TGE โชว์รายได้-กำไร Q2/66 เติบโต YoY รับแรงหนุนค่าไฟฟ้าพุ่ง-โรงไฟฟ้าใหม่
รายได้จากการขายไฟฟ้าปรับขึ้นตามค่า FiT และ Ft หนุนกำไรสุทธิโต 5% ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบปาล์มลดลง
บริษัท ท่าฉาง กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TGE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้จากการดำเนินงาน 235.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 58.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายไฟฟ้าที่ได้รับผลดีจากค่า FiT และค่า Ft ที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้า TBP ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มเติม
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ TGE ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การเติบโตของรายได้จากการขายไฟฟ้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น 5.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่า FiT (Feed-in Tariff) และค่า Ft (Float time) รวมถึงการรับรู้รายได้เพิ่มเติมจากโรงไฟฟ้า TBP ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มอีก 6 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลงจากการเข้าสู่ช่วงฤดูผลผลิตปาล์ม และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายไฟฟ้าเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะการปรับขึ้นของค่า Ft ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป การที่ TGE มีสัดส่วนรายได้จากการขายไฟฟ้าภายใต้เงื่อนไข FiT สูงกว่า 82% ทำให้ได้รับผลกระทบจากมาตรการช่วยเหลือค่า Ft ชั่วคราวจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในเดือนพฤษภาคม 2566 น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ประกอบกับการที่โรงไฟฟ้า TBP ได้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มเติม ทำให้ปริมาณการขายไฟฟ้าโดยรวมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การที่ราคาวัตถุดิบปาล์มปรับตัวลดลงในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ก็ช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลลงได้
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแผนการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทฯ ที่คาดว่าจะมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 90 เมกะวัตต์ภายในปี 2567 จากการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนอีก 5 โครงการ ซึ่ง 3 โครงการ (TES SKW, TES CPN, TES RBR) ได้เซ็นสัญญา PPA แล้ว และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 นอกจากนี้ TGE ยังมีแผนรุกเข้าสู่โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดอื่นๆ และตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และผลกำไรในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของค่า Ft และนโยบายพลังงานของภาครัฐ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
Highlight สำคัญ
- รายได้จากการดำเนินงาน Q2/66 เติบโต 2.1% YoY แตะ 235.3 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้จากการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 14.0% YoY
- กำไรสุทธิ Q2/66 เพิ่มขึ้น 5.0% YoY อยู่ที่ 58.5 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของรายได้และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
- อัตรากำไรขั้นต้น Q2/66 อยู่ที่ 35.5% ปรับตัวดีขึ้นจาก 33.4% ใน Q2/65 จากราคาขายไฟฟ้าที่สูงขึ้นและต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
- เซ็นสัญญา PPA โรงไฟฟ้าขยะชุมชนเพิ่ม 3 โครงการ (SKW, CPN, RBR) รวม 6 เมกะวัตต์ คาดเริ่มรับรู้รายได้ปี 2568
- โรงไฟฟ้า TBP ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต 88,581 ตัน เตรียมนำไปจำหน่ายในตลาดคาร์บอนเครดิต
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 TGE มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 235.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายไฟฟ้า ซึ่งได้รับผลจากการปรับขึ้นของค่า FiT และค่า Ft รวมถึงการรับรู้รายได้เพิ่มเติมจากโรงไฟฟ้า TBP ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มอีก 6 เมกะวัตต์ สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 รายได้จากการดำเนินงานรวม 470.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% YoY
ด้านกำไรขั้นต้นในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 83.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% YoY โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 35.5% เพิ่มขึ้นจาก 33.4% ในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากราคาขายไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงในช่วงฤดูผลผลิตปาล์ม และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 58.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% YoY และสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 121.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.2% YoY ปัจจัยหลักมาจากราคาขายไฟฟ้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น การเพิ่มปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าของบริษัทย่อย และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2566 รายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% แต่กำไรสุทธิลดลง 7.2% เนื่องจากราคาขายไฟฟ้าบางส่วนปรับตัวลดลงตามค่า Ft และมีค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาทางการเงินอิสระในการเซ็นสัญญาโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอย จังหวัดชัยนาท
โอกาส
- การขยายกำลังการผลิตไฟฟ้า: TGE มีแผนขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนประเภทอื่น ๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และก๊าซชีวภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวที่จะเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งเป็นมากกว่า 200 MW ภายในปี 2575
- โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน: มีโครงการที่ได้รับคัดเลือกแล้ว 5 โครงการ กำลังการผลิตรวม 39.9 MW และเตรียมเข้าประมูลอีก 2 โครงการ (TES PRI, TES UBN) ซึ่งหากได้รับการคัดเลือก จะทำให้กำลังการผลิตรวมของกลุ่มกิจการเกือบ 90 MW และคาดว่ารายได้จากโรงไฟฟ้าขยะชุมชนจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 60% ของรายได้รวม
- ตลาดคาร์บอนเครดิต: การได้รับรองคาร์บอนเครดิตจากโรงไฟฟ้าชีวมวล TBP จำนวน 88,581 ตัน และมีปริมาณคาร์บอนเครดิตรวมจากโรงไฟฟ้าชีวมวล 2 แห่งถึง 122,545 ตัน เป็นโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการจำหน่ายผ่าน Carbon Markets Club
- การใช้เทคโนโลยีทันสมัย: บริษัทฯ มีแผนนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: แม้ในไตรมาสนี้ต้นทุนวัตถุดิบจะลดลง แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ เช่น ทะลายปาล์ม ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง
- การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบภาครัฐ: การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านพลังงาน ค่า Ft หรือมาตรการช่วยเหลือต่างๆ จากภาครัฐ อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรของบริษัทฯ
- ความล่าช้าในการก่อสร้างโครงการ: โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนใหม่ๆ มีระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 20 เดือน ซึ่งความล่าช้าในการก่อสร้างอาจส่งผลกระทบต่อการรับรู้รายได้
- การแข่งขันในตลาดคาร์บอนเครดิต: ตลาดคาร์บอนเครดิตยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และอาจมีการแข่งขันสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของราคา
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน: โดยเฉพาะ 3 โครงการที่เซ็นสัญญา PPA แล้ว (SKW, CPN, RBR) ว่าจะเป็นไปตามแผนที่คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 หรือไม่
- ผลการประมูลโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเพิ่มเติม: 2 โครงการ (TES PRI, TES UBN) ที่บริษัทฯ เตรียมเข้าประมูล
- การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ: โดยเฉพาะในช่วงนอกฤดูผลผลิตปาล์ม
- การพัฒนาและการจำหน่ายคาร์บอนเครดิต: ความคืบหน้าในการนำคาร์บอนเครดิตไปจำหน่าย และราคาที่คาดว่าจะได้รับ
- การเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจ: ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
- รายได้จากการขายไฟฟ้า: ในไตรมาส 2/66 เพิ่มขึ้น 14.0% YoY เป็น 218.7 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการปรับขึ้นของค่า FiT และ Ft รวมถึงการรับรู้รายได้ของโรงไฟฟ้า TBP จากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มเติมกับ กฟภ. ทำให้มูลค่าการขายไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น
- รายได้จากการขายนํ้าและไอนํ้า: ลดลง 61.6% YoY เป็น 13.9 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการขายไอน้ำของ TBP ให้แก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกันลดลงหลังบริษัทดังกล่าวกลับมาผลิตไอน้ำเองได้ตามปกติ
- ต้นทุนขาย: ลดลง 1.0% YoY เป็น 151.8 ล้านบาท แม้ปริมาณการขายไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวลดลง และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
- กำไรขั้นต้นจากการขายไฟฟ้า: เพิ่มขึ้น 9.0% YoY เป็น 82.5 ล้านบาท จากราคาขายไฟฟ้าที่สูงขึ้นตามค่า FiT และการรับรู้รายได้จากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มเติมของ TBP
- กำลังการผลิต: ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าชีวมวล 3 โครงการ กำลังการผลิตรวม 29.7 MW และมีโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนที่อยู่ระหว่างพัฒนา 5 โครงการ กำลังการผลิตรวม 39.9 MW
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 3,346.5 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.46% จากสิ้นปี 2565 โดยมีการลดลงของเชื้อเพลิงและวัสดุสำรองคลัง และลูกหนี้การค้า ขณะที่ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์เพิ่มขึ้นจากการซื้อที่ดินโครงการโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอย จังหวัดสมุทรสาคร
หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,135.3 ล้านบาท ลดลง 10.4% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากการชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดลงจาก 0.60 เท่า เป็น 0.51 เท่า
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 5.5% จากสิ้นปี 2565 เป็น 2,211.2 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากกำไรสะสมของงวดครึ่งปีแรกปี 2566
สรุปท้าย
TGE โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 ที่แข็งแกร่ง โดยมีรายได้และกำไรสุทธิเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากปัจจัยบวกด้านราคาขายไฟฟ้าที่สูงขึ้นตามค่า FiT และ Ft รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ แม้จะมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการปรึกษาทางการเงินเข้ามาในไตรมาสนี้ แต่แนวโน้มการเติบโตในระยะยาวยังคงสดใส จากแผนการขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าขยะชุมชน และโอกาสในการสร้างรายได้จากตลาดคาร์บอนเครดิต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาความคืบหน้าของโครงการใหม่ๆ และความผันผวนของปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ