เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
THANI กำไรสุทธิเฉพาะกิจการลดลง 6% YoY รับต้นทุนการเงินพุ่ง-สำรองหนี้สูง
ข่าวสาร

THANI กำไรสุทธิเฉพาะกิจการลดลง 6% YoY รับต้นทุนการเงินพุ่ง-สำรองหนี้สูง

THANI P/E 10.80 YIELD 5.14
52 นาที 08:37 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมยังเติบโต แต่ค่าใช้จ่ายทางการเงินและผลขาดทุนฯ ฉุดกำไรสุทธิเฉพาะกิจการ Q2/66

บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ THANI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 โดยบริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 425.06 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเฉพาะงบการเงินของบริษัท (เฉพาะกิจการ) พบว่ามีกำไรสุทธิ 553.26 ล้านบาท ลดลง 6.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะปรับตัวเพิ่มขึ้นก็ตาม ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการคือต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิเฉพาะกิจการของ THANI ในไตรมาส 2/2566 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน คือ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงิน และ การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL) ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารายได้รวมจะยังคงเติบโตได้ก็ตาม

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: เอกสารระบุชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 28.52% หรือ 63.74 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นของตลาด สะท้อนถึงภาวะต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นของบริษัท
  • การตั้งสำรองผลขาดทุนฯ เพิ่มขึ้น: ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นถึง 96.47% หรือ 68.88 ล้านบาท โดยฝ่ายจัดการระบุว่าเป็นผลมาจากภาวะความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนถึงความกังวลต่อคุณภาพสินทรัพย์ในอนาคต หรือการปรับปรุงประมาณการตามมาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม

แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินจะเป็นผลโดยตรงจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงหรือปรับขึ้นได้อีก แต่การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้น อาจเป็นผลจากการปรับประมาณการตามสภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงตามที่ระบุในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นเพียงการตั้งสำรองล่วงหน้า หรือสะท้อนถึงคุณภาพหนี้ที่แย่ลงอย่างถาวร จึงจำเป็นต้องติดตามการตั้งสำรองในไตรมาสถัดไป รวมถึงคุณภาพของพอร์ตสินเชื่ออย่างใกล้ชิด

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิเฉพาะกิจการลดลง 6.27% YoY: อยู่ที่ 553.26 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะเพิ่มขึ้น 6.67% เป็น 1,255.24 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายทางการเงินพุ่ง 28.52% YoY: เป็น 287.26 ล้านบาท จากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ย
  • ผลขาดทุนด้านเครดิตฯ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว (96.47% YoY): อยู่ที่ 140.28 ล้านบาท สะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น
  • สินทรัพย์รวมเติบโต 7.46% YoY: อยู่ที่ 56,021.28 ล้านบาท โดยมีลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อและเช่าทางการเงินเพิ่มขึ้น 5.21%
  • บริษัทย่อย (RTN Insurance Broker) มีกำไรสุทธิ Q2/66 ที่ 42.25 ล้านบาท

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 425.06 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 13.84% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีรายได้รวม 1,142.73 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายทางการเงิน 287.26 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 176.46 ล้านบาท และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 140.28 ล้านบาท

ในส่วนของงบการเงินเฉพาะกิจการ บริษัทมีกำไรสุทธิ 553.26 ล้านบาท ลดลง 36.98 ล้านบาท หรือ 6.27% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะเพิ่มขึ้น 78.47 ล้านบาท หรือ 6.67% เป็น 1,255.24 ล้านบาท แต่ถูกหักล้างด้วยค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 63.74 ล้านบาท (28.52%) และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นถึง 68.88 ล้านบาท (96.47%)

โอกาส

  • การเติบโตของสินเชื่อ: ลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อและเช่าทางการเงินสุทธิเพิ่มขึ้น 5.21% YoY และสินเชื่อเงินให้กู้ยืมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 496.07% YoY ซึ่งสะท้อนถึงการขยายตัวของธุรกิจสินเชื่อ
  • การสนับสนุนจากธุรกิจประกัน: บริษัท อาร์ทีเอ็น อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 42.25 ล้านบาทในไตรมาสนี้ และมีบทบาทสนับสนุนการบริการประกันภัยให้แก่ลูกหนี้ของ THANI

ความเสี่ยง

  • ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายทางการเงินของบริษัท ซึ่งอาจกระทบต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ในอนาคต
  • ความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น: การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บ่งชี้ถึงความกังวลต่อคุณภาพสินทรัพย์ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและภาระค่าครองชีพที่สูง
  • ปัจจัยมหภาค: ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ, นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่, สัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และผลกระทบต่อคุณภาพหนี้จากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • ทิศทางอัตราดอกเบี้ย: การปรับขึ้นหรือทรงตัวของอัตราดอกเบี้ยจะมีผลต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทโดยตรง
  • การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต: การเพิ่มขึ้นของการตั้งสำรองในไตรมาสนี้เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นเพียงการตั้งสำรองล่วงหน้า หรือสะท้อนถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่แย่ลง
  • คุณภาพของพอร์ตสินเชื่อ: การติดตาม NPL (Non-Performing Loan) และการบริหารจัดการหนี้เสียของบริษัท
  • การเติบโตของสินเชื่อ: การขยายตัวของสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อเงินให้กู้ยืมในไตรมาสถัดไป
  • ผลกระทบจากเศรษฐกิจมหภาค: ความผันผวนของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)

  • NIM/NII: แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุตัวเลข NIM โดยตรง แต่การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทางการเงิน 28.52% YoY ในขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้น 6.67% YoY บ่งชี้ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอาจถูกกดดัน
  • NPL/Coverage: เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข NPL โดยตรง แต่การเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ถึง 96.47% YoY สะท้อนถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตที่เข้มข้นขึ้น หรือความกังวลต่อคุณภาพสินทรัพย์
  • สัดส่วนสินเชื่อ: ลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อและเช่าทางการเงินสุทธิคิดเป็น 96.06% ของสินทรัพย์รวม แสดงให้เห็นถึงการพึ่งพิงธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อเป็นหลัก
  • รายได้ค่าธรรมเนียม: มีการกล่าวถึงรายได้จากบริษัทย่อยด้านนายหน้าประกันภัย ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนรายได้รวม แต่ไม่ได้ระบุตัวเลขรายได้ค่าธรรมเนียมโดยตรง

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ สิ้นไตรมาส 2/2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 56,021.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.46% YoY โดยมีลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อและเช่าทางการเงินสุทธิ 53,354.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.21% YoY และมีสินเชื่อเงินให้กู้ยืม 460.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 496.07% YoY หนี้สินรวมอยู่ที่ 43,834.23 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 12,187.05 ล้านบาท

เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 2.55% โดยมีลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อและเช่าทางการเงินสุทธิเพิ่มขึ้น 1.03% และสินเชื่อเงินให้กู้ยืมเพิ่มขึ้น 26.60% ในขณะที่หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 4.29% และส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 3.25%

สรุปท้าย

THANI ในไตรมาส 2/2566 เผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย และการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิเฉพาะกิจการปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะยังคงขยายตัวได้จากการท่องเที่ยว แต่ความเปราะบางจากภาระค่าครองชีพและปัจจัยภายนอกยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ การเติบโตของสินเชื่อยังคงเป็นปัจจัยบวก แต่การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตและการควบคุมต้นทุนทางการเงินจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น