TRC Q2/2566 ขาดทุนสุทธิพุ่ง 171.73 ล้านบาท รับผลกระทบต้นทุนก่อสร้าง-ลงทุน APOT
รายได้ก่อสร้างทรุด 42% ฝ่ายจัดการชี้อุปสรรคงานใต้ดิน-ต้นทุนพุ่ง ขณะที่การลงทุนใน APOT ส่งผลกระทบทางบัญชี
บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 171.73 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 10.51 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการให้บริการก่อสร้างที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากการลงทุนในบริษัทร่วม (APOT) ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานโดยรวม
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
เลนส์ sector สำหรับหาหัวใจ: มองหาหัวใจจากมูลค่าโอน, presale, backlog ที่รับรู้, อัตรากำไรโครงการ, รายได้ค่าเช่า, หรือรายการพิเศษจากการขายสินทรัพย์
หัวใจหลักที่ส่งผลให้ผลประกอบการของ TRC ในไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ การลดลงอย่างมากของรายได้จากการให้บริการก่อสร้าง และการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากการลงทุนในบริษัทร่วม (APOT) ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวม
1) หัวใจคืออะไร
ปัจจัยหลักที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการคือ รายได้จากการให้บริการก่อสร้างที่ลดลง 42.02% หรือ 376.16 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ กำไรขั้นต้นจากการให้บริการก่อสร้างลดลง 42.02 ล้านบาท นอกจากนี้ การรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม (APOT) จำนวน 113.30 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลกระทบทางบัญชีจากการลงทุนเพิ่มใน APOT ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- รายได้ก่อสร้างลดลง: ฝ่ายจัดการระบุว่าสาเหตุหลักมาจาก อุปสรรคในงานใต้ดินของโครงการก่อสร้างบางโครงการ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างตามแผนได้ และอยู่ในกระบวนการเสนอแก้ไขกับเจ้าของโครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การปรับปรุงประมาณการต้นทุนบางโครงการเนื่องจากต้นทุนค่าวัสดุและค่าแรงที่สูงขึ้น ยังส่งผลกระทบต่อการรับรู้รายได้และกำไรขั้นต้น
- ส่วนแบ่งขาดทุนจาก APOT: การลงทุนเพิ่ม 113.30 ล้านบาทในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ APOT ผ่านบริษัทย่อยในต่างประเทศ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการเหมืองแร่โพแทช จังหวัดชัยภูมิ แม้ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อโอกาสในอนาคต แต่ตามหลักบัญชี เมื่อมีการลงทุนเพิ่มในบริษัทร่วมที่เคยตั้งด้อยค่าเงินลงทุนไว้ทั้งหมดแล้ว ทำให้บริษัทฯ ต้องรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากการลงทุนในงบการเงินรวมตามสัดส่วนการถือครองของบริษัทย่อย ซึ่งเป็นเพียงผลกระทบทางบัญชี ไม่ได้เกิดจากการขาดทุนจากการดำเนินงานโดยตรง
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม
- รายได้ก่อสร้าง: แม้ว่าจะมีอุปสรรคในโครงการปัจจุบัน แต่การที่บริษัทฯ มี งานระหว่างก่อสร้างที่ยังไม่รับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่ารวม 4,582.21 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บ่งชี้ว่ายังมีโอกาสในการรับรู้รายได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาโครงการเดิมและการปรับปรุงประมาณการต้นทุนอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในระยะสั้น
- การลงทุนใน APOT: การรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจาก APOT ในไตรมาส 2/2566 เป็นผลกระทบทางบัญชีจากการลงทุนเพิ่ม หากผลการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ออกมาดี และโครงการสามารถเดินหน้าได้ อาจนำไปสู่โอกาสในการกลับรายการด้อยค่าเงินลงทุนเดิม 1,578.2 ล้านบาท และโอกาสในการรับงานก่อสร้าง ซึ่งจะส่งผลดีต่อบริษัทฯ ในอนาคต แต่ในระยะสั้น การรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนนี้จะยังคงมีอยู่ตามสัดส่วนการถือหุ้น
Highlight สำคัญ
- ขาดทุนสุทธิ 171.73 ล้านบาท: เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 10.51 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้ก่อสร้างลดลง 42.02%: เหลือ 518.95 ล้านบาท จากอุปสรรคโครงการและต้นทุนที่สูงขึ้น
- กำไรขั้นต้นหดตัว: เหลือเพียง 8.67 ล้านบาท จาก 50.69 ล้านบาทในปีก่อน
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 60.77%: เป็น 16.58 ล้านบาท จากการใช้เงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้น
- ลงทุนเพิ่มใน APOT 113.30 ล้านบาท: ส่งผลให้รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนทางบัญชี
- Backlog งานก่อสร้างคงเหลือ 4,582.21 ล้านบาท: เป็นโอกาสในการรับรู้รายได้ในอนาคต
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 TRC มีรายได้จากการให้บริการก่อสร้างรวม 518.95 ล้านบาท ลดลง 42.02% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากอุปสรรคในงานใต้ดินของบางโครงการที่ทำให้การก่อสร้างไม่เป็นไปตามแผน และการปรับปรุงประมาณการต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งค่าวัสดุและค่าแรง ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการให้บริการก่อสร้างลดลงอย่างมากเหลือเพียง 8.67 ล้านบาท จาก 50.69 ล้านบาทในปีก่อน
รายได้จากการให้บริการอื่นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 8.32 ล้านบาท จาก 1.32 ล้านบาทในปีก่อน
ค่าใช้จ่ายในการบริหารทรงตัวอยู่ที่ 62.62 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 60.77% เป็น 16.58 ล้านบาท จากการใช้เงินกู้ยืมระยะสั้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน
ผลประกอบการโดยรวมขาดทุนสุทธิ 171.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากขาดทุนสุทธิ 10.51 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีปัจจัยสำคัญจากการขาดทุนจากการปรับประมาณการต้นทุนก่อสร้าง และการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากการลงทุนในบริษัทร่วม (APOT)
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,179.07 ล้านบาท ลดลง 33.37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีผลขาดทุนสุทธิ 180.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากขาดทุนสุทธิ 43.51 ล้านบาทในปีก่อน
โอกาส
- Backlog งานก่อสร้าง: บริษัทฯ มีงานระหว่างก่อสร้างที่ยังไม่รับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่ารวม 4,582.21 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นโอกาสในการรับรู้รายได้ในอนาคต โดยเฉพาะงานจากบริษัท สหการวิศวกร จำกัด มูลค่า 3,881.93 ล้านบาท
- โครงการใหม่: ในปี 2566 บริษัทฯ ได้รับงานใหม่ 8 โครงการ มูลค่ารวม 1,026.13 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเสริม Backlog และสร้างรายได้ในอนาคต
- โครงการเหมืองแร่โพแทช (APOT): แม้ปัจจุบันจะส่งผลกระทบทางบัญชี แต่หากการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ประสบความสำเร็จ อาจนำไปสู่โอกาสในการกลับรายการด้อยค่าเงินลงทุนเดิม 1,578.2 ล้านบาท และโอกาสในการรับงานก่อสร้างโครงการดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาหนี้สินและส่งเสริมโครงการ
- การสนับสนุนจากภาครัฐ: การที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินและสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเหมืองแร่โพแทช เป็นปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของโครงการ APOT
ความเสี่ยง
- อุปสรรคในการดำเนินงาน: ปัญหาอุปสรรคในงานใต้ดินของโครงการก่อสร้างบางโครงการ อาจส่งผลกระทบต่อความล่าช้าในการส่งมอบงานและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
- ต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น: ต้นทุนค่าวัสดุและค่าแรงที่สูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรของโครงการก่อสร้าง
- ภาระต้นทุนทางการเงิน: การเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและลงทุน ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น
- ความไม่แน่นอนของโครงการ APOT: แม้จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ความสำเร็จของโครงการเหมืองแร่โพแทชยังขึ้นอยู่กับผลการศึกษาความเป็นไปได้ การจัดหาเงินทุน และปัจจัยภายนอกอื่นๆ
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E): อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 34.33 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงการพึ่งพาหนี้สินในการดำเนินงาน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาโครงการก่อสร้าง: การแก้ไขอุปสรรคในงานใต้ดินและการบริหารจัดการต้นทุนที่สูงขึ้น
- ผลการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ของโครงการ APOT: จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในอนาคตและการกลับรายการด้อยค่า
- การบริหารจัดการกระแสเงินสด: เนื่องจากมีการใช้เงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้น
- การรับรู้รายได้จาก Backlog: การส่งมอบงานตามมูลค่างานคงเหลือ 4,582.21 ล้านบาท
- การได้รับงานใหม่เพิ่มเติม: เพื่อเสริมสร้างรายได้และ Backlog ในอนาคต
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
- รายได้จากการให้บริการก่อสร้าง: ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 42.02% เป็น 518.95 ล้านบาท โดยโครงสร้างรายได้มาจากงานโยธา (303.90 ล้านบาท), งานระบบท่อ (100.87 ล้านบาท) และงานก่อสร้างอื่น (114.19 ล้านบาท) โครงการหลักที่รับรู้รายได้ ได้แก่ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแยก ณ ระนอง, โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำดิบอ่างเก็บน้ำคลองหลวง-ชลบุรี และโครงการประกอบโครงสร้างเหล็กสำหรับโครงการสร้างหน่วยผลิตไฮโดรเจน
- Backlog: ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 มีมูลค่างานคงเหลือ 4,582.21 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นงานของบริษัท สหการวิศวกร จำกัด (3,881.93 ล้านบาท) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างรายได้ในอนาคต
- โครงการใหม่: ได้รับงานใหม่ 8 โครงการ มูลค่ารวม 1,026.13 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเสริม Backlog
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: 4,254.01 ล้านบาท ลดลง 2.28% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากลูกหนี้หมุนเวียนอื่นลดลง, ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายลดลง และเงินจ่ายล่วงหน้าแก่ผู้รับเหมาช่วงลดลง
- หนี้สินรวม: 4,133.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.05% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นจากบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน 210.40 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนในบริษัทร่วมและเป็นเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่เงินรับล่วงหน้าตามสัญญาก่อสร้างลดลง
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: 117.93 ล้านบาท ลดลง 60.74% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากผลขาดทุนสุทธิ
- อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio): อยู่ที่ 34.33 เท่า เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 13.38 เท่า ณ สิ้นปี 2565 สะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของหนี้สินเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นที่ลดลง
สรุปท้าย
TRC ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับความท้าทายจากการลดลงของรายได้ก่อสร้างอันเนื่องมาจากอุปสรรคโครงการและต้นทุนที่สูงขึ้น ประกอบกับการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนทางบัญชีจากการลงทุนใน APOT ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าจะมี Backlog งานก่อสร้างที่แข็งแกร่งและโอกาสจากโครงการ APOT ที่อาจฟื้นตัวได้ แต่ความเสี่ยงด้านต้นทุนการดำเนินงานและภาระทางการเงินยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป