลักษณ์ของสโมสร T-Shirt ที่เป็น Cotton เหมือนกับบรรดาสโมสรในต่างประเทศ ปีนี้จะเอาสินค้ากลุ่ม Lifestyle มา Utilized กับกลุ่ม Partnership กลุ่ม Sport ที่มี แล้วก็ขยายหน้าน้ำให้กว้างขวางขึ้น นอกจากนี้ยังคาดหวังการทำ Partnership สินค้า Lifestyle กับ Segment ที่เด็กลง อย่างช่วง Q1 ที่ผ่านมาทำได้ดีกับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในแง่ของฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และจตุรมิตรสามัคคี
Q: บริษัทมีความกังวลเรื่องใดใน 1-3 ปีนี้ไหมคะ และมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง?
A: (สภาวะเศรษฐกิจ) อาจจะส่งผลกระทบต่อยอดขาย บริษัทจะมองเรื่องของการเติบโต by Channel รวมถึงการออก Product ที่ตอบรับกับสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้มากขึ้น และ (การขาดแคลนบุคลากร) ที่สามารถปรับตัวได้ในปัจจุบัน โลกหมุนเวียนหมุนไปเร็วมาก (เทคโนโลยี) ปัจจุบันมี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง บุคลากรที่มีอยู่ในระหว่างการปรับตัวแล้วก็พัฒนาขีดความสามารถ เด็กจบใหม่ที่รับเข้ามาอาจจะยังไม่สามารถตาม Speed ขององค์กรทัน แต่มีองค์ความรู้ความสามารถ บริษัทก็จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของ HRD ให้มากขึ้นในการพัฒนาพนักงานปัจจุบัน
Q: บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นอันดับอันดับแรกในการดำเนินธุรกิจคะ?
A: บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องของความยั่งยืนในระยะยาว (ESG) จริงๆ องค์กรทำเรื่องของ ESG อยู่เป็นประจำแต่ก็อาจจะไม่ได้สื่อสารออกไปภายนอก (Environment) จริงๆ บริษัทมีการทำสินค้ากลุ่มที่เป็นเส้นใยที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลอยู่เป็นพอร์ตหนึ่งของบริษัทเลย หลายๆ งานวิ่งที่ไปร่วมมือด้วยก็จะนำเสนอเส้นใยรีไซเคิลตรงนี้ (Social) ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการทางด้านการได้ยินทางสายตามาเป็นพนักงานของบริษัท ให้โอกาสกับคนที่ (เป็นคนที่อยู่ในเรือนจำ) ล่าสุดมีโครงการที่เรียกว่า Restart ผลิตเสื้อโปโลจากกลุ่มทัณฑสถานหญิง (Governanace) บริษัทต้องการที่จะเติบโตเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดี
Q: สอบถามตัวเลข ROE และ WACC ของบริษัทประมาณกี่เปอร์เซ็นต์คะ?
A: ตัวเลข ROE ตัว Return of Equity อยู่ที่ประมาณ 9% และ WACC ก็ใกล้เคียงกัน
สรุป: Warrix ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตในตลาด Sportswear และ Lifestyle โดยใช้กลยุทธ์ด้าน Innovation, Partnership, และ Sustainability พร้อมรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อบรรลุเป้าหมายยอดขาย 2,700 ล้านบาทในปี 2569