เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
TGH Q2/2566 กำไรฟื้นตัว 31% รับผลบวกจากลงทุน-ประกันภัย แต่ธุรกิจการเงินแผ่ว
ข่าวสาร

TGH Q2/2566 กำไรฟื้นตัว 31% รับผลบวกจากลงทุน-ประกันภัย แต่ธุรกิจการเงินแผ่ว

TGH P/E 7.40 YIELD 0.83
52 นาที 08:37 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมหดตัว 9.5% แต่กำไรสุทธิโตแรง 31% จากการบริหารต้นทุนและกำไรพิเศษจากการลงทุน

บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TGH รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 176 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะลดลง 9.5% เป็น 4,130 ล้านบาท โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัยที่สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ประกอบกับมีกำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนเข้ามาสนับสนุน

Hero: หัวใจกำไร — การฟื้นตัวของกำไรสุทธิจากธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัยที่บริหารต้นทุนได้ดีขึ้น

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ TGH ในไตรมาส 2 ปี 2566 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึง 31.3% YoY มาจาก การบริหารค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยและต้นทุนทางตรงจากการให้เช่าที่ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับ กำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน ที่เข้ามาช่วยหนุนผลประกอบการ โดยเฉพาะในธุรกิจประกันชีวิต

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • ธุรกิจประกันชีวิต: มีผลกำไรก่อนภาษีเพิ่มขึ้น 251 ล้านบาท เป็นผลมาจากกำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนและรายได้จากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบริหารค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยที่ลดลงจากการสำรองประกันชีวิตที่ลดลง แม้เบี้ยประกันชีวิตรับสุทธิจะลดลงก็ตาม
  • ธุรกิจประกันภัย: มีผลกำไรก่อนภาษีเพิ่มขึ้น 46 ล้านบาท แม้เบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้จะลดลง แต่สามารถชดเชยได้ด้วยรายได้ค่าบำเหน็จจากการเอาประกันภัยต่อที่เพิ่มขึ้นจากการปรับสัดส่วนการเอาประกันภัยต่อ และการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านสารสนเทศและสำรองหนี้สูญ
  • ธุรกิจการเงิน: มีผลกำไรก่อนภาษีลดลง 57 ล้านบาท เป็นผลมาจากการลดลงของกำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของตราสารอนุพันธ์ และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย หากยังคงสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีกำไรจากการลงทุนที่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจการเงินยังคงเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินในอนาคต ต้องติดตามแนวโน้มการปรับสัดส่วนการเอาประกันภัยต่อในธุรกิจประกันภัย และการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจการเงินอย่างใกล้ชิด

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ Q2/2566 เติบโต 31.3% YoY แตะ 176 ล้านบาท จาก 134 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้รวม Q2/2566 ลดลง 9.5% YoY อยู่ที่ 4,130 ล้านบาท จาก 4,562 ล้านบาท
  • ธุรกิจประกันชีวิต: เบี้ยประกันชีวิตรับลดลง 18.3% YoY แต่มีกำไรก่อนภาษีเพิ่มขึ้น 251 ล้านบาท จากการปรับมูลค่าเงินลงทุนและบริหารค่าใช้จ่าย
  • ธุรกิจประกันภัย: เบี้ยประกันภัยรับเติบโตต่อเนื่อง มีผลกำไรก่อนภาษีเพิ่มขึ้น 46 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนและรายได้ค่าบำเหน็จ
  • ธุรกิจการเงิน: รายได้ลดลง 17.9% YoY และกำไรก่อนภาษีลดลง 57 ล้านบาท จากการขายรถยนต์หมดสัญญาเช่าและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
  • ผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2566: กำไรสุทธิลดลง 85.4% YoY อยู่ที่ 268 ล้านบาท จาก 1,836 ล้านบาท เนื่องจากปีก่อนมีรายการพิเศษจากการสิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อย

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2566 TGH มีรายได้รวม 4,130 ล้านบาท ลดลง 9.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของรายได้จากธุรกิจประกันชีวิต (ลดลง 9.9%) และธุรกิจการเงิน (ลดลง 17.9%) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการลดลงของเบี้ยประกันชีวิตรับจากการขายผ่านช่องทางสถาบันการเงิน และการลดลงของรายได้จากการขายรถยนต์ที่หมดสัญญาเช่าตามลำดับ อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจประกันภัยมีการเติบโต 11.4%

ในด้านค่าใช้จ่ายรวม ลดลง 15.6% เป็น 3,890 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยลดลง 9.4% และต้นทุนทางตรงจากการให้เช่าลดลง 30.3% ซึ่งสอดคล้องกับรายได้ที่ลดลงในแต่ละกลุ่มธุรกิจ

ส่งผลให้กำไรก่อนภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 633.3% เป็น 240 ล้านบาท และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 31.3% เป็น 176 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปี 2566 รายได้รวมอยู่ที่ 7,850 ล้านบาท ลดลง 16.5% YoY โดยได้รับผลกระทบจากการลดลงของรายได้ในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจประกันภัยที่ลดลง 915 ล้านบาท (หากไม่รวมรายการโอนภาระผูกพัน) และธุรกิจการเงินที่ลดลง 520 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 15.3% ส่งผลให้กำไรก่อนภาษีเงินได้ลดลง 34.7% เป็น 358 ล้านบาท และกำไรสุทธิลดลงอย่างมากถึง 85.4% เป็น 268 ล้านบาท เนื่องจากปีก่อนมีรายการพิเศษจากการสิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อยจำนวน 1,230 ล้านบาท

โอกาส

  • การเติบโตของธุรกิจประกันภัย: เบี้ยประกันภัยรับยังคงเติบโตต่อเนื่องจากการต่ออายุกรมธรรม์และงานรับประกันภัยลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์และทรัพย์สิน
  • การขยายตัวของธุรกิจให้เช่ารถยนต์: แนวโน้มมูลค่าตลาดรถเช่าไทยคาดว่าจะขยายตัว 10.2% ในปี 2566 จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
  • การบริหารพอร์ตลงทุน: กำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนเป็นปัจจัยหนุนกำไรในธุรกิจประกันชีวิต
  • การปรับสัดส่วนการเอาประกันภัยต่อ: ช่วยบริหารความเสี่ยงและเพิ่มรายได้ค่าบำเหน็จในธุรกิจประกันภัย

ความเสี่ยง

  • การแข่งขันในธุรกิจรถยนต์มือสอง: การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้ามือสองและธุรกิจ Subscription อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อรถยนต์มือสอง
  • ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของธุรกิจการเงินเพิ่มขึ้น
  • ความผันผวนของตลาดทุน: การปรับลดมูลค่ายุติธรรมของตราสารทุนส่งผลกระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
  • การลดลงของเบี้ยประกันชีวิตรับ: โดยเฉพาะเบี้ยประกันชีวิตรับชำระครั้งเดียวขายผ่านช่องทางสถาบันการเงิน

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มเบี้ยประกันชีวิตรับ: การฟื้นตัวของเบี้ยประกันชีวิตรับ โดยเฉพาะจากช่องทางสถาบันการเงิน
  • การบริหารต้นทุนธุรกิจประกันภัย: การควบคุมค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยและการบริหารความเสี่ยงงานรับประกันภัยต่อ
  • ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ย: ต่อต้นทุนทางการเงินและกำไรของธุรกิจการเงิน
  • การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมรถยนต์: โดยเฉพาะธุรกิจรถยนต์มือสองและธุรกิจ Subscription
  • ผลกำไรจากการลงทุน: ความผันผวนของตลาดทุนและการบริหารพอร์ตลงทุน

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)

ธุรกิจประกันชีวิต:

  • เบี้ยประกันชีวิตรับ (New Business Premium) Q2/2566: 1,805 ล้านบาท ลดลง 401 ล้านบาท (-17.9% YoY) สาเหตุหลักมาจากการลดลงของเบี้ยประกันชีวิตรับชำระครั้งเดียวผ่านช่องทางสถาบันการเงิน
  • ส่วนแบ่งการตลาดเบี้ยประกันชีวิตรายใหม่: อยู่ที่ 2.4% (อันดับ 12)
  • กำไรก่อนภาษี: เพิ่มขึ้น 251 ล้านบาท เป็น 154 ล้านบาท จากการปรับมูลค่ายุติธรรมเงินลงทุนและรายได้ดอกเบี้ย/ปันผลที่เพิ่มขึ้น

ธุรกิจประกันภัย:

  • เบี้ยประกันภัยรับโดยตรง Q2/2566: มีการเติบโตต่อเนื่องจากการต่ออายุกรมธรรม์และลูกค้าใหม่
  • ส่วนแบ่งการตลาดเบี้ยประกันภัยรับโดยตรง: อยู่ที่ 1.67% (อันดับ 23)
  • กำไรก่อนภาษี: เพิ่มขึ้น 46 ล้านบาท เป็น 27 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนและรายได้ค่าบำเหน็จจากการเอาประกันภัยต่อ

ธุรกิจการเงิน (รถยนต์ให้เช่า):

  • จำนวนรถยนต์ให้เช่า: 22,534 คัน (อันดับ 1)
  • รายได้จากการขายรถยนต์หมดสัญญาเช่า: ลดลง 331 ล้านบาท (-17.9% YoY) เนื่องจากปริมาณการขายลดลงกว่า 600 คัน
  • รายได้จากการให้เช่ารถยนต์: เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
  • กำไรก่อนภาษี: ลดลง 57 ล้านบาท เป็น 37 ล้านบาท จากการปรับมูลค่ายุติธรรมตราสารอนุพันธ์และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

ภาพรวมอุตสาหกรรม:

  • ประกันชีวิต: เบี้ยประกันชีวิตรายใหม่รวมเติบโต 8.9% YoY
  • ประกันภัย: เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมเติบโต 5.3% YoY
  • รถยนต์ให้เช่า: คาดการณ์มูลค่าตลาดเติบโต 10.2% YoY

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

  • สินทรัพย์รวม: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 83,144 ล้านบาท ลดลง 1.2% จากสิ้นปีก่อน โดยสินทรัพย์ลงทุนลดลง 3.0% จากการปรับลดมูลค่ายุติธรรมตราสารทุน
  • หนี้สินรวม: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 73,868 ล้านบาท ลดลง 0.9% จากสิ้นปีก่อน โดยหนี้สินจากสัญญาประกันชีวิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนหนี้สินจากสัญญาประกันภัยลดลง
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 9,276 ล้านบาท ลดลง 3.6% จากสิ้นปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการปรับลดมูลค่ายุติธรรมเงินลงทุน (ตราสารทุน)

สรุปท้าย

TGH ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งถึง 31.3% YoY แม้รายได้รวมจะยังคงหดตัว โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพในธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย รวมถึงกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจการเงินยังคงเผชิญความท้าทายจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและรายได้จากการขายรถยนต์ที่ลดลง นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มการเติบโตของเบี้ยประกันภัย การบริหารความเสี่ยงในธุรกิจการเงิน และผลกระทบจากความผันผวนของตลาดทุนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น