บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
วอริช (WARRIX) ปี 2568: รายได้แตะ 1,700 ล้าน กำไรตก 80% แต่จุดเปลี่ยนคือ “Own-Channel” และ D2C
P/E 38.27 YIELD 3.16 ราคา 1.78 (0.00%)
วอริช (WARRIX) ปี 2568: รายได้แตะ 1,700 ล้าน กำไรตก 80% แต่จุดเปลี่ยนคือ “Own-Channel” และ D2C
หุ้น WARRIX ปิดปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยผลงานที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางตัวเลข: รายได้รวมแตะระดับ 1,700 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 1,545 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิกลับหดตัวลงถึง 80% เหลือเพียง 30 ล้านบาทเท่านั้น แม้จะมี EBITDA ที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 137 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) บวก 70 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกครั้งสำคัญหลังจากปีก่อนหน้าที่ขาดทุน ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 47.6% แม้จะลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนราว 5% ก็ตาม
“การเติบโตของรายได้มาพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ที่ใช้เงินลงทุนสูง แต่เรากำลังควบคุมค่าใช้จ่ายผ่าน Digital Marketing และ A&P เพื่อให้สมดุล”
จุดเปลี่ยนที่บริษัทชี้ว่าเป็น “Inflection Point” อยู่ที่การขยาย “Own-Channel” ทั้งร้านค้าปลีกเฉพาะทาง (Own-Shop) และช่องทางออนไลน์ โดยสัดส่วนยอดขายจากช่องทางนี้เพิ่มขึ้นถึง 15% ภายในปีงบประมาณเดียว ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างระบบ Direct-to-Customer (D2C) ที่ตั้งเป้าจะขยายต่อเนื่องในปี 2569 โดยคาดว่าจะเพิ่มยอดขายจากช่องทางนี้อีก 15% และควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ให้อยู่ที่ไม่เกิน 35% ของยอดขาย ต่ำกว่าเป้าหมายปี 2568 ที่อยู่ที่ 40%
“สินค้ากลุ่ม Fit Junction ถูกแยกแบรนด์เพื่อไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์ของแบรนด์หลัก Wallet”
การรุกตลาดกลุ่ม Gen-Z และ Gen-Y ผ่านผลิตภัณฑ์ Active-Lifestyle ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการร่วมงานกับศิลปินที่มีแฟนคลับหนาแน่น ซึ่งบริษัทระบุว่าการเลือกศิลปินพิจารณาจากความเข้ากันได้กับกลุ่มเป้าหมายและฐานแฟนคลับ ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้ AI-driven product-mix เพื่อปรับสูตรสินค้าให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภค ทั้งนี้ การขยายตลาดไปยังจีนและอาเซียน แม้จะมีความเสี่ยงจากนโยบายนำเข้า-ส่งออก แต่บริษัทอ้างว่าไม่มีผลกระทบในระยะสั้น เนื่องจากมีการสั่งซื้อล่วงหน้าและใช้ระบบ hedging ควบคู่กับการจัดสรรงบประมาณให้กับ R&D และ supply-chain เพื่อรับมือความผันผวนของราคาวัตถุดิบ เช่น เส้นใย
“คิวออนคิว (Q-on-Q) คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจาก Q4 ปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มรองเท้าและกิจกรรมฟุตบอล”
แม้กำไรสุทธิจะลดลงอย่างรุนแรง แต่บริษัทยังคงมีแผนการปรับสมดุลต้นทุนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ที่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นถึง 61% แต่สามารถควบคุมผ่านการบริหารค่าใช้จ่ายบนแพลตฟอร์ม และเพิ่มสินค้ากลุ่ม High-Margin ขณะเดียวกัน การเน้นผลิตภัณฑ์ “Value-price” เช่น แบรนด์ Fit Junction ถือเป็นการตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจไทยที่ลดความต้องการสินค้าพรีเมียม โดยไม่กระทบภาพลักษณ์ของแบรนด์หลัก
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- กำไรตก 80% แต่รายได้โต 10% หมายความว่าอะไร? หมายถึง ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์และกลยุทธ์ขยายแบรนด์ใหม่ แม้รายได้จะเติบโต แต่กำไรหดตัวจากแรงกดดันด้านต้นทุน
- สัดส่วนรายได้จากช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นอย่างไร? ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 61% แต่บริษัทควบคุมผ่านการบริหารค่าใช้จ่ายในแพลตฟอร์มและเน้นสินค้า High-Margin เพื่อรักษา Gross Margin ไว้ที่ 47.6%
- รุกตลาดราคาประหยัดจะกระทบภาพลักษณ์แบรนด์พรีเมียมไหม? ไม่ เพราะสินค้า Fit Junction ถูกแยกแบรนด์อิสระ เพื่อไม่ให้ปนเปื้อนกับแบรนด์หลัก Wallet
- ต้นทุนวัตถุดิบและขนส่งมีผลกระทบหรือไม่? ไม่มีผลกระทบในระยะสั้น เนื่องจากสั่งซื้อล่วงหน้าและใช้ระบบ hedging
- เป้าหมาย SG&A ในปี 2569 คือเท่าไร? คาดว่าจะไม่เกิน 35% ของยอดขาย ต่ำกว่าเป้าปี 2568 ที่ 40%
- ทำไมถึงเลือกศิลปินเฉพาะกลุ่ม Gen-Z/Gen-Y? เพราะพิจารณาจากฐานแฟนคลับและความเข้ากันได้กับกลุ่มเป้าหมายหลัก
- ลูกหนี้ที่ขยายเวลาชำระ น่ากังวลไหม? ไม่น่ากังวล เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นร้านค้าขนาดใหญ่ และมีการติดตามยอดขายร่วมกันอย่างใกล้ชิด
- เป้าหมายระยะยาวของ WARRIX คืออะไร? สร้างระบบ D2C ครบถ้วนภายในปี 2570–2571 ขยายแบรนด์ Active-Lifestyle ไปทั่วโลก และลดต้นทุนวัตถุดิบ 5% ผ่าน supply-chain ที่ยั่งยืน
ภาพรวม WARRIX ปี 2568 จึงไม่ใช่ปีแห่งกำไร แต่เป็นปีแห่งการวางรากฐาน — ทั้งในด้านช่องทางขายใหม่ การควบคุมต้นทุน และการสร้างแบรนด์แยกเพื่อรองรับความหลากหลายของตลาด โดยเฉพาะในยุคที่ Gen-Z และ Gen-Y เป็นผู้บริโภคหลัก ทั้งนี้ ความสำเร็จในปีหน้าจะขึ้นอยู่กับการรักษาระดับ Gross Margin ให้สูงกว่า 48% และควบคุม SG&A ไม่ให้เกิน 35% ของยอดขาย