TIGER พลิกขาดทุนสุทธิ Q2/69 เล็กน้อย รับต้นทุนโครงการเกินงบ 9.5 ล้านบาท
ฝ่ายบริหาร TIGER ชี้ต้นทุนโครงการภาครัฐ 2 แห่งบานปลาย ฉุดกำไรขั้นต้นหดตัว ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมยังท้าทาย
บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TIGER รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 3.51 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายและบริการจะเติบโต 9.81% เป็น 360.23 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนโครงการที่สูงกว่าประมาณการถึง 9.5 ล้านบาทใน 2 โครงการภาครัฐ ส่งผลกระทบต่อกำไรขั้นต้น ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างยังคงเผชิญความท้าทาย
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้ TIGER พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ ต้นทุนโครงการที่สูงกว่างบประมาณ (Project cost overrun) จำนวน 9.5 ล้านบาท จาก 2 โครงการภาครัฐ ได้แก่ โครงการประปาสุรินทร์ (เกิน 1.5 ล้านบาท) และโครงการประปาโพธาราม (เกิน 8.00 ล้านบาท) เหตุการณ์นี้ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และไม่เพียงพอที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า ต้นทุนที่เกินกว่างบประมาณส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเพื่อเร่งเบิกงวดงานตามนโยบายการเร่งรัดติดตามกระแสเงินสดของบริษัทฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การบริหารจัดการกระแสเงินสดที่ดีขึ้นในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่สูงขึ้นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจาก 7.77% ใน Q2/68 เป็น 6.02% ใน Q2/69 นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างที่ยังคงย่ำแย่ ทำให้บริษัทไม่สามารถหางานใหม่มาชดเชยโครงการที่จบไปได้ และผลประกอบการของบริษัทย่อยและบริษัทร่วมก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ ฝ่ายบริหารได้ระบุถึงกลยุทธ์การปรับปรุงการดำเนินงานหลายประการ เช่น การปรับกลยุทธ์การประมูลงาน (Smart Bidding) โดยมุ่งเน้นโครงการที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมและมีความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การยกระดับขีดความสามารถขององค์กร การมุ่งเน้นคุณภาพลูกค้าและการบริหารกระแสเงินสด รวมถึงการปรับพอร์ตธุรกิจสู่ตลาดที่มีศักยภาพ กลยุทธ์เหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งบ่งชี้ว่าบริษัทพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ อย่างไรก็ตาม สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
Highlight สำคัญ
- ขาดทุนสุทธิ 3.51 ล้านบาท: ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้เติบโต
- รายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 9.81%: เป็น 360.23 ล้านบาท จากการเร่งงานก่อสร้างโรงแรม 6 ดาวที่ภูเก็ต
- กำไรขั้นต้นลดลง 14.87%: เหลือ 21.69 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 7.77% เป็น 6.02%
- Project cost overrun 9.5 ล้านบาท: เกิดจาก 2 โครงการภาครัฐ (ประปาสุรินทร์ และประปาโพธาราม)
- Backlog ลดลงเหลือ 602 ล้านบาท: จาก 1,575 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2567 เนื่องจากไม่มีงานใหม่เข้ามามากนัก
- D/E ลดลง: จาก 0.83 เป็น 0.78 จากการบริหารจัดการกระแสเงินสดที่ดีขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 3.51 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายและบริการจะเพิ่มขึ้น 9.81% เป็น 360.23 ล้านบาท โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 3.51 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดโครงการภาครัฐ 2 โครงการที่มีต้นทุนเกินงบประมาณรวม 9.5 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวยังส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยและบริษัทร่วม
โอกาส
- การเร่งงานโครงการโรงแรม 6 ดาวที่ภูเก็ต: เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนรายได้ในไตรมาสนี้
- การปรับกลยุทธ์การประมูลงาน (Smart Bidding): มุ่งเน้นโครงการที่มีคุณภาพและให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม
- การยกระดับขีดความสามารถขององค์กร: พัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี และกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างคุณค่าเพิ่ม
- การปรับพอร์ตธุรกิจสู่ตลาดที่มีศักยภาพ: มุ่งเน้นโครงการที่มีแนวโน้มการเติบโตและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น โรงแรม, โรงเรียนนานาชาติ, โรงพยาบาล
ความเสี่ยง
- การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้าง: จากการชะลอตัวของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน
- ความเสี่ยงด้านต้นทุนโครงการ (Cost Overrun): ดังที่เกิดขึ้นใน 2 โครงการภาครัฐ
- ปริมาณงานในมือ (Backlog) อยู่ในระดับต่ำ: เพียง 602 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมต่อการสนับสนุนการเติบโตระยะยาว
- ความเสี่ยงเรื่องกระแสเงินสดของเจ้าของโครงการ: ส่งผลให้มีปริมาณงานในมือกว่า 80 ล้านบาทถูกยกเลิกไป
- ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว: ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยและบริษัทร่วม
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความสามารถในการประมูลงานใหม่ที่มีมูลค่าสูง: เพื่อเพิ่มปริมาณงานในมือ (Backlog) ให้เพียงพอต่อการเติบโต
- การบริหารจัดการต้นทุนโครงการ: เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด Project cost overrun ซ้ำอีก
- ความคืบหน้าในการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่วางไว้: โดยเฉพาะ Smart Bidding และการขยายสู่ตลาดที่มีศักยภาพ
- ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยและบริษัทร่วม: ว่าจะสามารถฟื้นตัวได้ตามเป้าหมายหรือไม่
- อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E): การบริหารจัดการหนี้สินเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
- รายได้จากการขายและบริการ: เพิ่มขึ้น 9.81% เป็น 360.23 ล้านบาท โดยมีโครงการหลักที่รับรู้รายได้คือ โรงแรม 6 ดาวภูเก็ต (243.52 ล้านบาท), ระบบส่งน้ำฯ อุตรดิตถ์ (42.49 ล้านบาท), และคอนโดมิเนียมอารีย์ (25.26 ล้านบาท) รายได้จากส่วนงานสนับสนุนการก่อสร้างจากบริษัทย่อยก็เติบโตขึ้น
- ต้นทุนขายและบริการ: เพิ่มขึ้น 11.88% เป็น 338.54 ล้านบาท สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น อัตราส่วนต้นทุนขายต่อยอดขายอยู่ที่ 93.98%
- กำไรขั้นต้น: ลดลง 14.87% เป็น 21.69 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 6.02% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปริมาณงานในมือ เนื่องจากผลกระทบจากต้นทุนโครงการที่เกินงบประมาณ
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: ลดลงเล็กน้อยจาก 28.67 ล้านบาท เป็น 26.70 ล้านบาท จากนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายและปรับโครงสร้างบุคลากร
- ปริมาณงานในมือ (Backlog): ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 602 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนงานเอกชนต่อรัฐบาลที่ 30:70 ซึ่งฝ่ายบริหารมองว่าอยู่ในระดับต่ำ
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
บริษัทฯ มีการบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ดีขึ้น ส่งผลให้ยอดลูกหนี้การค้าและรายได้ที่ยังไม่เรียกชำระลดลง อีกทั้งสามารถวางบิลเรียกเก็บค่าบริการก่อสร้างได้สูงกว่าต้นทุนที่ใช้ไป ทำให้มีกระแสเงินสดส่วนเพิ่มจากรายได้ค่าก่อสร้างรับล่วงหน้า ซึ่งนำไปใช้ในการจ่ายชำระเจ้าหนี้การค้าและหนี้เงินกู้ยืมจากธนาคาร ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ลดลงจาก 0.83 มาเป็น 0.78
สรุปท้าย
TIGER เผชิญความท้าทายจากต้นทุนโครงการที่สูงกว่างบประมาณในไตรมาส 2 ปี 2569 ส่งผลให้ผลประกอบการพลิกกลับมาขาดทุนเล็กน้อย แม้รายได้จะเติบโตจากการเร่งงานโครงการโรงแรม อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ กำลังปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มคุณภาพของงานในมือและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ การฟื้นตัวของผลประกอบการในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการประมูลงานใหม่ที่มีคุณภาพ การควบคุมต้นทุนโครงการ และการปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาดที่ยังคงแข่งขันสูง