เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
TRV กำไรสุทธิ Q2/66 ดิ่ง 61.7% รับยอดขายกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าหดหนัก
ข่าวสาร

TRV กำไรสุทธิ Q2/66 ดิ่ง 61.7% รับยอดขายกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าหดหนัก

TRV P/E -100.00 YIELD 0.00
64 นาที 10:57 น. 0 ความเห็น

รายได้-กำไรทรุดตามคาด เหตุส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าวูบกระทบ GPM ขณะต้นทุนพุ่งดันค่าใช้จ่ายรวมสูงขึ้น

บริษัท ที.อาร์.วี. รับเบอร์ โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TRV รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขาย 40.59 ล้านบาท ลดลง 10.76% และมีกำไรสุทธิ 2.40 ล้านบาท ลดลงถึง 61.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากยอดขายกลุ่มชิ้นส่วนยางขึ้นรูปในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นหดตัวลงอย่างมาก

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่อธิบายผลประกอบการที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ ยอดขายกลุ่มชิ้นส่วนยางขึ้นรูปในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลดลงอย่างมากถึง 28.14% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้รวมที่ลดลง 10.76% และกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่หดตัวจาก 38.51% ในปีก่อน เหลือเพียง 32.43% นอกจากนี้ ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้นยังเป็นปัจจัยซ้ำเติมที่กดดัน GPM ให้ลดลงไปอีก

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ฝ่ายจัดการระบุว่า การลดลงของยอดขายกลุ่มชิ้นส่วนยางขึ้นรูปในเครื่องใช้ไฟฟ้าเกิดจาก ลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่งย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปริมาณการขายในกลุ่มนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ายอดขายกลุ่มชิ้นส่วนยางขึ้นรูปในยานยนต์จะเติบโตขึ้น 6.58% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการหดตัวของกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ทั้งหมด นอกจากนี้ การผลิตสินค้าเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในอนาคตทำให้สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น และการที่งานโมเดลใหม่บางรายการในกลุ่มยานยนต์เลื่อนแผนการส่งมอบออกไป ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อรายได้เช่นกัน

ในส่วนของต้นทุนขาย แม้ปริมาณการขายที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนลงได้บ้าง แต่ก็ถูกหักล้างด้วย ราคาวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ที่ปรับขึ้นราคา ทำให้ต้นทุนขายลดลงเพียง 1.94% ในขณะที่รายได้ลดลงถึง 10.76% ส่งผลให้ GPM หดตัวลงอย่างมาก

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น โดยค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้นจากการรับรองลูกค้าและส่งเสริมการขายเพื่อหาลูกค้ารายใหม่ ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นจากค่าที่ปรึกษาเกี่ยวกับการเพิ่มทุน ปัจจัยเหล่านี้รวมกันส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงถึง 61.72%

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าการย้ายฐานการผลิตของลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญและอาจส่งผลต่อเนื่องในระยะสั้นถึงกลาง แต่ฝ่ายจัดการก็พยายามหาลูกค้ารายใหม่และเพิ่มยอดขายในกลุ่มยานยนต์ อย่างไรก็ตาม การที่งานโมเดลใหม่ในกลุ่มยานยนต์บางรายการเลื่อนแผนการผลิตออกไป สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อในอนาคต การที่บริษัทฯ ผลิตสินค้าเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในอนาคตอาจช่วยประคองยอดขายได้บ้าง แต่ก็ต้องจับตาดูว่าคำสั่งซื้อเหล่านั้นจะเข้ามาจริงหรือไม่ และจะสามารถชดเชยการสูญเสียลูกค้าหลักได้มากน้อยเพียงใด

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ Q2/66 หดตัว 61.72% YoY เหลือ 2.40 ล้านบาท จาก 6.28 ล้านบาท
  • รายได้จากการขาย Q2/66 ลดลง 10.76% YoY อยู่ที่ 40.59 ล้านบาท
  • อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) Q2/66 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 38.51% เป็น 32.43%
  • ยอดขายกลุ่มชิ้นส่วนยางขึ้นรูปในเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลง 28.14% เป็นสาเหตุหลักของการลดลงของรายได้
  • ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยกดดัน GPM เพิ่มเติม
  • เงินสดในมือเพิ่มขึ้น 69.15% จากการรับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนและเงินสดรับจากการดำเนินงาน

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับงวดสามเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 40.59 ล้านบาท ลดลง 10.76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 45.49 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากยอดขายกลุ่มชิ้นส่วนยางขึ้นรูปในเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากลูกค้ารายใหญ่ย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย แม้ว่ายอดขายกลุ่มชิ้นส่วนยางขึ้นรูปในยานยนต์จะเพิ่มขึ้น 6.58% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมด เนื่องจากงานโมเดลใหม่บางรายการเลื่อนแผนการผลิตออกไป

ต้นทุนขายอยู่ที่ 27.43 ล้านบาท ลดลง 1.94% ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณการขายที่ลดลง แต่ถูกหักล้างด้วยราคาวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 38.51% ในปีก่อน เหลือ 32.43%

ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 6.63% เป็น 2.51 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายในการรับรองลูกค้าและส่งเสริมการขาย ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 7.09% เป็น 7.51 ล้านบาท จากค่าที่ปรึกษาเกี่ยวกับการเพิ่มทุน

กำไรสุทธิสำหรับงวดลดลงอย่างมากถึง 61.72% อยู่ที่ 2.40 ล้านบาท จาก 6.28 ล้านบาทในปีก่อน สาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายที่ลดลง ต้นทุนวัตถุดิบและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น

สำหรับงวดหกเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 88.03 ล้านบาท ลดลง 4.80% และมีกำไรสุทธิ 6.96 ล้านบาท ลดลง 43.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โอกาส

  • การเติบโตของยอดขายกลุ่มชิ้นส่วนยางขึ้นรูปในยานยนต์: แม้จะมีการเลื่อนแผนการผลิตบางรายการ แต่การเติบโตของกลุ่มนี้ยังคงเป็นปัจจัยบวก
  • การหาลูกค้ารายใหม่และช่องทางใหม่: บริษัทฯ มีการลงทุนในค่าใช้จ่ายในการขายเพื่อแสวงหาโอกาสในการเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้า
  • การผลิตสินค้าเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในอนาคต: การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังบ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมเพื่อรับคำสั่งซื้อ ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ในอนาคต

ความเสี่ยง

  • การย้ายฐานการผลิตของลูกค้ารายใหญ่: เป็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยตรง
  • ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการผลิต: โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร
  • การเลื่อนแผนการผลิตของลูกค้าในกลุ่มยานยนต์: สร้างความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคต
  • การพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่: การสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการ

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มยอดขายกลุ่มชิ้นส่วนยางขึ้นรูปในเครื่องใช้ไฟฟ้า: จะสามารถฟื้นตัวหรือหาลูกค้าใหม่มาชดเชยได้หรือไม่
  • ความคืบหน้าของงานโมเดลใหม่ในกลุ่มยานยนต์: การเลื่อนแผนการผลิตจะส่งผลกระทบต่อรายได้ในไตรมาสถัดไปอย่างไร
  • การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการผลิต: โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า จะมีมาตรการควบคุมหรือส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้หรือไม่
  • ความสามารถในการหาคำสั่งซื้อใหม่: เพื่อทดแทนยอดขายที่หายไป
  • การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง: เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อที่คาดการณ์

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

  • Utilization: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล utilization rate โดยตรง แต่การลดลงของยอดขายในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและการเลื่อนแผนการผลิตในกลุ่มยานยนต์ อาจบ่งชี้ถึง utilization rate ที่อาจไม่เต็มที่
  • Order Book: ไม่ได้ระบุข้อมูล order book โดยตรง แต่การผลิตสินค้าเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในอนาคตและการเลื่อนแผนการผลิตของงานโมเดลใหม่ในกลุ่มยานยนต์ บ่งชี้ถึงสถานการณ์ order book ที่มีความไม่แน่นอน
  • ราคาวัตถุดิบ: เอกสารระบุว่าราคาวัตถุดิบสูงขึ้น แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดของวัตถุดิบหลัก
  • GPM: อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 38.51% เป็น 32.43% ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของยอดขายและการเพิ่มขึ้นของต้นทุน
  • ส่งออก: การลดลงของยอดขายกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้ามีสาเหตุหลักมาจากการย้ายฐานการผลิตของลูกค้าออกจากประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบต่อการส่งออกในกลุ่มนี้
  • ค่าเงิน: เอกสารไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • สินค้าคงคลัง: สินค้าคงเหลือสุทธิเพิ่มขึ้น 32.28% จาก 12.75 ล้านบาท เป็น 16.87 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในอนาคต

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 500.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.23% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 69.15% เป็น 307.85 ล้านบาท จากการรับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนและเงินสดรับจากการดำเนินงาน

หนี้สินรวมอยู่ที่ 58.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.96% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น 60.93% เป็น 29.53 ล้านบาท จากการซื้อวัตถุดิบและค่าที่ปรึกษาการเพิ่มทุน

ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมเพิ่มขึ้น 40.35% เป็น 441.65 ล้านบาท จาก 314.69 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มทุน 15.00 ล้านบาท และกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น 14.13% เป็น 56.27 ล้านบาท

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.13 เท่า ลดลงจาก 0.18 เท่าในปี 2565 ซึ่งสะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นจากการเพิ่มทุนและการลดลงของเงินกู้ยืม

สรุปท้าย

ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 ของ TRV ได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากการลดลงของยอดขายกลุ่มชิ้นส่วนยางขึ้นรูปในเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลจากการย้ายฐานการผลิตของลูกค้ารายใหญ่ ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการเพิ่มทุนและมีเงินสดในมือเพิ่มขึ้น แต่ความไม่แน่นอนของคำสั่งซื้อในอนาคตและการพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การหาลูกค้ารายใหม่และการบริหารจัดการต้นทุนจะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูผลประกอบการในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น