NVD Q2/2566 กำไรสุทธิลดลง 66% รับผลกระทบโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดฯ ลดลง
รายได้รวมวูบ 39% เหตุโอนคอนโดฯ หาย ขณะที่ต้นทุนคงที่ ส่งผลกำไรขั้นต้นหดตัว
บริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NVD รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 459 ล้านบาท ลดลง 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 17 ล้านบาท ลดลง 66% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ NVD ในไตรมาส 2/2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ การลดลงอย่างมากของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้รวมของบริษัท โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลงถึง 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สาเหตุหลักที่ทำให้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง มาจากการที่ ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด Penthouse ขนาดใหญ่ในโครงการบันยันทรี เรสซิเดนท์ ริเวอร์ไซด์ ซึ่งเป็นโครงการที่สร้างรายได้และอัตรากำไรค่อนข้างสูงในไตรมาส 2/2565 ในทางกลับกัน รายได้ในไตรมาส 2/2566 ส่วนใหญ่มาจากโครงการแนวราบ เช่น โครงการเนอวานา บียอน พระราม 2, เนอวานา เอเลเม้นท์ บางนา, เนอวานา ดีฟายน์ เอกมัย-รามอินทรา, เนอวานา แอบโซลูท เอกมัย-รามอินทรา และโครงการใหม่ เนอวานา แอบโซลูท กรุงเทพกรีฑา รวมถึงการรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมอื่นๆ ในสัดส่วนที่น้อยลง
นอกจากนี้ แม้ว่ารายได้จากสัญญาก่อสร้างจะปรับเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการลดลงของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ได้ทั้งหมด
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสที่จะไม่ต่อเนื่องในลักษณะเดิม แต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก ฝ่ายจัดการระบุว่า "Deterred, But Not Derailed" ซึ่งหมายถึงผลประกอบการอาจชะลอตัว แต่ไม่ได้หยุดชะงัก โดยมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ:
- ความไม่แน่นอนทางการเมือง: ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ บรรยากาศการจับจ่าย และการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจทำให้การสร้างยอดขายใหม่และการรับรู้รายได้จากยอดขายเดิมเป็นไปได้ยากขึ้น
- การเปิดตัวโครงการใหม่: บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่ 2 โครงการในย่านกรุงเทพกรีฑา และมีแผนเปิดอีก 2 โครงการในไตรมาส 3 แต่การเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มเติม 4 โครงการในปี 2566 กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนถึงความระมัดระวังในการขยายธุรกิจท่ามกลางสภาวะตลาด
- การควบคุมค่าใช้จ่าย: บริษัทมีการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยประคองกำไรได้ในระดับหนึ่ง
โดยรวมแล้ว แม้ว่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ในปีก่อนจะเป็นปัจจัยพิเศษที่ทำให้รายได้และกำไรในไตรมาส 2/2565 สูงผิดปกติ แต่ปัจจัยภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจส่งผลกระทบต่อการรับรู้รายได้ในระยะต่อไปได้
Highlight สำคัญ
- รายได้รวมลดลง 39% YoY: อยู่ที่ 459 ล้านบาท จาก 758 ล้านบาทในปีก่อน
- กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ลดลง 66% YoY: อยู่ที่ 17 ล้านบาท จาก 51 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 46% YoY: เป็นผลหลักจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ที่ลดลง
- รายได้จากสัญญาก่อสร้างเพิ่มขึ้น 9% YoY: มาจากบ้านเดี่ยวแบบสั่งสร้าง
- อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย: อยู่ที่ 31% จาก 32% ในปีก่อน และ 34% ในไตรมาสก่อนหน้า
- ต้นทุนขายลดลง 38% YoY: สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง
- ต้นทุนทางการเงินลดลง 73% YoY: เนื่องจากมีการกลับมาบันทึกดอกเบี้ยเป็นต้นทุนพัฒนาโครงการ
- ยอดขาย 6 เดือนแรก 2,000 ล้านบาท: แต่การรับรู้รายได้เผชิญความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจและการเมือง
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2566 NVD มีรายได้รวม 459 ล้านบาท ลดลง 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 46% เป็นผลหลักจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมที่ลดลง ขณะที่รายได้จากสัญญาก่อสร้างเพิ่มขึ้น 9%
ด้านต้นทุนขายรวมอยู่ที่ 319 ล้านบาท ลดลง 38% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 31% จาก 32% ในปีก่อน
กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 17 ล้านบาท ลดลง 66% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (51 ล้านบาท) และลดลง 63% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (46 ล้านบาท)
สำหรับผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 946 ล้านบาท ลดลง 49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 52 ล้านบาท ลดลง 69% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (169 ล้านบาท)
โอกาส
- การปรับเปลี่ยนแผนพัฒนาให้เหมาะสมกับอุปสงค์: บริษัทมีข้อได้เปรียบในการปรับแผนพัฒนาโครงการแนวราบให้เข้ากับความต้องการของตลาดได้ง่าย
- การเปิดตัวโครงการใหม่: ได้เปิดตัวโครงการใหม่ 2 โครงการในย่านกรุงเทพกรีฑา และมีแผนเปิดอีก 2 โครงการในไตรมาส 3 ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ในอนาคต
- การควบคุมค่าใช้จ่าย: ฝ่ายจัดการยังคงมุ่งเน้นการควบคุมค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยประคองผลประกอบการได้
ความเสี่ยง
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ: ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของลูกค้า และบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยโดยรวม
- ความท้าทายในการรับรู้รายได้: ยอดขายที่เกิดขึ้นอาจเผชิญความท้าทายในการโอนกรรมสิทธิ์ เนื่องจากการเร่งงานก่อสร้างและการบริหารส่วนต่างระหว่างยอด Presale และ Net Sales
- การยกเลิกสัญญาและสินเชื่อบ้านไม่ได้รับการอนุมัติ: อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายและรายได้ที่คาดหวัง
- การพิจารณาแผนเปิดตัวโครงการใหม่: การเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มเติม 4 โครงการในปี 2566 กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของตลาด
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มการเมืองและเศรษฐกิจ: จะส่งผลต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างไร
- ความคืบหน้าการโอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบ: โดยเฉพาะโครงการใหม่ที่เริ่มรับรู้รายได้
- แผนการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มเติม: การตัดสินใจจะสะท้อนมุมมองต่อสภาวะตลาด
- การบริหารจัดการต้นทุน: เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นท่ามกลางความผันผวน
- การบริหารกระแสเงินสด: เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการและการดำเนินงาน
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
- ยอดขาย (Presale): ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทมียอดขายกว่า 2,000 ล้านบาท แต่การรับรู้รายได้จากยอดขายดังกล่าวเต็มไปด้วยความท้าทาย
- Backlog: เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Backlog ที่ชัดเจน แต่กล่าวถึงการเพิ่มยอดขายและ Backlog ได้ค่อนข้างดีในช่วงไตรมาส 4 ปี 2565 ถึง ไตรมาส 1 ปี 2566
- การเปิดโครงการใหม่: เปิดตัวแล้ว 5 โครงการในปี 2566 (รวมต้นปี) และมีแผนเปิดอีก 2 โครงการในไตรมาส 3 การเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มเติม 4 โครงการกำลังพิจารณา
- ต้นทุนการพัฒนาโครงการ: เพิ่มขึ้น 5% เป็น 8,107 ล้านบาท
- สินค้าคงเหลือ: เพิ่มขึ้น 13% เป็น 2,449 ล้านบาท
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: เพิ่มขึ้น 2% เป็น 13,759 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการพัฒนาโครงการและสินค้าคงเหลือ
- หนี้สินรวม: เพิ่มขึ้น 9% เป็น 8,870 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมเพื่อพัฒนาโครงการและหุ้นกู้ระยะยาว
- ส่วนของเจ้าของ: ลดลง 9% เป็น 4,889 ล้านบาท เนื่องจากการซื้อหุ้นในบริษัทย่อย
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio): เพิ่มขึ้นเป็น 1.81 เท่า จาก 1.50 เท่า ณ สิ้นปี 2565
- อัตราส่วนสภาพคล่อง: เพิ่มขึ้นเป็น 4.31 เท่า จาก 2.54 เท่า ณ สิ้นปี 2565 เนื่องจากหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยระยะสั้นลดลง
- กระแสเงินสด: เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 58% อยู่ที่ 123 ล้านบาท
สรุปท้าย
NVD ในไตรมาส 2/2566 เผชิญกับความท้าทายจากการลดลงของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ที่หายไปจากปีก่อน แม้ว่าบริษัทจะมีการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีและมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการรับรู้รายได้และการสร้างยอดขายใหม่ในอนาคต การบริหารจัดการต้นทุนและกระแสเงินสดจะเป็นกุญแจสำคัญในการประคองผลประกอบการในช่วงที่สภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย