เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
TSC กำไรสุทธิ Q3/66 พุ่ง 17.7% รับยอดขายฟื้น-ต้นทุนลด
ข่าวสาร

TSC กำไรสุทธิ Q3/66 พุ่ง 17.7% รับยอดขายฟื้น-ต้นทุนลด

TSC P/E 11.08 YIELD 7.89
2 ชั่วโมง 10:57 น. 0 ความเห็น

รายได้-กำไรโตตามอุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัว ฝ่ายจัดการชี้ต้นทุนขายลดหนุนมาร์จิ้น

บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) หรือ TSC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 68.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.18 ล้านบาท หรือ 17.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนขายที่ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม

เลนส์ sector สำหรับหาหัวใจ: มองหาหัวใจจาก utilization, order book, ASP, ราคาวัตถุดิบ, GPM, อัตราแลกเปลี่ยน, หรือคำสั่งซื้อครั้งใหญ่

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TSC ในไตรมาส 3 ปี 2566 คือการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ส่งผลโดยตรงต่อยอดขาย ประกอบกับการบริหารต้นทุนขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจหลักของผลประกอบการในไตรมาสนี้คือ การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขาย 5.78% (จาก 620.82 ล้านบาท เป็น 656.72 ล้านบาท) และ การปรับตัวดีขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จาก 15.63% เป็น 18.83% ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 17.7%

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายเป็นผลโดยตรงจากการ ฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าได้รับแรงหนุนจากการผลิตรถยนต์นั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยชี้ว่าการผลิตรถยนต์นั่งในเดือนพฤษภาคม 2566 เพิ่มขึ้น 16.48% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยอดผลิต 5 เดือนแรกปี 2566 เพิ่มขึ้น 6.72%

ส่วนการปรับตัวดีขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นนั้น เกิดจากการ ลดลงของต้นทุนขาย 1.79% เมื่อเทียบกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการลดลงของต้นทุนค่าแรง 1.06% และต้นทุนค่าใช้จ่ายอื่นๆ 0.35% ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัท

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามปัจจัยภายนอก

ฝ่ายจัดการระบุว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัวหลังจากภาวะต่างๆ คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19, การปิดเมืองเซี่ยงไฮ้, และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังส่งผลต่อการขาดแคลนชิ้นส่วนและภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ บริษัทได้มีการปรับแผนการดำเนินงานให้ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งหากอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องและบริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็มีแนวโน้มที่ผลประกอบการจะดีขึ้นได้

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิเติบโต 17.7% YoY: ไตรมาส 3/66 มีกำไรสุทธิ 68.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 59.17 ล้านบาทในไตรมาส 3/65
  • รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 5.78% YoY: อยู่ที่ 656.72 ล้านบาท เทียบกับ 620.82 ล้านบาทในปีก่อน
  • อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้น: เพิ่มขึ้นจาก 15.63% เป็น 18.83%
  • ต้นทุนขายลดลง: เมื่อเทียบกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อ GPM
  • อุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัว: เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขาย 656.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่เริ่มกลับมาผลิตได้มากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนขายลดลงเมื่อเทียบกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนค่าแรงและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวสูงขึ้นจาก 15.63% เป็น 18.83% ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดเพิ่มขึ้น 17.7% มาอยู่ที่ 68.93 ล้านบาท

โอกาส

  • การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์: เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาด
  • การบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ: ช่วยเพิ่มอัตรากำไรและสร้างความสามารถในการแข่งขัน
  • การปรับแผนการดำเนินงานให้ทันต่อสถานการณ์: ช่วยให้บริษัทสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมได้

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก: ผลกระทบจาก COVID-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยังคงส่งผลต่อการผลิตและการบริโภค
  • การขาดแคลนชิ้นส่วน: ปัญหาการขาดแคลนไมโครชิปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นปัจจัยกดดันการผลิตยานยนต์
  • ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่: อาจส่งผลต่อกำลังซื้อและความต้องการสินค้าในระยะยาว

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในไตรมาสถัดไป
  • สถานการณ์การขาดแคลนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และผลกระทบต่อการผลิต
  • ความสามารถของบริษัทในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  • การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และต้นทุน
  • การปรับตัวของบริษัทต่อสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ยังมีความไม่แน่นอน

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

การใช้กำลังการผลิต (Utilization): แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization โดยตรง แต่การที่รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 5.78% และอุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัว บ่งชี้ว่าโรงงานของ TSC มีการผลิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่สูงขึ้น

คำสั่งซื้อ (Order Book): การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์บ่งชี้ถึงแนวโน้มคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดของ Order Book โดยตรง

ราคาวัตถุดิบ: เอกสารระบุว่าต้นทุนวัตถุดิบลดลง 1.79% ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อ GPM

อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 15.63% เป็น 18.83% เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายและการลดลงของต้นทุนขาย

การส่งออก: เอกสารไม่ได้ระบุสัดส่วนการส่งออกโดยตรง แต่การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศเป็นปัจจัยหลัก

ค่าเงิน: มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเล็กน้อย 2.14 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่มีนัยสำคัญต่อผลประกอบการ

สินค้าคงคลัง: ไม่ได้มีการกล่าวถึงข้อมูลสินค้าคงคลังในเอกสาร

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 2,173.82 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 2,231.46 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 หนี้สินรวมอยู่ที่ 676.03 ล้านบาท ลดลงจาก 763.15 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.45 เท่า ซึ่งลดลงจาก 0.52 เท่า แสดงถึงการบริหารจัดการหนี้สินที่ดีขึ้น ส่วนของเจ้าของรวมอยู่ที่ 1,497.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,468.31 ล้านบาท

อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) อยู่ที่ 1.90 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 1.75 เท่า บ่งชี้ถึงสภาพคล่องที่แข็งแกร่งขึ้น โดยมีลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นตามยอดขายที่สูงขึ้น

สรุปท้าย

TSC โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น 17.7% เป็นผลจากปัจจัยบวกหลักคือการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ช่วยหนุนยอดขายให้เติบโตขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นอย่างโดดเด่น แม้จะยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่การที่บริษัทสามารถปรับตัวและบริหารจัดการได้ดี ทำให้มีโอกาสต่อเนื่องในการเติบโต หากอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงฟื้นตัวต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น