TKT Q2/69 พลิกขาดทุนสุทธิ 5.12 ล้านบาท รับผลกระทบต้นทุนพุ่ง-ออเดอร์ผลิตแม่พิมพ์ลด
รายได้ผลิตแม่พิมพ์หด 42.7% กดดันกำไรขั้นต้นวูบ ขณะที่สินค้าพลาสติกยังเติบโตได้
บริษัท ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TKT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกขาดทุนสุทธิ 5.12 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 0.63 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการรวมลดลง 5.2% ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้ายังคงได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของต้นทุนและค่าขนส่ง
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ TKT ในไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน มาจาก การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากการผลิตแม่พิมพ์ ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
ฝ่ายจัดการระบุว่า รายได้จากการผลิตแม่พิมพ์ลดลงถึง 42.7% ในไตรมาส 2/69 (เทียบกับ Q2/68) เนื่องจากมีการปิดงานจำนวนมากในช่วงต้นปี 2569 และการชะลอการผลิตของลูกค้าบางส่วนที่คาดว่าจะกลับมาผลิตในไตรมาส 3/69 นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลให้ต้นทุนและค่าขนส่งสูงขึ้น ซึ่งบริษัทพยายามเจรจาเพื่อชดเชยผลกระทบดังกล่าว แต่ก็มีระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนกว่าจะเห็นผลจริง
ในขณะเดียวกัน รายได้จากสินค้าพลาสติกยังคงเติบโตได้ 12.69 ล้านบาทในไตรมาส 2/69 ช่วยบรรเทาผลกระทบได้บ้าง แต่ไม่เพียงพอที่จะชดเชยการลดลงของรายได้หลักจากการผลิตแม่พิมพ์ได้ทั้งหมด
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม ฝ่ายจัดการระบุว่ากำลังเจรจาเพื่อปรับปรุงราคาขายกับลูกค้า และติดตามการส่งมอบอย่างใกล้ชิด รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุน อย่างไรก็ตาม การชะลอการผลิตของลูกค้าบางส่วนที่คาดว่าจะกลับมาในไตรมาส 3/69 และการเจรจาปรับราคาที่อาจใช้เวลา ทำให้ยังคงมีความไม่แน่นอนสำหรับผลประกอบการในระยะสั้น
Highlight สำคัญ
- พลิกขาดทุนสุทธิ: ไตรมาส 2/69 ขาดทุนสุทธิ 5.12 ล้านบาท เทียบกับกำไร 0.63 ล้านบาทใน Q2/68
- รายได้รวมหดตัว: รายได้รวมลดลง 5.2% มาอยู่ที่ 534.80 ล้านบาท โดยหลักมาจากรายได้ผลิตแม่พิมพ์ที่ลดลง 42.7%
- กำไรขั้นต้นลดลง: กำไรขั้นต้นรวมลดลง 11.0% มาอยู่ที่ 36.93 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 14.84% เป็น 13.36%
- ต้นทุนสูงขึ้น: ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 8.3% ส่วนต้นทุนทางการเงินลดลง 24.5%
- สินค้าคงคลังเพิ่ม: สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 17.8% เป็น 101.48 ล้านบาท จากการรอรับคำสั่งซื้อและต้นทุนวัตถุดิบบางรายการที่สูงขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัท ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวมจากการขายและบริการ 534.80 ล้านบาท ลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากการผลิตแม่พิมพ์ 16.00 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จากสินค้าพลาสติกจะเพิ่มขึ้น 12.69 ล้านบาทก็ตาม เมื่อพิจารณาผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2569 รายได้รวมลดลง 5.2% มาอยู่ที่ 534.80 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการผลิตแม่พิมพ์ที่ลดลง 26.96 ล้านบาท
กำไรขั้นต้นรวมในไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 36.93 ล้านบาท ลดลง 11.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 14.84% เป็น 13.36% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบบางรายการที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของสินค้าพลาสติก แม้ว่าอัตรากำไรของงานแม่พิมพ์จะดีขึ้นจากการบริหารจัดการการผลิตที่ดีขึ้นก็ตาม
สำหรับผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 5.12 ล้านบาท เทียบกับกำไร 0.63 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 8.3% แต่ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง 24.5% อย่างไรก็ตาม มีการบันทึกรายได้ทางภาษีจำนวน 1.48 ล้านบาท ซึ่งช่วยลดผลขาดทุนสุทธิลง
โอกาส
- การกลับมาของคำสั่งซื้อ: ฝ่ายจัดการคาดว่าคำสั่งซื้อแม่พิมพ์จะกลับมาผลิตในไตรมาส 3/69 ซึ่งจะช่วยหนุนรายได้ในอนาคต
- การเติบโตของสินค้าพลาสติก: รายได้จากสินค้าพลาสติกยังคงเติบโตได้ดี ช่วยชดเชยรายได้ส่วนอื่นที่ลดลง
- การบริหารจัดการต้นทุน: บริษัทกำลังเจรจาเพื่อชดเชยผลกระทบจากต้นทุนและค่าขนส่งที่สูงขึ้น
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและค่าขนส่ง: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบต่อต้นทุนและค่าขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลต่ออัตรากำไร
- ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ: ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภครวมถึงคู่แข่งจากต่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อยอดขาย
- ความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อ: การชะลอการผลิตของลูกค้าบางส่วน และความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อใหม่ อาจส่งผลต่อการดำเนินงานในอนาคต
- การบริหารโครงการ: ความล่าช้าในการอนุมัติโครงการใหม่ๆ หรือความล่าช้าในการผลิต อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มรายได้จากการผลิตแม่พิมพ์: การกลับมาของคำสั่งซื้อและปริมาณการผลิตในไตรมาส 3/69
- การเจรจาปรับราคาขาย: ความสำเร็จในการเจรจาเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นกับลูกค้า
- ระดับสินค้าคงคลัง: การบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น
- การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง: แนวโน้มราคาและผลกระทบต่ออัตรากำไร
- การอนุมัติโครงการใหม่: ความคืบหน้าของโครงการ 5,000-6,000 ล้านบาท และ 50-100 ล้านบาท
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
- Utilization: ฝ่ายจัดการระบุว่ากำลังผลิตแม่พิมพ์ไม่ได้เต็มที่ เนื่องจากมีการชะลอการผลิตของลูกค้าบางส่วน
- Order Book: คำสั่งซื้อของลูกค้าในไตรมาส 2 ลดลงอย่างสำคัญ โดยเฉพาะงานแม่พิมพ์
- ราคาวัตถุดิบ: ราคาวัตถุดิบบางรายการสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรสินค้าพลาสติก
- GPM: อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 14.84% เป็น 13.36% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
- ส่งออก: ไม่ได้ระบุข้อมูลการส่งออกโดยตรง แต่กล่าวถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อค่าขนส่ง
- ค่าเงิน: ไม่ได้ระบุผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง
- สินค้าคงคลัง: เพิ่มขึ้น 17.8% เป็น 101.48 ล้านบาท จากการรอรับคำสั่งซื้อและต้นทุนวัตถุดิบบางรายการที่สูงขึ้น
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 500.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% จากสิ้นปี 2568 โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 33.92 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง 15.33 ล้านบาท และลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับที่เพิ่มขึ้น
หนี้สินรวมอยู่ที่ 360.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้นตามสินทรัพย์หมุนเวียน โดยเฉพาะเจ้าหนี้การค้าที่สูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น
ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงตามผลขาดทุนสุทธิ โดยส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 140.72 ล้านบาท
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานใน 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ (16.13) ล้านบาท เทียบกับ (9.94) ล้านบาทในปีก่อน โดยมีเงินสดรับจากการขายและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 59.33 ล้านบาท จากการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียน โดยเฉพาะการบริหารลูกหนี้การค้าและสินค้าคงคลัง
กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุนอยู่ที่ (9.94) ล้านบาท จากการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์
กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินอยู่ที่ 87.98 ล้านบาท จากการกู้เงินระยะสั้น และการรับเงินจากสัญญาเช่าทางการเงิน
สภาพคล่อง ณ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 1.34 เท่า ลดลงจาก 1.38 เท่า ณ สิ้นปี 2568
สรุปท้าย
หัวใจสำคัญที่ทำให้ TKT พลิกขาดทุนในไตรมาส 2/69 มาจากรายได้ผลิตแม่พิมพ์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แม้ว่ารายได้สินค้าพลาสติกจะเติบโตได้ดี แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ทั้งหมด ความไม่แน่นอนของต้นทุนและค่าขนส่ง รวมถึงการชะลอตัวของคำสั่งซื้อ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเจรจาปรับราคาขายและการกลับมาของคำสั่งซื้อในไตรมาส 3/69 ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป