บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
SAPPE: หยวนต้าปรับลดประมาณการกำไรปี 2569-2570 คงคำแนะนำ "TRADING"
P/E 12.13 YIELD 5.65 ราคา 31.00 (0.00%)
text-primary หุ้น SAPPE ราคาเป้าหมายใหม่ 30 บาท จากหยวนต้า
บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด วิเคราะห์แนวโน้มผลประกอบการของ Sappe (SAPPE) โดยคาดการณ์กำไรปกติใน1H26 (ครึ่งปีแรกของปี 2569) จะเติบโต HoH (เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังของปีก่อนหน้า) แต่จะลดลง YoY (เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)
text-primary คาดการณ์ผลประกอบการ Q1/2569 และ Q2/2569
หยวนต้าคาดการณ์ว่ารายได้ใน 1Q26 (ไตรมาส 1 ปี 2569) จะอยู่ที่ 1,261 ล้านบาท เติบโต 3.9% QoQ (เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า) และ 10.4% YoY แม้ว่ายอดขายในตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบจากสงครามในเดือนมีนาคม แต่ได้รับการชดเชยจากภูมิภาคเอเชีย, ยุโรป และสหรัฐฯ ที่เติบโตได้ดี ส่วนยอดขายในประเทศคาดว่าจะลดลงจากราคามะพร้าวที่ปรับตัวลง และไม่มีการออกสินค้าใหม่เพิ่มเติม
นอกจากนี้ คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะอยู่ที่ 44.5% ขยายตัว QoQ แต่ลดลง YoY จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบทั้งน้ำตาลและเม็ดพลาสติกยังคงลดลง YoY โดยบริษัทได้ล็อคราคาต้นทุนไว้จนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่าย SG&A/sales คาดว่าจะสูงขึ้น YoY เนื่องจากบริษัทมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ทำให้คาดการณ์กำไรปกติใน 1Q26 ที่ 196 ล้านบาท (+66.1% QoQ, -11.5% YoY)
สำหรับ 2Q26 (ไตรมาส 2 ปี 2569) คาดว่าจะฟื้นตัวต่อ QoQ แม้จะถูกกดดันจากสงครามในช่วงต้นไตรมาส แต่คาดว่าจะสามารถชดเชยได้จากปัจจัยฤดูกาลและจากการเริ่มรับรู้ผลของการเพิ่มผู้จัดจำหน่ายรายที่ 2 ในอินโดนีเซีย ประกอบกับยอดขายในภูมิภาคอื่นๆ อย่างสหรัฐฯ และยุโรปที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีต่อเนื่อง แต่คาดว่ากำไรจะลดลง YoY จากการเริ่มรับรู้ผลกระทบของราคาต้นทุนเม็ดพลาสติกและค่าขนส่งที่ปรับขึ้น
text-primary ข้อสังเกตและปัจจัยเสี่ยง
หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อมากกว่าที่คาดการณ์ อาจส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งสูงขึ้น รวมถึงมีโอกาสขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งรายได้และอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ซึ่งเป็น Downside risk ที่ต้องติดตาม
text-primary ปรับลดประมาณการและคำแนะนำ
หยวนต้าได้ปรับประมาณการกำไรปกติปี 2569 ลง 14.5% เป็น 724 ล้านบาท (-4.9% YoY) จากการปรับสมมติฐานรายได้ลงจากเดิมคาด +8.2% YoY เป็น +6.2% YoY และปรับสมมติฐาน GPM ลงจากเดิมที่ 44.3% เป็น 43.0% นอกจากนี้ยังปรับกำไรปกติปี 2570 ลง 12.8% เป็น 802 ล้านบาท (+10.8% YoY) เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มผลประกอบการในปี 2569 ส่งผลให้ได้ราคาเหมาะสมใหม่ ณ สิ้นปี 2569 ที่ 30.00 บาท อิง PER ในการประเมินมูลค่าเดิมที่ 12.5 เท่า ต่ำกว่า -1 SD ของ PE Band ย้อนหลัง 5 ปี เพื่อความระมัดระวังต่อความเสี่ยงจากสงคราม คงคำแนะนำ “TRADING” เชิงกลยุทธ์แนะนำ Wait and see แต่หากสงครามจบลงภายใต้สมมติฐาน อาจมีการปรับ PER ในการประเมินมูลค่าขึ้นในระยะถัดไป