เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
PHG กำไรสุทธิ Q2/2569 ดิ่ง 47% รับรายได้ผู้ป่วยในวูบ
ข่าวสาร

PHG กำไรสุทธิ Q2/2569 ดิ่ง 47% รับรายได้ผู้ป่วยในวูบ

PHG P/E 11.33 YIELD 6.73
51 นาที 22:16 น. 0 ความเห็น

รายได้โรงพยาบาลหดตัว 3.7% กดดันกำไรสุทธิลดลง ขณะที่ต้นทุนบุคลากร-ยาพุ่ง

บริษัท แพทย์รังสิตเฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PHG รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 45.87 ล้านบาท ลดลง 47.09% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลที่ลดลง 3.71% ประกอบกับต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

กลุ่มธุรกิจ: บริการ

หัวใจกำไรของ PHG ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การลดลงของรายได้ผู้ป่วยในกลุ่มลูกค้าทั่วไป และการเพิ่มขึ้นของต้นทุนบุคลากรทางการแพทย์และค่ายา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงอย่างมาก

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:

  1. รายได้ผู้ป่วยในกลุ่มทั่วไปลดลง: สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงไตรมาสสอง ทำให้ผู้ป่วยมีแนวโน้มใช้สิทธิประกันสังคมมากขึ้นก่อนที่จะใช้สิทธิประกันสุขภาพ ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยในและวันนอนของผู้ป่วยในลดลง ซึ่งกระทบต่อรายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปโดยตรง โดยรายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปลดลงถึง 15.81%
  2. ต้นทุนบุคลากรและค่ายาเพิ่มขึ้น: แม้รายได้รวมจะลดลง แต่ต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาลกลับเพิ่มขึ้น 5.10% โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์และพนักงานที่เพิ่มขึ้น 8.92 ล้านบาท และค่ายาและวัสดุทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น 12.55 ล้านบาท การเพิ่มขึ้นของต้นทุนนี้ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้าโครงการสวัสดิการภาครัฐ และการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าการเพิ่มโควต้าผู้ประกันตนในโครงการประกันสังคมจะช่วยหนุนรายได้กลุ่มลูกค้าภาครัฐ แต่ปัจจัยกดดันหลักคือภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องต่อกำลังซื้อของผู้ป่วยกลุ่มทั่วไปในระยะถัดไป ขณะที่ต้นทุนบุคลากรและยาที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มที่จะเป็นต้นทุนที่ต้องแบกรับต่อเนื่อง

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ Q2/2569 ลดลง 47.09% อยู่ที่ 45.87 ล้านบาท จาก 86.70 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาล Q2/2569 ลดลง 3.71% อยู่ที่ 600.54 ล้านบาท จาก 623.65 ล้านบาท
  • อัตรากำไรขั้นต้น Q2/2569 หดตัว เหลือ 19.42% จาก 26.17% ในปีก่อน
  • ต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาล Q2/2569 เพิ่มขึ้น 5.10% อยู่ที่ 483.94 ล้านบาท จาก 460.47 ล้านบาท
  • อัตราการครองเตียง Q2/2569 ลดลง อยู่ที่ 62.00% จาก 69.10% ในปีก่อน

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัท แพทย์รังสิตเฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PHG มีรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลรวม 600.54 ล้านบาท ลดลง 3.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 623.65 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้ผู้ป่วยในที่ลดลงตามจำนวนผู้ป่วยแอดมิทที่ชะลอตัวในช่วงไตรมาสสอง ขณะที่ต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 5.10% เป็น 483.94 ล้านบาท จาก 460.47 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากค่าตอบแทนบุคลากรและค่ายาที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 163.18 ล้านบาท เหลือ 116.60 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจาก 26.17% เป็น 19.42%

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 8.19 ล้านบาท เป็น 69.41 ล้านบาท จาก 61.22 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี ส่งผลให้กำไรก่อนภาษีเงินได้ลดลงอย่างมากจาก 108.66 ล้านบาท เหลือ 48.57 ล้านบาท และเมื่อหักภาษีเงินได้แล้ว กำไรสุทธิสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 45.87 ล้านบาท ลดลง 47.09% เมื่อเทียบกับ 86.70 ล้านบาทในปีก่อน

สำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 1,197.37 ล้านบาท ลดลง 3.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1,239.74 ล้านบาท และกำไรสุทธิลดลง 45.30% อยู่ที่ 90.37 ล้านบาท จาก 165.20 ล้านบาท

โอกาส

  • การเพิ่มโควต้าผู้ประกันตนในโครงการประกันสังคม: การเพิ่มจำนวนโควต้าผู้ประกันตนจาก 170,000 คน เป็น 200,000 คน ส่งผลให้มีรายได้จากค่าบริการทางการแพทย์ตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) และรายได้ค่าบริการเหมาหัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้กลุ่มลูกค้าภาครัฐ
  • การเปิดห้องตรวจเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วยประกันสังคม: การเปิดห้องตรวจที่สหคลินิก ณ ศูนย์การค้า The Hub เพื่อรองรับผู้ป่วยประกันสังคม จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการและอาจส่งผลดีต่อปริมาณผู้ป่วยนอกในระยะยาว

ความเสี่ยง

  • ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว: เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ผู้ป่วยในกลุ่มลูกค้าทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยหันไปใช้สิทธิประกันสังคมมากขึ้น และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ารับบริการหัตถการที่ไม่เร่งด่วน
  • ต้นทุนบุคลากรและค่ายาที่เพิ่มขึ้น: เป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้น โดยเฉพาะเมื่อรายได้จากการดำเนินงานไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้
  • อัตราการครองเตียงลดลง: สะท้อนถึงจำนวนผู้ป่วยในที่ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์จาก Capacity ของโรงพยาบาล

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มรายได้ผู้ป่วยในกลุ่มลูกค้าทั่วไปในไตรมาสถัดไป ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอน
  • ผลกระทบจากการเพิ่มโควต้าผู้ประกันตนในโครงการประกันสังคมต่อรายได้รวมของกลุ่มลูกค้าภาครัฐ
  • การบริหารจัดการต้นทุนบุคลากรทางการแพทย์และค่ายา เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
  • การปรับตัวของอัตราการครองเตียงและอัตราการเข้ารับบริการผู้ป่วยนอก
  • แผนการขยายบริการหรือการตลาดเพื่อดึงดูดผู้ป่วยกลุ่มทั่วไปกลับมาใช้บริการ

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)

  • รายได้: รายได้รวมลดลง 3.71% ใน Q2/2569 โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ผู้ป่วยในกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ลดลง 15.81% ขณะที่รายได้กลุ่มลูกค้าโครงการสวัสดิการภาครัฐเติบโตเล็กน้อย 1.14% โดยเฉพาะจากโครงการประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น 3.20% ใน 6 เดือนแรก
  • ต้นทุน: ต้นทุนการประกอบกิจการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 5.10% ใน Q2/2569 โดยมีสาเหตุหลักจากค่าตอบแทนบุคลากรและค่ายาที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัดส่วนต้นทุนที่สูงที่สุด
  • อัตรากำไร: อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 26.17% ใน Q2/2568 เป็น 19.42% ใน Q2/2569 และอัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 13.90% เป็น 7.64%
  • Capacity Utilization: อัตราการครองเตียงลดลงจาก 69.10% ใน Q2/2568 เป็น 62.00% ใน Q2/2569 สะท้อนถึงจำนวนผู้ป่วยในที่ลดลง

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 2,492.97 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์หลักคือ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (37.25%) และเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด (20.75%) หนี้สินรวมอยู่ที่ 403.70 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่น (13.02% ของหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นรวม) อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 0.19 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ แสดงถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง

สรุปท้าย

ผลประกอบการของ PHG ในไตรมาส 2 ปี 2569 ได้รับแรงกดดันจากการชะลอตัวของรายได้ผู้ป่วยในกลุ่มลูกค้าทั่วไป ท่ามกลางต้นทุนบุคลากรและค่ายาที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าการเพิ่มโควต้าประกันสังคมจะเป็นปัจจัยบวก แต่ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านต้นทุนยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป

ยังไม่มีความคิดเห็น