เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
TACC Q2/2566 กำไรสุทธิหดตัว 9.21% รับต้นทุนขายพุ่ง-ค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่ม
ข่าวสาร

TACC Q2/2566 กำไรสุทธิหดตัว 9.21% รับต้นทุนขายพุ่ง-ค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่ม

TACC P/E 11.88 YIELD 6.51
61 นาที 07:36 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมเติบโต 15.60% แต่ GPM หดตัว 4.15% กดดันผลประกอบการ

บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 62.41 ล้านบาท ลดลง 9.21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายและบริการจะเติบโต 15.60% เป็น 445.06 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักมาจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่าใช้จ่ายพนักงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ TACC ในไตรมาส 2/2566 ลดลง 9.21% มาจาก การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและบริการที่สูงกว่าการเติบโตของรายได้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงาน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันผลกำไรสุทธิ แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการจะเติบโตได้ดีก็ตาม

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • ต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้น: ในไตรมาส 2/2566 ต้นทุนขายและบริการของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น 23.19% เป็น 299.88 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของรายได้ที่ 15.60% สาเหตุหลักมาจากการ ปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบ ที่เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 เป็นต้นมา ทำให้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของต้นทุนนี้ส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงจาก 36.77% ในปีก่อน เหลือ 32.62% ในไตรมาสนี้ หรือหดตัวลง 4.15%
  • ค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น: ค่าใช้จ่ายในการบริหารของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นถึง 35.90% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 29.81 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักมาจากการ เพิ่มขึ้นของเงินเดือนและโบนัสตามจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายเดินทางที่เพิ่มขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงานนี้ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวม

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ลักษณะครั้งคราว แต่ต้องติดตาม

จากเอกสารระบุว่า สาเหตุที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเนื่องจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 เป็นต้นมา ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการมีแผนการดำเนินงานในปี 2566 ที่จะเน้นกลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเดิม การบริหารจัดการควบคุมพัฒนาค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และออกสินค้าใหม่ตามเทรนด์ผู้บริโภค ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ตามแผน อาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้ ส่วนค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหากบริษัทมีการขยายธุรกิจ

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิลดลง 9.21% YoY: ในไตรมาส 2/2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 62.41 ล้านบาท ลดลงจาก 68.74 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้จากการขายและบริการเติบโต 15.60% YoY: รายได้รวมอยู่ที่ 445.06 ล้านบาท จาก 384.95 ล้านบาทในปีก่อน
  • อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) หดตัว 4.15%: GPM ลดลงจาก 36.77% ในปีก่อน เหลือ 32.62% ในไตรมาสนี้ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 35.90% YoY: เพิ่มขึ้นเป็น 29.81 ล้านบาท จาก 21.94 ล้านบาทในปีก่อน โดยหลักจากค่าใช้จ่ายพนักงาน
  • งบการเงินรวมเริ่มจัดทำ: ตั้งแต่ไตรมาส 1/2566 มีการจัดทำงบการเงินรวมเนื่องจากการจัดตั้งบริษัทย่อยใหม่

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) (TACC) มีรายได้จากการขายและบริการเฉพาะกิจการอยู่ที่ 445.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่ไม่มีข้อจำกัดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การมีลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น และการขยายตลาดในประเทศกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 23.19% เป็น 299.88 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 36.77% ในปีก่อน เหลือ 32.62% ในไตรมาสนี้ ทำให้กำไรสุทธิเฉพาะกิจการลดลง 9.21% เป็น 62.41 ล้านบาท

เมื่อพิจารณางบการเงินรวม กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 447.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบเฉพาะกิจการเล็กน้อย โดยมีกำไรสุทธิรวม 53.18 ล้านบาท ลดลง 22.26% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งการลดลงนี้มาจากปัจจัยหลักคือต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น ผลขาดทุนของบริษัทย่อย และส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น

สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 รายได้จากการขายและบริการเฉพาะกิจการอยู่ที่ 822.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการคลี่คลายของสถานการณ์โควิด-19 ทำให้โรงเรียนและหน่วยงานต่างๆ กลับมาเปิดทำการตามปกติ และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น รวมถึงการมีลูกค้ารายใหม่และการขยายตลาดในกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 24.33% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 37.79% ในปีก่อน เหลือ 32.09% ส่งผลให้กำไรสุทธิเฉพาะกิจการลดลง 15.77% เป็น 108.84 ล้านบาท

เมื่อพิจารณางบการเงินรวม งวด 6 เดือนแรกของปี 2566 มีรายได้รวม 826.92 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 95.49 ล้านบาท ลดลง 25.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น ผลขาดทุนของบริษัทย่อย และส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น

โอกาส

  • การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว: การที่ไม่มีข้อจำกัดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากการขายและบริการ
  • การขยายตลาดในต่างประเทศ: การเปิดสาขาของ 7-11 ในประเทศกัมพูชา เป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มรายได้
  • การมีลูกค้ารายใหม่: การมีลูกค้ารายใหม่ที่มียอดสั่งซื้อต่อเนื่อง ช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้
  • การออกสินค้าใหม่: ฝ่ายจัดการมีแผนออกสินค้าใหม่ตามเทรนด์ผู้บริโภค เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระตุ้นยอดขาย
  • การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย: บริษัทฯ มีแผนบริหารจัดการและควบคุมค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น

ความเสี่ยง

  • ต้นทุนวัตถุดิบผันผวน: การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
  • ค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงานจากการขยายจำนวนพนักงาน อาจเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ผลขาดทุนของบริษัทย่อย: บริษัทย่อยมีผลขาดทุน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิรวมของกลุ่มบริษัทฯ
  • ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม: การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม เป็นอีกปัจจัยที่กดดันผลประกอบการรวม

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มราคาวัตถุดิบ: ติดตามทิศทางราคาวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิต ว่าจะปรับตัวลดลงหรือทรงตัวในระดับสูงต่อไป
  • ประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน: จับตาดูว่าบริษัทฯ จะสามารถบริหารจัดการต้นทุนขายและบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
  • ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อย: ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยว่าจะมีแนวโน้มพลิกกลับมามีกำไรได้หรือไม่
  • การขยายตลาดใหม่: ประเมินความสำเร็จของการขยายตลาดในประเทศกัมพูชา และโอกาสในการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ
  • การออกสินค้าใหม่: ติดตามการตอบรับของสินค้าใหม่ที่บริษัทฯ จะออกสู่ตลาด ว่าจะสามารถสร้างยอดขายและผลกำไรได้ตามเป้าหมายหรือไม่

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)

รายได้จากการขายและบริการ: ในไตรมาส 2/2566 รายได้เติบโตได้ดี 15.60% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก และการขยายตลาดในกัมพูชา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเติบโตของปริมาณขาย (Volume) อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ยังไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด

ต้นทุนขายและบริการ / อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): เป็นจุดอ่อนสำคัญในไตรมาสนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบส่งผลให้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ GPM หดตัวลง 4.15% ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันกำไรสุทธิ การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและการหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกจะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟู GPM

ช่องทางขาย: การขยายตลาดในกัมพูชาผ่าน 7-11 เป็นการกระจายช่องทางการขายที่ดี และการมีลูกค้ารายใหม่เข้ามาต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเข้าถึงตลาด

สต็อก: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับสต็อกสินค้าโดยตรง

อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก: มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง เนื่องจากมีการขายเงินลงทุนในกองทุนสกุลดอลลาร์สหรัฐออกไป ทำให้มีเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในบัญชีน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคตหากมีการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินต่างประเทศ

ฤดูกาลผลิต: ไตรมาส 2 เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลดีต่อยอดขาย แต่ก็อาจมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นตามไปด้วย

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

เอกสาร MD&A ฉบับนี้ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง มีเพียงการกล่าวถึงการจัดตั้งบริษัทย่อยใหม่ และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้เงินสดในการดำเนินงาน

สรุปท้าย

TACC ในไตรมาส 2/2566 เผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้รายได้จะเติบโตได้ดีจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการขยายตลาด แต่การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงานก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันผลกำไรสุทธิ แม้ฝ่ายจัดการจะมีแผนกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มและควบคุมค่าใช้จ่าย แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบยังคงเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสในการฟื้นตัวของอัตรากำไรในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น