SC กำไรสุทธิ Q2/2566 โต 2.06% รับแรงหนุนจากรายได้โครงการแนวสูง-บริการ
รายได้รวมใกล้เคียงปีก่อน แต่กำไรสุทธิเติบโตเล็กน้อย จากการโอนโครงการคอนโดฯ และธุรกิจบริการที่ขยายตัว
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวมจากการดำเนินงาน 5,213.26 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 5,203.96 ล้านบาท แม้รายได้จากการขายโครงการแนวราบจะลดลง แต่ได้รับการชดเชยจากรายได้โครงการแนวสูงที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด รวมถึงรายได้จากการเช่าและบริการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.06% มาอยู่ที่ 593.05 ล้านบาท
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ SC ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากโครงการแนวสูง ควบคู่ไปกับการขยายตัวของรายได้จากธุรกิจบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยชดเชยรายได้ที่ลดลงจากโครงการแนวราบ และส่งผลให้กำไรสุทธิโดยรวมยังคงเติบโตได้เล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
รายได้จากการขายโครงการแนวสูงเพิ่มขึ้นถึง 99.41% หรือ 553.33 ล้านบาท มาอยู่ที่ 1,109.97 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียม "สโคป หลังสวน" และ "สโคป พร้อมศรี" ที่เริ่มโอนในช่วงปลายปี 2565 ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาถึงไตรมาสนี้ การเติบโตของโครงการแนวสูงนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาเสริมรายได้จากการขายโดยรวมที่ลดลงเล็กน้อย (0.55%) จากโครงการแนวราบที่ลดลง 13.14%
นอกจากนี้ รายได้จากการเช่าและบริการยังเติบโตได้ดี 10.05% หรือ 22.00 ล้านบาท มาอยู่ที่ 240.99 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนจากการให้เช่าอพาร์ทเม้นท์ในสหรัฐอเมริกาที่สูงขึ้น และการเริ่มเปิดให้บริการโรงแรมย่านราชวัตรในช่วงต้นปี รายได้ค่าที่ปรึกษาและการจัดการก็เติบโตโดดเด่นถึง 146.86% มาอยู่ที่ 24.34 ล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้รวมกันส่งผลให้รายได้รวมจากการดำเนินงานเติบโตเล็กน้อย 0.18%
แม้รายได้จากการขายจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ภาพรวมกำไรขั้นต้นสำหรับ 6 เดือนแรกปีนี้สูงขึ้น 14.03% ตามการเติบโตของรายได้ และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น ประกอบกับการที่ส่วนแบ่งจากกิจการร่วมค้าเริ่มเป็นกำไรจากการโอนโครงการคอนโดมิเนียมของกิจการร่วมค้าตั้งแต่ปลายปี 2565 ทำให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่สำหรับงวด 6 เดือนแรกปีนี้ เติบโตถึง 16.40%
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของรายได้จากโครงการแนวสูงที่ได้รับแรงหนุนจากการโอนโครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ที่เริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ การเติบโตของธุรกิจบริการ เช่น การให้เช่าอพาร์ทเม้นท์ในสหรัฐอเมริกาและการดำเนินงานโรงแรม ก็มีแนวโน้มที่จะสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้โครงการแนวราบในอนาคตจะต้องจับตาดูการเปิดโครงการใหม่และการตอบรับของตลาด
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/2566 เติบโต 2.06% มาอยู่ที่ 593.05 ล้านบาท
- รายได้รวม Q2/2566 ใกล้เคียงปีก่อน อยู่ที่ 5,213.26 ล้านบาท
- รายได้โครงการแนวสูงพุ่ง 99.41% จากการโอนโครงการคอนโดมิเนียม "สโคป"
- รายได้ธุรกิจบริการเติบโตต่อเนื่อง จากอพาร์ทเม้นท์ในสหรัฐฯ และโรงแรม
- รายได้ 6 เดือนแรกปี 2566 โต 12.23% จากการโอนโครงการคอนโดฯ ขนาดใหญ่
- กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 2566 โต 16.40% จากการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรที่ดีขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวมจากการดำเนินงาน 5,213.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายอยู่ที่ 4,947.93 ล้านบาท ลดลง 0.55% เนื่องจากรายได้จากโครงการแนวราบลดลง 13.14% แต่ได้รับการชดเชยจากการเพิ่มขึ้นของรายได้โครงการแนวสูงถึง 99.41% ขณะที่รายได้จากการเช่าและบริการเพิ่มขึ้น 10.05% และรายได้ค่าที่ปรึกษาและการจัดการเพิ่มขึ้น 146.86%
ในส่วนของกำไรขั้นต้นสำหรับไตรมาส 2 ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 14.03% ตามการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของรายได้และจำนวนโครงการที่เพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งจากกิจการร่วมค้าเริ่มเป็นกำไรจากการโอนโครงการคอนโดมิเนียม ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 593.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.06% และสำหรับงวด 6 เดือนแรกอยู่ที่ 1,127.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.40%
โอกาส
- การรับรู้รายได้ต่อเนื่องจากโครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ที่เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ปลายปี 2565
- การเติบโตของรายได้จากธุรกิจบริการ เช่น อพาร์ทเม้นท์ในสหรัฐอเมริกา และธุรกิจโรงแรม
- การขยายตัวของธุรกิจที่ปรึกษาและการจัดการ
- การเติบโตของรายได้จากการขายโครงการแนวสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการแนวราบ
- การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอสังหาริมทรัพย์
- ความเสี่ยงด้านต้นทุนการก่อสร้างที่อาจปรับตัวสูงขึ้น
- ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับรายได้จากต่างประเทศ
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมในไตรมาสถัดไป
- การเปิดตัวโครงการใหม่ โดยเฉพาะโครงการแนวราบ
- ผลประกอบการของธุรกิจบริการ และการขยายตัวในอนาคต
- การบริหารจัดการต้นทุนการก่อสร้าง
- ความคืบหน้าของโครงการที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา
- การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจที่มีผลต่อกำลังซื้อ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
การโอนกรรมสิทธิ์ (Transfer/Handover): รายได้จากการขายโครงการแนวราบในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 3,837.96 ล้านบาท ลดลง 13.14% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ 4,418.47 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการส่งมอบโครงการที่ลดลง ในทางกลับกัน รายได้จากโครงการแนวสูงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 99.41% มาอยู่ที่ 1,109.97 ล้านบาท จาก 556.64 ล้านบาทในปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยหลักจากการโอนโครงการ "สโคป หลังสวน" และ "สโคป พร้อมศรี" ที่เริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ปลายปี 2565
ยอดขายรอโอน (Backlog): เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Backlog โดยตรง แต่การเติบโตของรายได้โครงการแนวสูงบ่งชี้ว่ามี Backlog ที่แข็งแกร่งจากการโอนโครงการคอนโดมิเนียม
การเปิดโครงการใหม่ (New Project Launches): เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลการเปิดโครงการใหม่ในไตรมาส 2/2566
รายได้ค่าเช่า (Rental Income) / Occupancy Rate: รายได้จากการเช่าและบริการเพิ่มขึ้น 10.05% เป็น 240.99 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการให้เช่าอพาร์ทเม้นท์ในสหรัฐอเมริกาที่สูงขึ้น และการเริ่มเปิดให้บริการโรงแรมย่านราชวัตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income)
ต้นทุนก่อสร้าง (Construction Costs): เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลต้นทุนก่อสร้างโดยตรง แต่กล่าวถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนโครงการที่เพิ่มขึ้น
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio): เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล D/E Ratio
กระแสเงินสดจากโครงการ (Project Cash Flow): เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลกระแสเงินสดจากโครงการโดยตรง
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงิน เช่น สินทรัพย์ หนี้สิน หรือกระแสเงินสดโดยตรง มีเพียงการกล่าวถึงค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งจากกิจการร่วมค้าที่เริ่มเป็นกำไร
สรุปท้าย
SC ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวที่น่าสนใจ โดยมีหัวใจกำไรอยู่ที่การเติบโตอย่างโดดเด่นของรายได้จากโครงการแนวสูง ซึ่งเข้ามาเสริมทัพธุรกิจบริการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้รายได้จากโครงการแนวราบจะชะลอตัวลง แต่การบริหารจัดการต้นทุนและอัตรากำไรที่ดีขึ้น รวมถึงการรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ ทำให้กำไรสุทธิยังคงเติบโตได้เล็กน้อย โดยมีโอกาสที่แนวโน้มการเติบโตนี้จะต่อเนื่องไปในอนาคต แต่ก็ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงจากภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์และการแข่งขันที่รุนแรง.