THE Q2/2566 ขาดทุนสุทธิลดลง 24% รับปัจจัยลบภาคอุตสาหกรรมเหล็ก
รายได้และปริมาณขายหดตัวต่อเนื่อง กดดันผลประกอบการ แม้ต้นทุนบางส่วนลดลง
บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ THE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 ขาดทุนสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 110.12 ล้านบาท ลดลง 24.26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ฝ่ายจัดการระบุว่าภาวะอุตสาหกรรมเหล็กยังคงเผชิญความท้าทายจากความต้องการที่ชะลอตัวและการลงทุนที่ทรงตัว
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ THE ในไตรมาส 2/2566 คือ การหดตัวอย่างรุนแรงของรายได้จากการขาย ซึ่งส่งผลให้เกิดขาดทุนขั้นต้นเพิ่มขึ้น แม้ว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายขายและบริหารได้ดีขึ้น และรับรู้กำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงได้ โดยขาดทุนสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ลดลง 35.27 ล้านบาท หรือ 24.26% มาอยู่ที่ 110.12 ล้านบาท
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สาเหตุหลักของการลดลงของรายได้จากการขาย มาจาก ปริมาณการขายเหล็กที่ลดลงประมาณ 29.49% เนื่องจากความต้องการใช้เหล็กในตลาดที่ลดลงต่อเนื่องจากปลายปี 2565 ประกอบกับภาวะการลงทุนที่ชะลอตัวจากการรอผลการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นอกจากนี้ ราคาขายโดยเฉลี่ยทั้งไตรมาสยังลดลงประมาณ 21.31% เมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งส่งผลให้บริษัทขาดทุนขั้นต้น 34.43 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ เทียบกับขาดทุนขั้นต้น 22.68 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ค่าใช้จ่ายขายและบริหารจะลดลง 5.56 ล้านบาท จากค่าขนส่งที่ลดตามยอดขาย และต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย แต่การรับรู้กำไรจากบริษัทร่วม 11.54 ล้านบาท (เทียบกับขาดทุน 2.27 ล้านบาท ในปีก่อน) ก็ไม่เพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
จากข้อมูลในเอกสาร มีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นลักษณะครั้งคราวและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ฝ่ายจัดการระบุว่าความต้องการใช้เหล็กในตลาดลดลงต่อเนื่องจากปลายปี 2565 และภาวะการลงทุนยังชะลอตัวเนื่องจากตลาดรอผลการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งบ่งชี้ว่าปัจจัยลบเหล่านี้ยังคงมีอยู่และอาจส่งผลต่อเนื่องไปในระยะสั้นถึงกลาง การฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจมหภาค การลงทุนภาคเอกชน และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่บริษัทควบคุมได้ยาก
Highlight สำคัญ
- ขาดทุนสุทธิลดลง 24.26% YoY: อยู่ที่ 110.12 ล้านบาท จาก 145.39 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2565
- รายได้จากการขายหดตัว 41.02% YoY: เหลือ 1,481.87 ล้านบาท จาก 2,512.44 ล้านบาท
- ปริมาณขายเหล็กลดลง 29.49%: ความต้องการใช้เหล็กในตลาดชะลอตัว และการลงทุนรอความชัดเจนทางการเมือง
- ราคาขายเฉลี่ยลดลง 21.31%: ส่งผลกระทบต่อรายได้และอัตรากำไรขั้นต้น
- ขาดทุนขั้นต้นเพิ่มขึ้น: อยู่ที่ 34.43 ล้านบาท จาก 22.68 ล้านบาท ในปีก่อน
- หนี้สินรวมลดลง 825.96 ล้านบาท: จากการลดการสั่งซื้อสินค้า ทำให้การใช้สินเชื่อระยะสั้นลดลง
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2566 บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายรวม 1,481.87 ล้านบาท ลดลง 41.02% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 2,512.44 ล้านบาท การลดลงนี้เป็นผลมาจากปริมาณการขายเหล็กที่ลดลงประมาณ 29.49% และราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงประมาณ 21.31% อันเนื่องมาจากความต้องการใช้เหล็กในตลาดที่ชะลอตัวและภาวะการลงทุนที่ยังทรงตัว ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนขั้นต้น 34.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากขาดทุนขั้นต้น 22.68 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2565 แม้ว่าค่าใช้จ่ายขายและบริหารจะลดลง และมีการรับรู้กำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น แต่โดยรวมแล้ว บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 110.12 ล้านบาท ลดลง 24.26% เมื่อเทียบกับขาดทุนสุทธิ 145.39 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2565
โอกาส
- การรอผลการจัดตั้งรัฐบาลใหม่: แม้จะเป็นปัจจัยกดดันในปัจจุบัน แต่การจัดตั้งรัฐบาลที่ชัดเจนอาจนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความต้องการใช้เหล็กในอนาคต
- การบริหารจัดการต้นทุน: บริษัทได้มีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายขายและบริหารให้ลดลงตามยอดขาย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการควบคุมค่าใช้จ่าย
ความเสี่ยง
- ความต้องการใช้เหล็กในตลาดที่ชะลอตัว: เป็นปัจจัยหลักที่กดดันรายได้และปริมาณการขายอย่างต่อเนื่อง
- ภาวะการลงทุนที่ยังชะลอตัว: ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเหล็ก
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและราคาขาย: แม้ในไตรมาสนี้ราคาขายเฉลี่ยลดลง แต่ความผันผวนของราคาเหล็กยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น: ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นเล็กน้อย
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความชัดเจนและทิศทางการลงทุนภาครัฐ: หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จะส่งผลต่อความต้องการใช้เหล็ก
- แนวโน้มปริมาณและราคาขายเหล็ก: การฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาด
- การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและลูกหนี้การค้า: เพื่อลดผลกระทบจากยอดขายที่ลดลง
- ผลการดำเนินงานของบริษัทร่วม: จะมีส่วนช่วยชดเชยผลขาดทุนจากการดำเนินงานหลักได้มากน้อยเพียงใด
- การบริหารจัดการต้นทุนการเงิน: ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
- Utilization Rate: เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง แต่จากปริมาณการขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บ่งชี้ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตน่าจะลดลงตามไปด้วย
- Order Book: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่การที่ปริมาณการขายลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าการรับคำสั่งซื้อใหม่ยังไม่ฟื้นตัว
- ราคาวัตถุดิบ: เอกสารไม่ได้กล่าวถึงราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่เน้นที่ราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง
- GPM (Gross Profit Margin): จากการที่บริษัทมีขาดทุนขั้นต้นในไตรมาสนี้ (34.43 ล้านบาท) เทียบกับปีก่อน (22.68 ล้านบาท) บ่งชี้ว่า GPM ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- การส่งออก: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลการส่งออกโดยเฉพาะ
- ค่าเงิน: เอกสารไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
- สินค้าคงคลัง: สินค้าคงเหลือลดลงจากการลดการสั่งซื้อ ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ที่ 4,228.56 ล้านบาท ลดลง 992.64 ล้านบาท จากสิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากการลดลงของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ เนื่องจากการลดการสั่งซื้อ หนี้สินรวมลดลง 825.96 ล้านบาท จาก 2,997.26 ล้านบาท เป็น 2,171.30 ล้านบาท เนื่องจากการลดการสั่งซื้อสินค้าระหว่างไตรมาส ทำให้การใช้สินเชื่อระยะสั้นลดลง ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดลงจาก 1.34 เท่า ณ สิ้นปี 2565 เป็น 1.06 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2/2566
สรุปท้าย
ผลประกอบการของ THE ในไตรมาส 2/2566 ยังคงเผชิญแรงกดดันจากภาวะอุตสาหกรรมเหล็กที่ชะลอตัว โดยเฉพาะปริมาณและราคาขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ แม้จะมีความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุนและรับรู้กำไรจากบริษัทร่วม แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์ได้ การฟื้นตัวของผลประกอบการจะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก เช่น การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการขับเคลื่อนนโยบายการลงทุน ซึ่งจะส่งผลต่อความต้องการใช้เหล็กในอนาคต ขณะที่ฐานะการเงินมีการปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงของหนี้สินจากการลดการสั่งซื้อสินค้า