บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
วีแอล (VL) ไตรมาส 4 ปี 2568: กำไรลดแต่โครงสร้างเรือใหม่เร่งเดินหน้า พร้อมเป้าอัตรากำไรขั้นต้นกลับสู่ 15%
P/E 22.56 YIELD 1.90 ราคา 0.79 (0.00%)
วีแอล (VL) ไตรมาส 4 ปี 2568: กำไรลดแต่โครงสร้างเรือใหม่เร่งเดินหน้า พร้อมเป้าอัตรากำไรขั้นต้นกลับสู่ 15%
บริษัท วีแอล เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ VL รายงานผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 ด้วยภาพรวมที่สะท้อนความท้าทายทางรายได้และกำไร แต่พร้อมกับแผนปรับโครงสร้างกองเรืออย่างชัดเจน โดยมีรายได้รวมลดลงจาก 759.9 ล้านบาทในปี 2567 เหลือเพียง 731.1 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่กำไรสุทธิปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจาก 74.8 ล้านบาท เป็นเพียง 41.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 9.2% เหลือเพียง 5.6% อย่างต่อเนื่อง
"แม้รายได้และกำไรจะปรับตัวลดลงในปีนี้ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเร่งปรับโครงสร้างกองเรือให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และวางรากฐานสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน"
ท่ามกลางความท้าทายด้านผลประกอบการ บริษัทเน้นย้ำว่า Core Business หรือธุรกิจขนส่งในประเทศยังคงเป็นฐานรากหลัก โดยมีรายได้ 579.3 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 28.6 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงอัตรากำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นจาก 5.6% ในปีก่อนเป็น 4.9% แม้จะยังต่ำกว่าระดับก่อนหน้า แต่สะท้อนความมั่นคงในโมเดลธุรกิจที่เน้นการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย โดยเฉพาะการกำหนดราคาค่าขนส่งตามราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากราคาเชื้อเพลิงที่ผันผวน
"การใช้ราคาน้ำมันดีเซลเป็นตัวกำหนดค่าขนส่งในประเทศ ทำให้รายได้และต้นทุนเคลื่อนไหวตามแนวโน้มตลาดอย่างมีเสถียรภาพ"
ขณะเดียวกัน ธุรกิจ Non-Core หรือการขนส่งต่างประเทศ แม้จะยังคงรักษารายได้ไว้ที่ระดับ 151.8 ล้านบาท (ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 152.8 ล้านบาท) แต่กำไรสุทธิลดลงอย่างชัดเจนจาก 40.6 ล้านบาท เหลือเพียง 12.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ต่ำกว่า 9% ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการเรือที่ลดลงเหลือเพียงลำเดียว และปริมาณงานที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาที่ต้องเผชิญกับการซ่อมแซมเรือกะทันหัน ส่งผลให้รายได้และกำไรลดลงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม บริษัทยืนยันแล้วว่าเรือทุกลำกลับมาดำเนินงานตามปกติแล้ว
"การซ่อมแซมเรือกะทันหันส่งผลต่อรายได้และกำไรในช่วงสั้น แต่ตอนนี้ทุกเรือกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพแล้ว"
ในด้านกลยุทธ์ระยะยาว บริษัทประกาศแผนการปรับโครงสร้างกองเรืออย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายในการทยอยขายเรือเก่าออก และเพิ่มเรือใหม่ขนาด 2,000–5,000 DWT เพื่อรองรับความต้องการขนส่งในภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในเส้นทางไปยังฟิลิปปินส์ที่มีศักยภาพในการขยายงานขนส่งเคมีภัณฑ์และน้ำมันปลา ซึ่งเป็นสินค้าคงที่ที่บริษัทกำลังศึกษาเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ในอนาคต
"เราไม่ได้เจรจาเพียงเพื่อลดดอกเบี้ย แต่เพื่อสร้างโครงสร้างหนี้ที่ยืดหยุ่นและลดภาระทางการเงินในระยะยาว"
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- การบริหารต้นทุนดอกเบี้ย: บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับธนาคารเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยจากวงเงินกู้ 400–500 ล้านบาท โดยคาดว่าหากสำเร็จจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายทางการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว
- แผนซื้อเรือใหม่: มีการขายเรือเก่าออกไปแล้ว 1 ลำในไตรมาสแรกของปี 2568 และมีแผนจะเพิ่มเรือใหม่ขนาด 2,000–5,000 DWT เพื่อรองรับภารกิจในภูมิภาคอาเซียนภายในครึ่งปีแรก
- สัดส่วนรายได้จากงานต่างประเทศ: ยังคงอยู่ที่ระดับ 10% (รวมน้ำมันปาล์ม) โดยไม่มีการฟื้นตัวมากนัก เนื่องจากจำนวนเรือลดลงและปริมาณงานลดลงอย่างชัดเจน
- กลยุทธ์การบริหารราคาน้ำมัน: ใช้สัญญา COA (Contract of Affreightment) โดยกำหนดราคาค่าขนส่งตามราคาน้ำมันดีเซล หากเพิ่มขึ้น ราคาค่าขนส่งจะปรับตาม ช่วยลดความเสี่ยงจากผันผวนของเชื้อเพลิง
- การขยายงานเคมีภัณฑ์และน้ำมันปลา: กำลังศึกษาเรือโกอิ้ง (Going Class) เพื่อขนส่งสินค้าประเภทดังกล่าว โดยเฉพาะเส้นทางไปยังฟิลิปปินส์ หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้คงที่ในอนาคต
- แนวโน้มผลประกอบการ Q1 2569: คาดว่าจะรักษาระดับกำไรไว้ใกล้แผนเดิม โดยคาดการณ์รายได้ในประเทศเติบโต 9.1% เมื่อเทียบกับปี 2567 แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิภาค
เป้าหมายและสิ่งที่ต้องจับตามอง
- ระยะสั้น (1–2 ปี): เพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นให้กลับมาอยู่ที่ 15% โดยเน้นบริหารค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพการใช้เรือ
- ระยะยาว (2569–2571): เพิ่มจำนวนเรือใหม่ให้ครบตามแผนจนถึง 14 ลำ โดยมีขนาด 2,000–5,000 DWT เพื่อรองรับภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน
- สิ่งที่ต้องจับตามอง: การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานของรัฐบาล, ความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันปาล์ม, และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในอาเซียน