บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
มากุโระ (MAGURO) เติบโตต่อเนื่อง รายได้แตะ 2,053 ล้าน กำไรสุทธิพุ่ง 148 ล้าน พร้อมเปิด “กินซาโอโนเดเรัน” ที่เซ็นทรัลเวิลด์
P/E 18.33 YIELD 3.29 ราคา 21.60 (0.00%)
มากุโระ (MAGURO) เติบโตต่อเนื่อง รายได้แตะ 2,053 ล้าน กำไรสุทธิพุ่ง 148 ล้าน พร้อมเปิด “กินซาโอโนเดเรัน” ที่เซ็นทรัลเวิลด์
บริษัทมากุโระกรุ๊ปจำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO โชว์ฟอร์มร้อนแรงในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีรายได้รวมแตะระดับ 2,053 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนหน้าที่ 1,982 ล้านบาท หรือเติบโต 3.6% พร้อมกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 135 ล้านบาท เป็น 148 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อรายได้ (Net Profit Margin) ที่ 7.5% สูงกว่าปีก่อนหน้า 6.8% แม้กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) จะปรับตัวลงเล็กน้อยจาก 174 ล้านบาท เป็น 166 ล้านบาท แต่สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการเน้น Core Business ที่มั่นคง
“Core Profit จากแบรนด์หลักอย่างมากุโระและฮิโตริชาบูเติบโต 33% YoY ถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในปีนี้”
กลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่องยังคงเดินหน้าเต็มสูบ โดยบริษัทมีจำนวนสาขาทั้งหมด 53 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 52 แห่ง พร้อมวางเป้าหมายการขยายสาขาในปีนี้อย่างชัดเจนที่ 20 แห่ง โดยแบ่งเป็นมากุโระเพิ่ม 5 สาขา ฮิโตริชาบูเพิ่มอีก 5 สาขา และแบรนด์ใหม่ เช่น “กินซาโอโนเดเรียน” และ “อิเปรตเขาเปรต” เปิดเพียง 10 สาขา เพื่อควบคุมความเสี่ยงและทดสอบตลาดอย่างรอบคอบ
“การเปิด flagship store ที่เซ็นทรัลเวิลด์ชั้น 7 ในเดือนเมษายน 2568 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ ‘กินซาโอโนเดเรียน’ แบรนด์ซูชิสายพานพรีเมียมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
ความสำเร็จของ MAGURO ยังมาจากการปรับโครงสร้างต้นทุนอย่างลึกซึ้ง เช่น การเปลี่ยนตะเกียบไม้เป็นตะเกียบที่ใช้ซ้ำได้ การรีไซเคิลน้ำมันเหลือใช้ และการลดการใช้กระดาษรองจาน ทั้งหมดนี้ส่งผลให้บริษัทสามารถปรับปรุงอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เริ่มต้นที่ระดับ 46.6% ในไตรมาส 4 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 48% ภายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทุกฝ่ายตั้งตารอ
“แม้ Non-Core Profit จากแบรนด์ใหม่จะเติบโตช้ากว่า แต่ GPM สูงและมีศักยภาพในการขยายตัวอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความคุ้มค่า”
ด้านภายนอก บริษัทได้รับแรงหนุนจากนโยบายรัฐสนับสนุน ESG โดยเฉพาะการใช้พลังงานสะอาดและการลดขยะอันตราย ทำให้ MAGURO ได้รับรางวัล CAC (Corporate Accountability Rating) และรางวัล Thailand Organization for People and Society ซึ่งสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- เป้าหมาย GPM 48% ในปีนี้เป็นไปได้หรือไม่? ใช่ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยไตรมาส 4 เริ่มที่ 46.6% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นช้าๆ จากการบริหาร waste และ yield โดยเฉพาะจากแบรนด์ใหม่ที่มี GPM สูง เช่น กินซาโอโนเดเรียน และ อิเปรตเขาเปรต
- แผนเปิดสาขาในปีนี้คือเท่าไร? เปิดเพิ่ม 20 สาขา โดยมากุโระ +5, ฮิโตริชาบู +5, แบรนด์ใหม่ +10
- มีแผนเปิด “บินโชว์” หรือไม่? มีแผนเปิดเพิ่มอีก 4 สาขาในศูนย์การค้าขนาดใหญ่กลางเมือง โดยเน้นพื้นที่ที่มีศักยภาพและไม่มีคู่แข่งทางตรง
- จะเปิดแบรนด์ใหม่อื่นไหม? ยังไม่ยืนยัน แต่มีงานวิจัยและแผนพัฒนาหลายตัวไว้แล้ว ต้องประเมินตลาดและกลุ่มลูกค้าอย่างละเอียด
- แย่งชิงลูกค้าจากสาขาเดิมไหม? ไม่มีผลกระทบชัดเจน เพราะแต่ละสาขาอยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน เช่น มากุโระอยู่ในโซนดั้งเดิม ส่วนบินโชว์และขี้วามิยะอยู่ในโซนใหม่
- ยังใช้โปรโมชั่นรักษายอดขายไหม? ใช่ กลยุทธ์นี้ยังดำเนินต่อไป เพราะได้ผลตอบแทนเชิงกลยุทธ์ระยะยาว เช่น การดึงดูด Gen Z และคนรุ่นใหม่ที่เคยไม่เคยทานอาหารระดับพรีเมียมมาก่อน
- ราคา “อิเปรตเขาเปรต” ถูกกว่าอาโอกิในญี่ปุ่นไหม? เน้นราคาอยู่ที่ประมาณ 190 บาท โดยมีเมนูจับต้องได้และรวดเร็วขึ้นกว่าอาโอกิในญี่ปุ่น เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนกับแบรนด์เดิม
- เปิด “กินซาโอโนเดเรียน” เมื่อไหร่? เปิดสาขาแรกในช่วงต้นเดือนเมษายน 2568 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ชั้น 7 โดยเป็น flagship store ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า MAGURO ไม่ได้แค่เติบโตด้านตัวเลข แต่ยังสร้างโครงสร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่น มีความยั่งยืน และพร้อมก้าวสู่ตลาดภูมิภาคอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอนาคต