เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
BCP สรุปผลประกอบการ Q2/2568
ข่าวสาร

BCP สรุปผลประกอบการ Q2/2568

BCP P/E 3.25 YIELD 2.19
76 นาที 22:34 น. 0 ความเห็น

BCP กำไรสุทธิ Q2/2568 พลิกขาดทุน เหตุ Inventory Loss กระทบหนัก

ธุรกิจโรงกลั่นเผชิญ Inventory Loss สูง ขณะที่ธุรกิจอื่นยังคงรักษาการดำเนินงานได้

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 พลิกขาดทุนสุทธิ 2,560 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,115 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบของ Inventory Loss ในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) พบว่าอยู่ที่ 1,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจหลักของผลประกอบการที่เปลี่ยนแปลงไปในไตรมาส 2 ปี 2568 คือ การรับรู้ผลขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ (Inventory Loss) จำนวนมากในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวมของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ราคาซื้อขายน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2 ปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางการค้าจากนโยบาย Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ และความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มอุปสงค์น้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัทต้องรับรู้ Inventory Loss จำนวน 3,472 ล้านบาท (เทียบเท่า US$4.75/BBL) ในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน ซึ่งเป็นรายการที่กระทบต่อผลกำไรโดยตรง

นอกจากนี้ ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Futures Contracts) ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่าตามมาตรฐานบัญชี ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลลบต่อผลประกอบการ โดยในไตรมาส 2 ปี 2568 มีผลขาดทุน 891 ล้านบาท (เทียบเท่า US$1.22/BBL) ซึ่งแตกต่างจากไตรมาสก่อนหน้าที่บริษัทรับรู้กำไรจากรายการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นยังคงได้รับปัจจัยบวกจากค่าการกลั่นพื้นฐานที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ US$4.45/BBL (เพิ่มขึ้น US$1.82/BBL YoY) เนื่องจาก Crack Spread ของผลิตภัณฑ์กลุ่ม Middle Distillates เช่น น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับต้นทุนน้ำมันดิบของกลุ่มบริษัทที่ปรับลดลงช่วยชดเชยผลกระทบได้บางส่วน

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่?

ลักษณะครั้งคราว

จากแนวโน้มที่ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบในไตรมาส 3 ปี 2568 จะปรับลดลง QoQ อยู่ที่ระดับ US$65-70/BBL เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการค้าและอุปทานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับความต้องการน้ำมันดิบในตะวันออกกลางที่จะอ่อนตัวลงในช่วงใกล้สิ้นสุดฤดูร้อน ทำให้ตลาดน้ำมันมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาดมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิด Inventory Loss ได้อีก อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนได้

Highlight สำคัญ

  • BCP พลิกขาดทุนสุทธิ 2,560 ล้านบาทใน Q2/2568 เทียบกับกำไร 2,115 ล้านบาทใน Q2/2567 สาเหตุหลักจาก Inventory Loss ในธุรกิจโรงกลั่น
  • กำไรจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) เติบโตกว่า 100% YoY อยู่ที่ 1,247 ล้านบาท สะท้อนการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลัก
  • ธุรกิจโรงกลั่นเผชิญ Inventory Loss สูงถึง 3,472 ล้านบาท จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ค่าการกลั่นพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้น YoY อยู่ที่ US$4.45/BBL หนุนโดย Crack Spread ผลิตภัณฑ์ Middle Distillates ที่สูงขึ้น
  • ธุรกิจการตลาด EBITDA ลดลง 43% YoY จากผลกระทบ Inventory Loss และการแข่งขันที่รุนแรง
  • ธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด EBITDA ลดลง 3% YoY จากการขายโครงการโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่นและการสิ้นสุด Adder ในไทย

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2568 บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 125,827 ล้านบาท ลดลง 20% YoY โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้ที่ลดลงในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น กลุ่มธุรกิจการตลาด และกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

Accounting EBITDA อยู่ที่ 3,664 ล้านบาท ลดลง 66% YoY โดยมีปัจจัยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและกลุ่มธุรกิจการตลาดที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงส่งผลให้ Inventory Loss สูงขึ้น ประกอบกับกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติมีปริมาณการผลิตและจำหน่ายลดลง

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 1,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 100% YoY ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลัก แม้จะเผชิญกับผลกระทบจากรายการพิเศษก็ตาม

โอกาส

  • การลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด: บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เช่น การเข้าซื้อหุ้นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไต้หวัน และการร่วมมือพัฒนากลุ่มธุรกิจ Data Center ที่ใช้พลังงานสะอาด
  • การขยายธุรกิจการตลาด: มีแผนขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่า 100 สถานีทั่วประเทศ และมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำมันพรีเมี่ยมเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด
  • การร่วมมือในธุรกิจปิโตรเลียม: การร่วมมือกับ Chevron ในการสำรวจปิโตรเลียมในอ่าวไทย (แปลง G2/65) เป็นโอกาสในการเพิ่มแหล่งรายได้ในอนาคต
  • การจัดอันดับ Fortune Southeast Asia 500: การได้รับการจัดอันดับที่ 17 สะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและการเติบโตที่มั่นคง

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม: เป็นความเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน
  • ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว: ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์พลังงานและการบริโภคโดยรวม
  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: อาจส่งผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมันและกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ
  • การแข่งขันในอุตสาหกรรม: ทั้งในธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ อาจส่งผลต่อส่วนต่างราคาและปริมาณการขาย
  • การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม: อาจส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานและแผนการลงทุนในอนาคต

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มราคาน้ำมันดิบและ Crack Spread: จะส่งผลโดยตรงต่อผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น
  • การบริหารจัดการ Inventory: ความสามารถในการลดผลกระทบจาก Inventory Loss ในช่วงที่ราคาน้ำมันมีความผันผวน
  • ความคืบหน้าของโครงการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด: โดยเฉพาะโครงการในต่างประเทศ
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ (OKEA): โดยเฉพาะการปรับประมาณการการผลิต
  • การดำเนินงานภายหลังการปรับโครงสร้าง BSRC: การรวมธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน:

ผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2568 ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก Inventory Loss จำนวน 3,472 ล้านบาท (US$4.75/BBL) เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ค่าการกลั่นพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้น YoY เป็น US$4.45/BBL จาก Crack Spread ของผลิตภัณฑ์ Middle Distillates ที่สูงขึ้น การผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 241.6 KBD ลดลง QoQ เนื่องจากโรงกลั่นศรีราชามีการชะลอการกลั่นเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ

กลุ่มธุรกิจการตลาด:

EBITDA ลดลง 43% YoY มาอยู่ที่ 1,181 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากค่าการตลาดสุทธิที่ลดลง 23% YoY จากการรับรู้ Inventory Loss ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายรวมทรงตัว YoY โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตเล็กน้อยของปริมาณการจำหน่ายผ่านสถานีบริการน้ำมัน

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด:

EBITDA ลดลง 3% YoY อยู่ที่ 978 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นทั้งหมด และการสิ้นสุด Adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำใน สปป.ลาว และโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศไทยเพิ่มขึ้น YoY

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ:

EBITDA ลดลง 23% YoY อยู่ที่ 380 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากปริมาณการจำหน่ายไบโอดีเซลที่ลดลง 28% YoY จากการปรับลดสัดส่วนการผสมตามนโยบายภาครัฐ และราคาขายเฉลี่ยเอทานอลที่อ่อนตัวลง

กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ:

EBITDA ลดลง 79% YoY อยู่ที่ 1,399 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการรับรู้ Inventory Loss จำนวนมาก และค่าการกลั่นพื้นฐานที่ลดลง อย่างไรก็ตาม OKEA ได้ปรับประมาณการการผลิตปี 2568 เพิ่มขึ้น

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 กลุ่มบริษัทบางจากมีสินทรัพย์รวม 310,702 ล้านบาท ลดลง 5,840 ล้านบาท จากสิ้นปี 2567 โดยหลักจากมูลค่าสินค้าคงเหลือที่ลดลง และเงินลงทุนในบริษัทร่วมในสกุลต่างประเทศที่ลดลงจากการแปลงค่า

หนี้สินรวมอยู่ที่ 228,247 ล้านบาท ลดลง 1,821 ล้านบาท โดยหลักจากหนี้สินอื่นที่ลดลงจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้น

ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 82,455 ล้านบาท ลดลง 4,019 ล้านบาท จากสิ้นปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักจากขาดทุนเบ็ดเสร็จสำหรับงวด

กลุ่มบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 30,215 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,589 ล้านบาท โดยหลักจากกระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงานมากกว่ากิจกรรมลงทุนและจัดหาเงิน

อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.19 เท่า

สรุปท้าย

ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 ของ BCP ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก Inventory Loss จำนวนมากในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งทำให้บริษัทพลิกขาดทุนสุทธิ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากกำไรจากการดำเนินงานปกติ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักที่ยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ยังคงมีศักยภาพในการขยายตัว แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากราคาโภคภัณฑ์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาน้ำมันดิบและกลยุทธ์การบริหารจัดการสต็อกของบริษัทอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามความคืบหน้าของโครงการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว

ยังไม่มีความคิดเห็น