JMART กำไร Q2/2569 พุ่ง 91.9% รับแรงหนุนธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone
ธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone โตแรง ดันกำไร JMART พุ่ง 91.9% YoY ขณะที่ภาพรวมรายได้ทรงตัว
บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 213.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Synergy ของกลุ่มบริษัทฯ ขณะที่ภาพรวมรายได้รวมทรงตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ JMART ในไตรมาส 2/2569 ให้เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 91.9% (YoY) มาจาก ความสำเร็จอย่างสูงของธุรกิจ Lock Phone ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสายงานธุรกิจจัดจำหน่ายมือถือและอุปกรณ์เสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบริษัทลูกอย่าง Jaymart Mobile และการสนับสนุนด้านสินเชื่อจาก SGC และ KB J Capital ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 102.0 ล้านบาท
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ความสำเร็จของธุรกิจ Lock Phone เกิดจากการผนึกกำลัง (Synergy) ของกลุ่มบริษัทฯ อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Jaymart Mobile ทำหน้าที่เป็นหน้าร้านและแพลตฟอร์มการขาย ขณะที่ SINGER และ SGC ให้บริการสินเชื่อภายใต้ SG Finance+ และ KB J Capital ขับเคลื่อน Samsung Finance+ ซึ่งสามารถสร้างพอร์ตสินเชื่อได้รวดเร็ว โดยเฉพาะสินเชื่อ Lock Phone ที่มีสัดส่วนถึง 60% ของพอร์ตสินเชื่อรวมของ SGC และมีฐานลูกค้ามากกว่า 1.3 ล้านราย กลยุทธ์นี้ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงสมาร์ทโฟนได้ง่ายขึ้น แม้กำลังซื้อจะจำกัด และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต นอกจากนี้ การเติบโตของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า โดยเฉพาะจาก KB J Capital และ Suki Teenoi ก็มีส่วนสนับสนุนผลกำไรโดยรวมเช่นกัน
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง ปัจจัยขับเคลื่อนหลักอย่างธุรกิจ Lock Phone ที่ใช้กลยุทธ์ Synergy ของกลุ่มบริษัทฯ มีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายฐานลูกค้าและการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล นอกจากนี้ การที่ KB J Capital ยังคงมีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจากโครงการ Samsung Finance+ และ Suki Teenoi ที่มีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ก็เป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของส่วนแบ่งกำไรในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวและภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและคุณภาพพอร์ตสินเชื่อในระยะยาว
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิส่วนผู้ถือหุ้นพุ่ง 91.9% YoY: อยู่ที่ 213.0 ล้านบาท จาก 111.0 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้รวมทรงตัว: ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 3,766.6 ล้านบาท ลดลง 1.4% YoY ขณะที่ 6 เดือนแรกปี 2569 เพิ่มขึ้น 1.9% YoY เป็น 7,694.3 ล้านบาท
- ธุรกิจ Lock Phone เติบโตโดดเด่น: เป็นปัจจัยหลักหนุนกำไร โดย Jaymart Mobile ร่วมกับ SGC และ KB J Capital สร้างพอร์ตสินเชื่อได้รวดเร็ว
- ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น: โดยเฉพาะจาก KB J Capital, SINGER, SGC และ Suki Teenoi
- ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง: อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ทรงตัวส่งผลดีต่อต้นทุนทางการเงินของกลุ่มบริษัทฯ
- การบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ: เจเอ็มที (JMT) มีกำไรสุทธิลดลง 15.7% YoY เนื่องจากมีการตั้งสำรอง ECL สูงขึ้นตามหลักความระมัดระวัง
ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 213.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) หรือเพิ่มขึ้น 102.0 ล้านบาท สำหรับงวดหกเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 375.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.5% YoY หรือเพิ่มขึ้น 124.4 ล้านบาท
รายได้รวมในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 3,766.6 ล้านบาท ลดลง 1.4% YoY โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยจากเงินซื้อลูกหนี้และกำไรจากเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้ที่ลดลง 6.6% และ 7.4% ตามลำดับ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม รายได้จากสัญญากับลูกค้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.3% YoY จากการเติบโตของธุรกิจ Lock Phone
ในขณะที่งวดหกเดือนแรกปี 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 7,694.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% YoY โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของธุรกิจ Lock Phone และรายได้ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของ Community Mall และธุรกิจโรงแรม
อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 30.2% จาก 28.9% ในปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากการเติบโตของกำไรจากธุรกิจจัดจำหน่ายมือถือและอุปกรณ์เสริม โดยเฉพาะธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone ที่มีอัตรากำไรที่ดี ประกอบกับการบริหารต้นทุนขายและบริการอย่างมีประสิทธิภาพ
โอกาส
- การเติบโตของธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone: เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้และกำไร โดยอาศัย Synergy ของกลุ่มบริษัทฯ ในการให้บริการสินเชื่อที่เข้าถึงง่ายและบริหารความเสี่ยงได้ดี
- การขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ: SGC มีการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ Lock Phone อย่างต่อเนื่อง และมีแผนขยายไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ
- การลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า: การเติบโตของ KB J Capital, SINGER, SGC และ Suki Teenoi ช่วยเสริมผลกำไรจากการลงทุน
- การพัฒนาแพลตฟอร์ม J Point: เป็นส่วนหนึ่งของแผน JUMP+ เพื่อยกระดับรายได้ผ่านระบบคะแนนสะสมของกลุ่มบริษัทฯ
- การนำ AI มาใช้: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและปลดล็อกมูลค่าธุรกิจ
ความเสี่ยง
- ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและภาระหนี้ครัวเรือน: ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้
- การแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อ: อาจส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
- การตั้งสำรองหนี้ด้อยคุณภาพ: เจเอ็มที (JMT) มีการตั้งสำรอง ECL สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัท
- ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย: แม้ปัจจุบันจะทรงตัว แต่การเปลี่ยนแปลงในอนาคตอาจส่งผลต่อต้นทุนทางการเงิน
- ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ: การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสินเชื่อและประกันภัย
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ Lock Phone: โดยเฉพาะจาก SGC และ KB J Capital และการขยายไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ
- ผลการดำเนินงานของ Suki Teenoi: โดยเฉพาะการเติบโตของแบรนด์ใหม่ "นายพล หมูกระทะ"
- การบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพของ JMT: โดยเฉพาะการตั้งสำรอง ECL และการจัดเก็บหนี้
- ความคืบหน้าของแผน JUMP+: โดยเฉพาะการยกระดับรายได้ผ่าน J Point และการนำ AI มาใช้
- การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน: ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เทคโนโลยี)
- รายได้จากสัญญากับลูกค้า: เติบโต 0.3% YoY ใน Q2/2569 และ 6.0% YoY ใน 6M/2569 โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจ Lock Phone ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
- รายได้ดอกเบี้ยจากเงินซื้อลูกหนี้และกำไรจากเงินให้สินเชื่อ: ลดลง 6.6% และ 7.4% ตามลำดับ ใน Q2/2569 และ 6M/2569 เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและภาระหนี้ครัวเรือนสูง
- รายได้ค่าเช่า: เพิ่มขึ้น 4.4% YoY ใน Q2/2569 และ 5.4% YoY ใน 6M/2569 จาก Community Mall และธุรกิจโรงแรม
- รายได้จากการรับประกันภัย: ลดลงเล็กน้อย 0.5% YoY ใน Q2/2569 และ 12.6% YoY ใน 6M/2569 จากการปรับพอร์ตประกันภัยให้มี Loss Ratio ต่ำลง
- อัตรากำไรขั้นต้น: ปรับตัวดีขึ้นเป็น 30.2% จาก 28.9% ในปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของธุรกิจจัดจำหน่ายมือถือและอุปกรณ์เสริม โดยเฉพาะสินเชื่อ Lock Phone ที่มีอัตรากำไรดี
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ณ สิ้นสุด Q2/2569 อยู่ที่ 56,183.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% จากสิ้นปี 2568 โดยมีเงินให้สินเชื่อจากซื้อลูกหนี้เป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด
- หนี้สินรวม: อยู่ที่ 23,400.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.1% จากสิ้นปี 2568
- ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม: อยู่ที่ 32,783.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2568
- D/E Ratio: อยู่ที่ 0.71 เท่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 0.70 เท่า
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน: ลดลง 784.4 ล้านบาท YoY ใน 6M/2569 เนื่องจากมีการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อขยายพอร์ตสินเชื่อ
- กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน: ใกล้เคียงศูนย์ใน 6M/2569 ลดลงอย่างมากจากปีก่อนที่ใช้เงินไปกับการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน
สรุปท้าย
JMART โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิส่วนผู้ถือหุ้นพุ่งขึ้น 91.9% YoY เป็นผลมาจากความสำเร็จของธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone ที่ใช้กลยุทธ์ Synergy ของกลุ่มบริษัทฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้รายได้รวมจะทรงตัวเล็กน้อยเนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจ แต่การบริหารจัดการต้นทุนและอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นปัจจัยหนุนกำไรให้เติบโตได้อย่างโดดเด่น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อในระยะยาว รวมถึงความคืบหน้าของแผนกลยุทธ์ JUMP+ ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต