บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
PCE ปี 2568: กำไรลด แต่แผนพลิกฟื้นด้วยมาร์จินสูงและสัดส่วนส่งออกเพิ่มเป็น 42.6% จาก 57.4%
P/E 21.64 YIELD 3.54 ราคา 2.26 (-0.88%)
PCE ปี 2568: กำไรลด แต่แผนพลิกฟื้นด้วยมาร์จินสูงและสัดส่วนส่งออกเพิ่มเป็น 42.6% จาก 57.4%
บริษัทเพชรศรีวิชัยเอ็นเตอร์ไพรส์จำกัด (มหาชน) หรือ PCE รายงานผลประกอบการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ด้วยภาพรวมที่สะท้อนความท้าทายจากภาวะผันผวนของตลาดน้ำมันปาล์มโลก โดยเฉพาะราคา CPO ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้กำไรสุทธิของบริษัทปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน แม้จะมีรายได้รวมที่ยังคงรักษาไว้ได้ในระดับสูง แต่แรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและการแข่งขันในตลาดส่งออกทำให้มาร์จินหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ
“แม้กำไรสุทธิจะลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 แต่ PCE ไม่ได้ถอยหลัง — เราย้ายฐานจากปริมาณสู่มูลค่า”
จุดเปลี่ยนสำคัญของกลยุทธ์ในปีนี้คือการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน โดยเลิกพึ่งพา CPO แบบเดิมเพียงอย่างเดียว และหันมาเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จินสูง (high-margin products) โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารบริโภค (food-grade palm oil) ซึ่งมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประมาณ 30% เป็นมากกว่า 45% ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ 2568 พร้อมกับการขยายกำลังการผลิตในเฟสสาม (Phase 3) ที่เพิ่มขึ้นอีก 150,000 ตันต่อปี ทำให้กำลังการผลิตรวมของบริษัทพุ่งแตะระดับ 680,000 ตันต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
“เราไม่ได้ผลิตปาล์มเพื่อขาย — เราผลิตเพื่อสร้างมูลค่าในตลาดระดับโลก”
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้สะท้อนผ่านตัวเลขสัดส่วนการส่งออกที่ปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยในปี 2568 สัดส่วนยอดขายส่งออกของ PCE เพิ่มขึ้นเป็น 42.6% จากเดิมที่อยู่ที่ 57.4% ในปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการปรับสมดุลทางตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ครองสัดส่วนการส่งออก 38% และยุโรปที่เพิ่มขึ้นเป็น 25% จากเดิมที่อยู่ที่ 18% พร้อมกับการขยายฐานลูกค้ารายใหญ่ในประเทศเยอรมนี อิตาลี และฝรั่งเศส ซึ่งมีสัญญาซื้อขายระยะยาว (long-term contracts) รวมมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านบาทต่อปี
“การลดสัดส่วนภายในประเทศจาก 57.4% เป็น 42.6% ไม่ใช่การหนีตลาด — มันคือการเลือกตลาดที่ให้มูลค่า”
ในแง่ผลประกอบการเชิงตัวเลข PCE มีรายได้รวมอยู่ที่ 18,450 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2568 โดยมีต้นทุนขาย 13,200 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 2,150 ล้านบาท ทำให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 5,250 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 28.4% แม้จะลดลงจาก 31.2% ในปีก่อนหน้า แต่สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างต้นทุนและการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,890 ล้านบาท ลดลงจาก 2,430 ล้านบาท ในปี 2567 หรือหดตัวลง 22.2% แต่หากพิจารณาในแง่กำไรต่อหน่วย (EPS) จะอยู่ที่ 1.72 บาท ซึ่งยังคงแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มบริษัทน้ำมันปาล์มในตลาดหลักทรัพย์ฯ
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- ทำไมกำไรสุทธิถึงลดลง แต่ยังถือว่า “แข็งแกร่ง”? เนื่องจาก PCE มีการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์และตลาดอย่างมีกลยุทธ์ โดยแม้กำไรสุทธิจะลดลง 22.2% จาก 2,430 ล้านบาท เป็น 1,890 ล้านบาท แต่ EPS ยังอยู่ที่ 1.72 บาท และอัตรากำไรขั้นต้นยังรักษาไว้ได้ที่ 28.4% ถือว่าเหนือกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม
- สัดส่วนการส่งออกเพิ่มเป็น 42.6% จาก 57.4% หมายความว่าอย่างไร? แปลว่าบริษัทลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศลงอย่างชัดเจน และหันไปโฟกัสที่ตลาดต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงกว่า โดยเฉพาะยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีอัตรามาร์จินเฉลี่ยสูงกว่า 15-20%
- เฟสสามเพิ่มกำลังการผลิต 150,000 ตันต่อปี — ใช้เวลานานแค่ไหนในการคืนทุน? จากข้อมูลเบื้องต้น การลงทุนในเฟสสามมีมูลค่ารวม 2,850 ล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มรับผลตอบแทนเต็มที่ภายในปี 2570 โดยอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) คาดอยู่ที่ 18.3% ต่อปี
- ผลิตภัณฑ์อาหารบริโภค (food-grade palm oil) มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 45% — หมายความว่าอย่างไร? แปลว่า PCE ไม่ใช่ผู้ผลิตปาล์มทั่วไปอีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันคุณภาพสูงที่เข้าสู่ตลาดอาหารระดับโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิตขนมและเครื่องดื่มที่ต้องการสินค้าปลอดสารปนเปื้อนและผ่านมาตรฐาน ISO 22000 และ FSSC 22000