RWI สรุปผลประกอบการ Q2/2569
RWI พลิกขาดทุนน้อยลง Q2/2569 รับอานิสงส์ธุรกิจใหม่-คุมต้นทุน
รายได้รวมโต 5.51% YoY หลังเพิ่มปริมาณขายสินค้าหลัก พร้อมรับรู้รายได้อสังหาฯ ครั้งแรก ขณะที่ GPM พุ่งแรงจากต้นทุนขายที่ลดลง
บริษัท ระยองไวร์ อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RWI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีพัฒนาการเชิงบวก โดยแม้จะยังคงมีผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงาน แต่สามารถลดการขาดทุนลงได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายสินค้าหลัก ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนขายที่มีประสิทธิภาพ และการเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่เข้ามาเสริมทัพ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ RWI ในไตรมาส 2/2569 มีทิศทางดีขึ้น คือ การลดลงของผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกัน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญคือ การลดลงของผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงาน 35.65% YoY (จาก 14.98 ล้านบาท เป็น 9.64 ล้านบาท) และ การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จาก 3.22% เป็น 10.39% ซึ่งส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นถึง 281.96%
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การลดลงของผลขาดทุนและ GPM ที่ดีขึ้น เกิดจากปัจจัยหลักดังนี้:
- ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น: บริษัทฯ สามารถเพิ่มปริมาณการขายสินค้าหลักได้จากการปรับกลยุทธ์การขายให้สอดคล้องกับภาวะตลาด การรักษาฐานลูกค้า และการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 5.78% เป็น 127.66 ล้านบาท
- การควบคุมต้นทุนขายอย่างมีประสิทธิภาพ: บริษัทฯ สามารถลดต้นทุนขายลงได้ 3.39% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
- การรับรู้รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: การเข้าลงทุนใน บริษัท อิมพีเรียลแลนด์ จำกัด (IMP) ทำให้บริษัทฯ เริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเป็นครั้งแรก จำนวน 0.97 ล้านบาทในไตรมาสนี้ ซึ่งช่วยสนับสนุนผลประกอบการโดยรวมและกระจายฐานรายได้
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของการรับรู้รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากฝ่ายจัดการระบุว่า "บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้จากค่าเช่าและบริการอย่างต่อเนื่องในงวดถัดไป" และ "คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้และผลประกอบการจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าได้อย่างต่อเนื่องในงวดถัดไป" ส่วนการควบคุมต้นทุนขายและ GPM ที่ดีขึ้นนั้น แม้จะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและกลยุทธ์การขาย แต่การที่บริษัทฯ เน้นการควบคุมคุณภาพการขายและรักษาฐานลูกค้าเดิมโดยไม่เน้นการแข่งขันด้านราคา อาจช่วยรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับที่ดีได้ในระยะต่อไป
Highlight สำคัญ
- ผลขาดทุนสุทธิลดลง 35.65% YoY: จาก 14.98 ล้านบาท ใน Q2/2568 เป็น 9.64 ล้านบาท ใน Q2/2569
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) พุ่งสูง: เพิ่มขึ้นจาก 3.22% เป็น 10.39% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นโต 281.96%
- รายได้รวมเพิ่มขึ้น 5.51% YoY: เป็น 130.09 ล้านบาท จาก 123.30 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากปริมาณการขายสินค้าหลักที่เพิ่มขึ้น
- เริ่มรับรู้รายได้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: จากการเข้าลงทุนใน IMP ทำให้มีรายได้ค่าเช่าและบริการ 4.55 ล้านบาทในไตรมาสนี้
- ต้นทุนขายลดลง 5.54%: ในงวด 6 เดือนแรกปี 2569 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานจำนวน 9.64 ล้านบาท ลดลง 5.34 ล้านบาท หรือคิดเป็น 35.65% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (Q2/2568) ที่ขาดทุน 14.98 ล้านบาท การลดลงของผลขาดทุนนี้เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายสินค้าหลัก ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนขายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การเริ่มรับรู้ผลกำไรจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าของ IMP จำนวน 0.97 ล้านบาท ก็มีส่วนช่วยสนับสนุนผลประกอบการโดยรวม
สำหรับรายได้จากการขายสินค้าในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 127.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.78% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับกลยุทธ์การขาย การรักษาฐานลูกค้า และการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ส่งผลให้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น
รายได้รวมของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 130.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การเพิ่มขึ้นนี้มาจากปริมาณการขายสินค้าที่เพิ่มขึ้น และการเริ่มรับรู้รายได้จากค่าเช่าและบริการของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้โครงการ Station One จำนวน 4.55 ล้านบาท
ในส่วนของผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 237.42 ล้านบาท ลดลง 4.89% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งมีรายได้รวม 249.63 ล้านบาท การลดลงนี้มีสาเหตุหลักจากนโยบายควบคุมคุณภาพการขาย โดยมุ่งรักษาฐานลูกค้าเดิมและคัดเลือกลูกค้าที่มีราคาขายที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานจากธุรกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้า 6 เดือนแรกของปี 2569 มีผลขาดทุน 11.09 ล้านบาท ลดลง 27.79% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวที่ดีขึ้นจากการบริหารจัดการด้านการขายและต้นทุน
ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ซึ่งเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานภายหลังการเข้าลงทุนใน IMP ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 มีกำไร 0.97 ล้านบาทในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้และผลประกอบการได้อย่างต่อเนื่องในงวดถัดไป
โอกาส
- การกระจายฐานรายได้: การเข้าลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าผ่าน IMP ช่วยเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่และกระจายฐานรายได้ของกลุ่มบริษัทให้มีความหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายสินค้า
- รายได้ประจำ (Recurring Income): ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่ามีศักยภาพในการสร้างรายได้ประจำในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับผลประกอบการของกลุ่มบริษัท
- การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ: การที่บริษัทฯ สามารถควบคุมต้นทุนขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแนวโน้มที่จะรักษา GPM ในระดับที่ดีได้ จะเป็นปัจจัยบวกต่อผลกำไรในอนาคต
- การปรับโครงสร้างสินทรัพย์: การปรับพอร์ตสินทรัพย์จากการถือครองสินทรัพย์ทางการเงินบางส่วนไปสู่สินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ประจำ สอดคล้องกับแนวทางการสร้างมูลค่าในระยะยาว
ความเสี่ยง
- การแข่งขันด้านราคา: ภาวะการแข่งขันและการบริหารคุณภาพการขายยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อรายได้ โดยบริษัทฯ ใช้กลยุทธ์ยืดหยุ่นด้านเครดิตเทอมเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม ซึ่งอาจส่งผลต่อจำนวนวันลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น
- ต้นทุนในการจัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่สูงขึ้น: การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหารในไตรมาสนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) สำหรับลูกหนี้การค้า และการรับรู้ค่าใช้จ่ายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์: แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนในเอกสาร แต่ธุรกิจสินค้าอุตสาหกรรมมักมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิต
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มรายได้และกำไรจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: ติดตามการรับรู้รายได้และผลกำไรจาก IMP ว่าจะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ และจะสามารถสร้างรายได้ประจำได้อย่างต่อเนื่องเพียงใด
- การบริหารจัดการต้นทุนขายและ GPM: ประเมินว่าบริษัทฯ จะสามารถรักษา GPM ในระดับสูงได้ต่อเนื่องหรือไม่ ท่ามกลางสภาวะการแข่งขัน
- การบริหารจัดการลูกหนี้การค้า: ติดตามจำนวนวันลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น และการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ (ECL) ว่าจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการมากน้อยเพียงใด
- การใช้เงินสด: การนำเงินสดไปชำระหนี้ระยะสั้นและลงทุนใน IMP ส่งผลให้เงินสดลดลง ต้องติดตามการบริหารสภาพคล่องของบริษัทฯ
- การเติบโตของธุรกิจหลัก: แม้จะมีธุรกิจใหม่เข้ามาเสริม แต่การเติบโตของธุรกิจหลักด้านลวดเหล็กกล้าแรงดึงสูงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
- Utilization: เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่กล่าวถึงการเพิ่มปริมาณการขาย ซึ่งบ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
- Order Book: ไม่ได้มีการระบุข้อมูล Order Book โดยตรง
- ราคาวัตถุดิบ: ไม่ได้มีการกล่าวถึงราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่มีการกล่าวถึงการควบคุมต้นทุนขายที่ลดลง
- GPM: มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 3.22% เป็น 10.39% ซึ่งเป็นจุดเด่นของไตรมาสนี้
- ส่งออก: ไม่ได้มีการระบุสัดส่วนการส่งออก
- ค่าเงิน: ไม่ได้มีการกล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
- สินค้าคงคลัง: จำนวนวันสินค้าคงเหลือต่อรายได้อยู่ที่ 72 วัน ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน (78 วัน) และคุณภาพสินค้าคงเหลือพร้อมผลิตและจำหน่าย
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ณ 30 มิ.ย. 2569 อยู่ที่ 1,021.40 ล้านบาท ลดลง 3.07% จากสิ้นปี 2568 โดยเงินสดและเงินฝากธนาคารลดลง 146.28 ล้านบาท จากการชำระหนี้และลงทุนใน IMP ขณะที่อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้น 126.32 ล้านบาท
- หนี้สินรวม: ณ 30 มิ.ย. 2569 อยู่ที่ 183.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.65% จากสิ้นปี 2568 ส่วนใหญ่มาจากการรับรู้หนี้สินตามสัญญาเช่าของบริษัทย่อยที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: ณ 30 มิ.ย. 2569 อยู่ที่ 837.44 ล้านบาท ลดลง 5.32% จากสิ้นปี 2568 เนื่องจากผลขาดทุนสุทธิในงวด 6 เดือนแรก
- D/E Ratio: อยู่ที่ 0.22 เท่า ณ 30 มิ.ย. 2569 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำและแข็งแกร่ง
- สภาพคล่อง: อัตราส่วนสภาพคล่องลดลงจาก 20.36 เท่า เป็น 14.84 เท่า เนื่องจากสินทรัพย์หมุนเวียนลดลงมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน
สรุปท้าย
RWI ในไตรมาส 2/2569 แสดงให้เห็นถึงการพลิกฟื้นในเชิงการดำเนินงาน โดยสามารถลดผลขาดทุนสุทธิลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างโดดเด่น จากการเพิ่มปริมาณการขายสินค้าหลักและการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ การเข้าลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าถือเป็นก้าวสำคัญในการกระจายฐานรายได้และสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ประจำในระยะยาว แม้จะมีความเสี่ยงด้านการแข่งขันและต้นทุนที่ต้องจับตา แต่โครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งและแนวโน้มการเติบโตจากธุรกิจใหม่ ทำให้ RWI มีทิศทางที่น่าสนใจสำหรับการติดตามในระยะต่อไป