BCP สรุปผลประกอบการ Q2/2569
BCP กำไรสุทธิ Q2/2569 พุ่ง 99% รับอานิสงส์ราคาน้ำมันโลกสูง-SAF หนุน
รายได้-กำไรโตแรง YoY รับผลบวกจากราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น และการเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจ SAF ขณะที่ต้นทุนการกลั่นยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาครัฐ
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้จากการขายและให้บริการ 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 12,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 99% YoY โดยปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการในรอบนี้ มาจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงกลั่นที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการเริ่มรับรู้รายได้และ EBITDA จากหน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่เข้ามาเสริมศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจกำไร Q2/2569 ของ BCP อยู่ที่การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- ราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่นที่สูงขึ้น: สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบตึงตัว และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 95.87 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 8.00 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล QoQ และ 28.91 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล YoY ขณะที่ค่าการกลั่นพื้นฐานของกลุ่มบริษัทบางจากอยู่ที่ 18.41 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงภาวะอุปทานที่ตึงตัวและการปรับลดกำลังการผลิตของโรงกลั่นในเอเชีย ประกอบกับการรับรู้ Inventory Gain (รวม NRV) ที่ 4.57 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ช่วยหนุนผลประกอบการของธุรกิจโรงกลั่นให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
- การเริ่มรับรู้รายได้จาก SAF: หน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ได้เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์และส่งมอบผลิตภัณฑ์เป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยเดินเครื่องที่กำลังการผลิตเฉลี่ย 6.8 KBD และมีปริมาณการจำหน่าย 39 ล้านลิตร ซึ่งได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคา SAF-UCO Spread ที่อยู่ในระดับสูงจากอุปทานพลังงานที่ตึงตัวในตลาดโลก ทำให้บริษัทฯ เริ่มรับรู้ EBITDA จากธุรกิจ SAF เข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงาน
- การกลับรายการผลขาดทุนจาก Oil Hedging: การกลับรายการของผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-Market) ในไตรมาสก่อน ส่งผลให้มีรายการกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Gain) จำนวน 4,415 ล้านบาท ช่วยลดผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil Hedging) ลงอย่างมีนัยสำคัญ
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสต่อเนื่อง โดยปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงจากการตึงตัวของอุปทานโลก และการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของ SAF ที่จะเข้ามาเสริมรายได้และ EBITDA อย่างต่อเนื่อง จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อผลประกอบการของ BCP ในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาผลกระทบจากมาตรการภาครัฐที่อาจส่งผลต่อการบริหารจัดการกำลังการผลิตของโรงกลั่น และความผันผวนของราคา commodity ที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม Q2/2569 เติบโต 46% YoY แตะ 183,553 ล้านบาท จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและการดำเนินงานที่ฟื้นตัว
- กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่พุ่ง 99% YoY สู่ 12,239 ล้านบาท หรือ 8.34 บาทต่อหุ้น
- ธุรกิจโรงกลั่นฟื้นตัวโดดเด่น รับอานิสงส์ค่าการกลั่นที่สูงขึ้นและ Inventory Gain
- ธุรกิจ SAF เริ่มสร้างรายได้ รับรู้ EBITDA หลังเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในเดือน พ.ค. 69
- ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติรับผลบวกจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซฯ ที่สูงขึ้น แม้ปริมาณการผลิตจะลดลงเล็กน้อย
- ธุรกิจการค้าน้ำมันขยายตัว จากปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นและการขนส่งทางเรือ
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานรายได้จากการขายและให้บริการรวม 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% YoY และ 29% QoQ โดยมี Accounting EBITDA อยู่ที่ 25,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 100% YoY และ 46% QoQ ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 99% YoY เป็น 12,239 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 8.34 บาท
สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 326,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% YoY และมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 18,383 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 100% YoY หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.51 บาท โดยได้รับปัจจัยหนุนหลักจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
โอกาส
- การเติบโตของธุรกิจ SAF: การเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของหน่วยผลิต SAF จะเป็นแหล่งรายได้และ EBITDA ใหม่ที่สำคัญในระยะยาว
- ราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูง: สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันดิบ ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจการค้าน้ำมัน
- การขยายธุรกิจค้าปลีกในต่างประเทศ: การเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited (BHK) จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในตลาดเอเชียเหนือ
- การ Synergy ระหว่างโรงกลั่น: ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและผลประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานระหว่างสองโรงกลั่นจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์: ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ
- มาตรการภาครัฐ: ข้อจำกัดในการส่งออกน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานตามมาตรการภาครัฐ อาจส่งผลต่อการบริหารจัดการกำลังการผลิตของโรงกลั่น
- ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสถานการณ์การขนส่งทางทะเลยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
- ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น: ต้นทุนพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในบางธุรกิจ เช่น พลังงานชีวภาพ
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่น: ติดตามสถานการณ์อุปทานและอุปสงค์น้ำมันโลก รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจ SAF: ประเมินการเติบโตของรายได้และ EBITDA จากธุรกิจ SAF อย่างต่อเนื่อง
- การบริหารจัดการกำลังการผลิตของโรงกลั่น: จับตาผลกระทบจากมาตรการภาครัฐต่อการผลิตและการส่งออก
- การขยายธุรกิจในต่างประเทศ: ติดตามผลการดำเนินงานของ Bangchak Hong Kong Limited (BHK) หลังการเข้าซื้อกิจการ
- แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน: ผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผลประกอบการ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
ธุรกิจโรงกลั่น:
- กำลังการผลิตเฉลี่ย Q2/2569 อยู่ที่ 272.6 KBD ลดลงเล็กน้อย YoY เนื่องจากข้อจำกัดในการส่งออกน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานตามมาตรการภาครัฐ ซึ่งส่งผลต่อการบริหารพื้นที่จัดเก็บน้ำมันและแผนการผลิต
- ค่าการกลั่นพื้นฐานอยู่ที่ 18.41 US$/BBL ลดลงเล็กน้อย QoQ จากผลกระทบการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นตามมาตรการภาครัฐ และต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงขึ้น แต่ยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ YoY จาก Crack Spread ที่ปรับเพิ่มขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์
- รับรู้ Inventory Gain (รวม NRV) ลดลง ใน Q2/2569 อยู่ที่ 0.17 US$/BBL เทียบกับ Inventory Gain ใน Q1/2569 ที่ 9.39 US$/BBL และ Inventory Loss ใน Q2/2568 ที่ 4.75 US$/BBL
ธุรกิจการตลาด:
- ปริมาณการจำหน่ายรวม Q2/2569 ลดลง 14% QoQ และ 6% YoY สู่ 3,186 ล้านลิตร จากความต้องการใช้น้ำมันที่ชะลอตัว โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน
- ค่าการตลาดสุทธิฟื้นตัว มาอยู่ที่ 1.26 บาท/ลิตร จากการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมัน และการทยอยปรับราคาขายปลีกให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดโลก
ธุรกิจพลังงานชีวภาพ:
- ปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล (B100) เพิ่มขึ้น 22% YoY จากมาตรการภาครัฐที่กำหนดสัดส่วนผสม B7
- เริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก SAF ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 จากการถือหุ้น 20% ในบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF)
- ธุรกิจเอทานอลมีรายได้และกำไรขั้นต้นปรับลดลง จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและแผนการหยุดซ่อมบำรุงประจำปี
ธุรกิจการค้าน้ำมัน:
- ปริมาณการซื้อขายน้ามันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันรวม Q2/2569 เพิ่มขึ้น 20% QoQ และ 30% YoY สู่ 33.0 ล้านบาร์เรล จากการฟื้นตัวของธุรกรรมนอกกลุ่ม (Out-Out) และการซื้อขายภายในกลุ่ม (System) ที่ขยายตัว
- รับรู้รายได้จากธุรกิจขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของปริมาณธุรกรรมและค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง
ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ:
- ราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquid Price) ปรับเพิ่มขึ้น 40% QoQ และ 65% YoY สู่ 104.2 US$/BBL ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
- ปริมาณการผลิตปรับลดลง 23% QoQ จากการซ่อมบำรุงตามแผนของแหล่งผลิตหลัก ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายลดลง 12% เนื่องจากมีการจำหน่ายมากกว่ากำลังการผลิตตามสัญญา (Overlift)
- บันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ จำนวน 550 ล้านบาท (หลังหักภาษี) โดยหลักจากแหล่ง Statfjord และ Draugen
ธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน:
- ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้า Q2/2569 ลดลง 18% QoQ จากปัจจัยฤดูกาลของโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป. ลาว แต่เพิ่มขึ้น 1% YoY
- รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนลดลง ตามปัจจัยฤดูกาล
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีสินทรัพย์รวม 374,755 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและปริมาณการจำหน่ายที่สูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าคงเหลือและลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ 272,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้า เงินกู้ยืมระยะสั้น และหนี้สินตามสัญญาเช่า ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 102,606 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักจากกำไรสำหรับงวดจำนวน 20,369 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD to Equity) อยู่ที่ 1.05 เท่า
สรุปท้าย
ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของ BCP สะท้อนการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้น และการเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจ SAF ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ในระยะยาว แม้ธุรกิจโรงกลั่นจะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาครัฐ แต่การบริหารจัดการต้นทุนและส่วนต่างราคาที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการ Synergy ระหว่างโรงกลั่น จะช่วยหนุนผลประกอบการให้แข็งแกร่งต่อไป อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด.