CHASE ขาดทุนสุทธิ Q2/2569 พลิกจากปีก่อน เหตุรายได้หด-ต้นทุนพุ่ง
รายได้รวมหด 11.7% กดดันกำไรสุทธิ Q2/2569 พลิกขาดทุน 10.2 ล้านบาท
บริษัท เชฎฐ์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ CHASE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ขาดทุนสุทธิ 10.2 ล้านบาท พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.5 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้รวมที่ลดลง 11.7% ประกอบกับต้นทุนบริการและวิชาชีพที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานและกำไรขั้นต้นปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ CHASE ในไตรมาส 2/2569 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน มาจาก การลดลงของรายได้รวม 11.7% ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรขั้นต้นและกำไรจากการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายได้จากธุรกิจให้บริการติดตามทวงถามและเร่งรัดหนี้สินที่ลดลงถึง 25.6% ประกอบกับการ เพิ่มขึ้นของต้นทุนบริการและวิชาชีพ 9.7% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันหลัก
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
รายได้รวมที่ลดลง เกิดจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ
- ธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ: มีรายได้ลดลง 5.1% เนื่องจากมีการชะลอตัวของการลงทุนซื้อพอร์ต NPL ใหม่ แม้ว่ามูลค่าสินทรัพย์ NPL ตามสิทธิเรียกร้องคงเหลือจะเพิ่มขึ้น 2.7% และกระแสเงินสดรับจาก NPL เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.0%
- ธุรกิจให้บริการติดตามทวงถามและเร่งรัดหนี้สิน: มีรายได้ลดลงถึง 25.6% เนื่องจากยอดมูลหนี้ที่บริษัทฯ ให้บริการติดตามทวงถามลดลง 25.2% และอัตราความสำเร็จในการจัดเก็บหนี้เฉลี่ยลดลงเล็กน้อย แม้ว่าอัตราค่าคอมมิชชั่นเฉลี่ยจะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 26.7%
ในขณะเดียวกัน ต้นทุนบริการและวิชาชีพที่เพิ่มขึ้น 9.7% มาจากค่าใช้จ่ายทางคดีที่เพิ่มขึ้นสำหรับกลุ่มลูกหนี้ที่มีความจำเป็นต้องลงทุนในกระบวนการทางกฎหมาย ส่งผลให้ กำไรขั้นต้นลดลง 21.1% และ กำไรจากการดำเนินงานลดลง 29.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว จากข้อมูลที่ปรากฏในเอกสาร การลดลงของรายได้ในธุรกิจติดตามทวงถามมีสาเหตุหลักมาจากยอดมูลหนี้ที่ลดลง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจหรือการบริหารจัดการพอร์ตของสถาบันการเงินที่เป็นลูกค้า ส่วนการลงทุนซื้อพอร์ต NPL ใหม่ที่ชะลอตัวอาจเป็นกลยุทธ์ชั่วคราวของบริษัทฯ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทางคดีอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องหากยังคงมีลูกหนี้ที่ต้องดำเนินคดีจำนวนมาก แต่โดยรวมแล้ว ปัจจัยที่ทำให้เกิดผลขาดทุนในไตรมาสนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นลักษณะครั้งคราวมากกว่าต่อเนื่อง โดยต้องติดตามการลงทุนในพอร์ต NPL ใหม่และการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายทางคดีในไตรมาสถัดไป
Highlight สำคัญ
- ขาดทุนสุทธิ 10.2 ล้านบาท: พลิกจากกำไร 1.5 ล้านบาทใน Q2/2568 โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้รวมที่ลดลงและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
- รายได้รวมลดลง 11.7%: อยู่ที่ 168.0 ล้านบาท จาก 190.2 ล้านบาทใน Q2/2568 โดยธุรกิจให้บริการติดตามทวงถามหดตัว 25.6%
- ต้นทุนบริการและวิชาชีพเพิ่มขึ้น 9.7%: อยู่ที่ 63.9 ล้านบาท จาก 58.2 ล้านบาทใน Q2/2568 ส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายทางคดี
- กำไรขั้นต้นลดลง 21.1%: อยู่ที่ 104.1 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 69.4% เป็น 61.9%
- กำไรจากการดำเนินงานลดลง 29.5%: อยู่ที่ 66.5 ล้านบาท จาก 94.3 ล้านบาทใน Q2/2568
- ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลง 12.4%: อยู่ที่ 73.8 ล้านบาท จาก 84.3 ล้านบาทใน Q2/2568
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2569 บริษัท เชฎฐ์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ CHASE มีรายได้รวม 168.0 ล้านบาท ลดลง 11.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Q2/2568) ที่มีรายได้ 190.2 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 21.1% มาอยู่ที่ 104.1 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงานลดลง 29.5% มาอยู่ที่ 66.5 ล้านบาท ประกอบกับการตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่ 73.8 ล้านบาท (ลดลง 12.4%) และต้นทุนทางการเงินที่ 4.4 ล้านบาท (ลดลง 43.5%) ทำให้บริษัทฯ รายงานผลขาดทุนสุทธิ 10.2 ล้านบาท พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.5 ล้านบาท คิดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ลดลงถึง 773.7%
สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 346.3 ล้านบาท ลดลง 9.5% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก 2568 ที่มีรายได้ 382.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 0.6 ล้านบาท ลดลง 87.9% จาก 4.8 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน
โอกาส
- การลงทุนซื้อพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ: บริษัทฯ มีการลงทุนซื้อพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวม 65.5 ล้านบาทในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มฐานสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต
- การจัดเก็บเงินสดจาก NPL: กระแสเงินสดรับจาก NPL ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 116.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.0% และสำหรับครึ่งปีแรกจัดเก็บได้ 238.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% แสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการหนี้ที่มีอยู่
- การปรับโครงสร้างหนี้: การเข้าร่วม "มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือนและยุติธรรมพบประชาชน" สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือลูกหนี้และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจในระยะยาว
ความเสี่ยง
- การพึ่งพารายได้จากธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ: สัดส่วนรายได้จากธุรกิจนี้คิดเป็น 74.5% ของรายได้รวม ทำให้บริษัทฯ มีความเสี่ยงหากการลงทุนซื้อพอร์ต NPL ใหม่ชะลอตัว หรือการจัดเก็บหนี้ไม่เป็นไปตามเป้า
- การลดลงของรายได้ธุรกิจติดตามทวงถาม: รายได้จากส่วนนี้ลดลงถึง 25.6% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้รวมของบริษัทฯ หากไม่สามารถฟื้นฟูได้
- ค่าใช้จ่ายทางคดีที่เพิ่มขึ้น: การลงทุนในกระบวนการทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและกำไรขั้นต้น หากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- สภาวะเศรษฐกิจ: แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนในส่วนของ CHASE แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวในกรอบจำกัดและเผชิญความไม่แน่นอน อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของลูกหนี้และปริมาณหนี้เสียในระบบ
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การกลับมาลงทุนซื้อพอร์ต NPL ใหม่: เพื่อชดเชยรายได้ที่ลดลงจากพอร์ตเดิมและสร้างการเติบโตในอนาคต
- การบริหารจัดการต้นทุนบริการและวิชาชีพ: โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางคดี เพื่อควบคุมไม่ให้กระทบต่อกำไรขั้นต้นมากเกินไป
- แนวโน้มรายได้จากธุรกิจติดตามทวงถาม: ว่าจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้หรือไม่
- การจัดเก็บกระแสเงินสดจาก NPL: การรักษาอัตราการเติบโตของการจัดเก็บเงินสดให้ต่อเนื่อง
- การบริหารจัดการหนี้สิน: โดยเฉพาะการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
ในไตรมาส 2/2569 CHASE เผชิญกับแรงกดดันด้านรายได้ โดยเฉพาะจากธุรกิจให้บริการติดตามทวงถามที่ลดลง 25.6% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากยอดมูลหนี้ที่ลดลง 25.2% แม้ว่าอัตราค่าคอมมิชชั่นเฉลี่ยจะยังคงสูงที่ 26.7% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยปริมาณงานที่ลดลงได้ ในส่วนของธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รายได้ลดลง 5.1% แม้จะมีการลงทุนซื้อพอร์ต NPL ใหม่ 65.5 ล้านบาท แต่การชะลอตัวของการลงทุนโดยรวมส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยจาก NPL ไม่เติบโตเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บกระแสเงินสดจาก NPL ยังคงเติบโตเล็กน้อย 1.0% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี
ด้านต้นทุน บริการและวิชาชีพเพิ่มขึ้น 9.7% โดยมีสาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายทางคดีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจาก 69.4% ใน Q2/2568 เป็น 61.9% ใน Q2/2569 การเพิ่มขึ้นของต้นทุนนี้เมื่อผนวกกับรายได้ที่ลดลง ทำให้กำไรจากการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในส่วนของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลง 12.4% ซึ่งเป็นผลดีต่อกำไรสุทธิ โดยมาจากปัจจัยการปรับประมาณการกระแสเงินสดตามสภาวะเศรษฐกิจที่ตั้งสำรองไว้ในปีที่แล้ว ต้นทุนทางการเงินลดลง 43.5% จากการชำระคืนเงินกู้ตามงวด ทำให้ภาพรวมของบริษัทฯ ในไตรมาสนี้ขาดทุนสุทธิ 10.2 ล้านบาท
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 3,833.7 ล้านบาท ลดลง 2.0% จากสิ้นปี 2568 โดยมีรายการสำคัญคือ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 18.5 ล้านบาท และเงินให้สินเชื่อแก่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพสุทธิลดลง 60.0 ล้านบาท
หนี้สินรวมอยู่ที่ 386.6 ล้านบาท ลดลง 16.8% จากสิ้นปี 2568 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการลดลงของเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน 114.1 ล้านบาท จากการจ่ายคืนตามงวด ขณะเดียวกัน เจ้าหนี้จากการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้น 32.8 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 3,447.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.5 ล้านบาท จากกำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือน อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.11 เท่า ลดลงจาก 0.13 เท่า ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนถึงการบริหารจัดการหนี้สินที่ดี
ในส่วนของงบกระแสเงินสด เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 98.3 ล้านบาท โดยหลักเกิดจากดอกเบี้ยรับสุทธิกับเงินลงทุนใน NPL บริษัทฯ มีเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 1.6 ล้านบาท และใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 115.2 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ทำให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ สิ้นงวดอยู่ที่ 32.2 ล้านบาท ลดลง 18.5 ล้านบาท
สรุปท้าย
CHASE ในไตรมาส 2/2569 เผชิญกับผลประกอบการที่พลิกขาดทุนสุทธิ 10.2 ล้านบาท จากแรงกดดันหลักคือรายได้รวมที่ลดลง 11.7% โดยเฉพาะจากธุรกิจติดตามทวงถามที่หดตัวถึง 25.6% ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนบริการและวิชาชีพ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นและกำไรจากการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการลงทุนซื้อพอร์ต NPL ใหม่และสามารถจัดเก็บกระแสเงินสดจาก NPL ได้ต่อเนื่อง แต่ปัจจัยลบด้านรายได้และต้นทุนได้บดบังผลบวกดังกล่าวไป อย่างไรก็ตาม การลดลงของ ECL และต้นทุนทางการเงิน รวมถึงการบริหารจัดการหนี้สินที่แข็งแกร่ง ทำให้ D/E Ratio อยู่ในระดับต่ำ นักลงทุนควรจับตาการฟื้นตัวของรายได้ในธุรกิจติดตามทวงถามและการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายทางคดี รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนในพอร์ต NPL ใหม่ในไตรมาสถัดไป เพื่อประเมินแนวโน้มการกลับมาทำกำไรของบริษัทฯ